การค้นหาขั้นสูง
ผู้เยี่ยมชม
10062
อัปเดตเกี่ยวกับ: 2554/04/21
 
รหัสในเว็บไซต์ fa1357 รหัสสำเนา 13582
หมวดหมู่ เทววิทยาใหม่
คำถามอย่างย่อ
ความเชื่อคืออะไร
คำถาม
ความเชื่อคืออะไร
คำตอบโดยสังเขป

ความเชื่อคือ ความผูกพันขั้นสูงสุดของมนุษย์เกี่ยวกับเรื่องจิตวิญญาณ ซึ่งถือว่าเป็นมงคลแก่ผู้คน และพร้อมที่จะแสดงความรักและความกล้าหาญของตนออกมาเพื่อสิ่งนั้น

ความเชื่อในกุรอานมี 2 ปีก : ศาสตร์และการปฏิบัติ ศาสตร์เพียงอย่างเดียวสามารถรวมเข้าด้วยกันกับการปฏิเสธศรัทธาได้ ขณะเดียวกันการปฏิบัติเพียงอย่างเดียวสามารถเชื่อมโยงกับการกลับกลอกได้

ในหมู่บรรดานักศาสนศาสตร์อิสลาม ได้แสดงทัศนะเกี่ยวกับความเชื่อไว้ 3-ทฤษฎีด้วยกันกล่าวคือ

1 – ทัศนะของ อะชาอิเราะฮฺ ความเชื่อคือ การยืนยันถึงการมีอยู่ของพระเจ้า ศาสดาของพระองค์ คำสั่งห้ามและคำสั่งใช้ของพระองค์

2 – ทัศนะของ มุอ์ชิละฮฺ ความเชื่อคือ การปฏิบัติไปตามหน้าที่รับผิดชอบ ซึ่งพระเจ้าได้สาธยายแก่เรา

3 – ทัศนะของนักปรัชญา, และนักศาสนศาสตร์อิสลามความเชื่อคือ ความรู้และการรู้จักโลกของความเป็นจริง และการทำให้จิตของตนสมบูรณ์ด้วยวิธีนี้

ในทัศนะของ อิรฟาน ความเชื่อคือ การหันคืนสู่พระเจ้าและหันห่างไปจากทุกสิ่งที่ไม่ใช่พระเจ้า

ความเชื่อสมัยใหม่ในศาสนาคริสต์ตะวันตกและโดยทั่วไปจะเกิดขึ้นในสองรูปแบบ :

1 – ความศรัทธาขั้นรุนแรงชนิดสุดโต่ง และการต่อต้านสติปัญญาซึ่งไม่เปิดทางให้สติปัญญาได้มีส่วนร่วมในในคำสอนทางศาสนา ความเชื่อในพระเจ้าและอภิปรัชญา

2 – ความเชื่อในทางสายกลางหรือทางภูมิปัญญา ซึ่งยอมรับว่านอกเหนือจากสติปัญญาแล้ว การใช้ประโยชน์อื่นเพื่อสติปัญญาในการพิสูจน์เหตุผล เพื่อเสริมสร้างหลักการทางศาสนาและความเชื่อ แม้ว่าจำนำเอาความเชื่อนำหน้าด้วยเหตุผลและสติปัญญาก็ตาม

ในหมู่นักคิดอิสลาม, ทัศนะของนักอิรฟานค่อนข้างคล้ายเหมือนแนวคิดความเชื่อชนิดสุดโต่ง ส่วนเฆาะซาลีย์ และ เมาละวีย์ สามารถกล่าวได้ว่ามีความเชื่อใกล้เคียงกับอีมานในสายกลาง

ดูเหมือนว่า การพิสูจน์แบบแห้งแล้วและไม่มีชีวิตชีวา มาไปด้วยข้อโต้แย้งทางปรัชญาคือปฐมบททางความเชื่อในแนวใหม่ได้เป็นอย่างดี

คำตอบเชิงรายละเอียด

สรรพสิ่งมีชีวิตทั้งหลายย่อมมีความผูกพันด้านจิตใจของตน มนุษย์ก็เช่นเดียวกันนอกเหนือจากการมีจิตผูกพันกับวัตถุแล้วเขายังมีจิตผูกพันด้านจิตวิญญาณ เช่น การรู้จักและความงามและ ... ความเชื่อจัดว่าเป็นสภาพหนึ่งของการมีจิตผูกพัน ซึ่งสรรพสิ่งอื่นนั้นอยู่ภายใต้รัศมีของความศรัทธา

ขอบเขตของความเชื่อสำหรับมนุษย์ทุกคนคือความเป็นส่วนตัวที่ศักดิ์สิทธิ์ กล่าวคือความผูกพันของมนุษย์ในที่สุดแล้วจะเปลี่ยนเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ หลังจากนั้นองค์ประกอบของความกล้าหาญ และความรักก็จะงอกเงยเกิดขึ้นมา

สิ่งย้อนกลับของความศรัทธาคือสิ่งแน่นอนเสมอ ดังนั้น ผู้ศรัทธาทุกคนจึงควรจะรู้จักสิ่งนั้นเป็นอย่างดี[1]

สำหรับคำว่า "อีมาน"ตามนิยามต่างๆ ได้มีการตีความที่แตกต่างกันออกไป อัลลามะฮฺเฏาะบาเฏาะบาอีย์ ในฐานะที่เป็นนักปรัชญาชีอะฮฺ เป็นนักตัฟซีรอัลกุรอาน, ท่านได้ให้นิยามความเชื่อ (อีมาน) ไว้ดังนี้  :

"ความเชื่อไม่ได้หมายถึง"ความรู้"และ"การรู้จัก"เพียงอย่างเดียว เพราะบางครั้งอัลกุรอานได้กล่าวถึงบุคคลที่ตกศาสนา (มุรตัด) ว่าทั้งที่มีความรู้แต่เขาได้เบี่ยงเบนออกไปจนได้ตกมุรตัด ทว่าผู้ศรัทธานอกจากจะมีความรู้แล้ว เขายังจำเป็นต้องยึดมั่นบนความรู้ของตน และต้องมีคำมั่นสัญญาทางจิตใจต่อความรู้นั้น ในลักษณะที่ว่าร่องรอยของความรู้ต้องปรับปรุงเขาในแต่ละวันได้ ดังนั้น ผู้ใดที่มีความรู้ว่าพระเจ้าคือพระเจ้าซึ่งนอกเหนือจากพระองค์แล้วไม่มีเจ้าอื่นใดอีก ฉะนั้น จำเป็นสำหรับเขาคือต้องยึดมั่นในความรู้ของตน กล่าวคือการก้าวไปสู่ขั้นตอนการปฏิบัติพิธีการต่างๆ หรือปฏิบัติอิบาดะฮฺต่อพระเจ้าอย่างสมบูรณ์แบบ ดังนั้นใครก็ตามที่ปฏิบัติเช่นนี้เราเรียกเขาว่า ผู้ศรัทธา[2]

เนื่องจากอัลกุรอาน กล่าวถึงความปรารถนาของอัลลอฮฺต้องการให้มนุษย์เป็นศูนย์กลางความเชื่อ จึงได้มีการเน้นย้ำและการตีความต่างๆ เอาไว้มากเกินกว่า 100 โองการ ซึ่งต้องการให้ผู้ที่กล่าวถึงมีความเชื่อศรัทธา เพื่อให้ความศรัทธาได้ช่วยเหลือเขาให้รอดพ้นจากภยันตราย[3] ดังนั้น ความหมายของคำว่า อีมาน ในทัศนะของนักคิดอิสลามจะเห็นว่ามีความสำคัญอันเฉพาะเจาะจงพิเศษไว้

ในหมู่นักศาสนศาสตร์อิสลาม ได้แสดงทัศนะเกี่ยวกับแก่นแท้ของความเชื่อไว้ 3 ทฤษฎีด้วยกันคือ  :

1-- ทัศนะของอะชาอิเราะฮฺ กล่าวว่า แก่นแท้ของความเชื่อคือ การยอมรับถึงการมีอยู่ของพระเจ้า รวมไปถึงบรรดานบี และคำสั่งห้ามและคำสั่งใช้ที่ได้ถูกสาธยายโดยบรรดานบีเหล่านั้น การสารภาพด้วยปากตามทุกสิ่งที่หัวใจได้ยอมรับ กล่าวคือกรปฏิญาณตนยืนยันถึงความจริงที่เปิดเผยและการยอมรับความจริงนั้น ในสภาพเช่นนี้ด้านหนึ่งคือการยอมจำนน และความอ่อนน้อมถ่อมตนด้านจิตใจ (สัญญาใจ) อีกด้านหนึ่งคือความสัมพันธ์ชนิดหนึ่งในแง่ของความพยายามกับเรื่อง การยอมรับและการปฏิญาณยืนยัน[4]

2— มุอ์ตะซิละฮฺ กล่าวว่า แก่นแท้ของอีมานคือ : การปฏิบัติหน้าที่ความรับผิดชอบที่ได้ถูกกำหนด

การยอมรับในการมีอยู่จริงของพระเจ้าและศาสดาต่างๆ ถือว่าเป็นการปฏิบัติไปตามหน้าที่ ซึ่งหน้าที่อื่นก็คือการปฏิบัติตามข้อบังคับต่างๆ และการละทิ้งสิ่งต้องห้าม ซึ่งบุคคลใดปฏิบัติหน้าที่ของเขาได้ครบบริบูรณ์เราเรียกเขาว่า "ผู้ศรัทธา" ตามทัศนะของเขาจะเห็นว่า ความศรัทธาจะเป็นจริงต้องขึ้นอยู่กับการกระทำไม่ใช่ความเชื่อหรือทฤษฎีเท่านั้น[5]

3 -- มุมมองนี้เป็นวิสัยทัศน์ของนักปรัชญาส่วนใหญ่, และนักศาสนศาสตร์ซึ่งได้แสดงทัศนะไว้ว่า แก่นแท้ของเชื่อความเชื่อคือ ความรู้และการรู้จักทางปรัชญาในเกี่ยวกับความเป็นจริงต่างๆ ของจักรวาล

อีกนัยหนึ่ง; ความเร้นลับของจิตมนุษย์ในขั้นตอนความสมบูรณ์ทางทฤษฎี คือตัวก่อร่างสร้างความจริงของความศรัทธา ดังนั้น การปฏิบัติในสิ่งที่เป็นข้อบังคับและละเว้นสิ่งที่ต้องห้าม (ฮะรอม) ซึ่งเป็นความเร้นลับของจิตในขั้นความสมบูรณ์ในแง่ของการปฏิบัติซึ่งร่องรอยภายนอกของความรู้นี้คือ การรู้จัก ด้งนั้น ถ้าหลักความเชื่อในทัศนะของผู้ศรัทธาถูกต้องตรงกับความเป็นจริงมากเท่าใดความเชื่อของเขาก็จะสมบูรณ์ยิ่งขึ้น ดังเช่น ซ็อดรุล มุตะอัลลิฮีน ได้กล่าวไว้ตอนเริ่มต้น อัสฟารอัรบะอะฮฺ หัวข้อ อิลาฮียาต บิลมะนัลอะคัส ว่า : ความศรัทธาที่แท้จริงต่ออัลลอฮฺ โองการต่างๆ วันแห่งการตัดสิน ดังที่โองการได้กล่าวว่า มุอฺมินคือผู้ศรัทธาในอัลลอฮฺ มลาอิกะฮฺ อัลกุรอาน และเราะซูลของพระองค์ และโองการที่กล่าวว่า บุคคลที่ปฏิเสธอัลลอฮฺและมลาอิกะฮฺและเราะซูลอของพระองค์ ตลอดจนวันแห่งการตัดสิน แน่นอน เขาได้หลงทางอย่างไกลโพ้น อีมานได้ครอบคลุมอยู่เหนือความรู้ 2 ประการ หนึ่งในนั้นคือความรู้ในเรืองการสร้างสรรค์ และความรู้ในวันแห่งการฟื้นคืนชีพ สิ่งที่เกิดจากความรู้ในการสร้างคือ การรู้จักอัลลอฮฺและคุณลักษณะของพระองค์ การกระทำและร่องรอยของพระองค์ ส่วนความรู้ในเรื่องการฟื้นคืนชีพคือ การรู้จักตนเอง[6]

ทัศนะดังกล่าวได้ยืนยันถึงการมีอยู่ของพระเจ้า และศาสดาต่างๆ โดยการยืนยันด้วยเหตุและผลซึ่งเกี่ยวข้องกับความเป็นจริงภายนอก และบางส่วนเป็นความรู้เกี่ยวข้องกับจักรวาล ความเข้าใจเกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ความรับผิดชอบและภาระหน้าที่ออกแนวความเข้าใจและความเชื่อ

แต่ในทัศนะของ อิรฟาน ความเชื่อไม่ใช่ความรู้ และไม่ใช่การกระทำ ไม่ใช่การเป็นพยานยืนยัน แต่สาระสำคัญของความเชื่อคือ การยอมจำนนต่อพระเจ้าและการหลีกเลี่ยงจากทุกสิ่งที่ไร้สาระ ดังนั้น อีมานคือ : การกลับไปสู่อัลลอฮฺผู้ทรงเกรียงไกร พระองค์ผู้ทรงเป็นหนึ่งเดียว พระเจ้าผู้ทรงอำนาจยิ่ง ไม่มีอำนาจอื่นใดนอกจากพระองค์ ดังนั้น ไม่มีสิ่งใดที่เขาจะมกมุ่นได้อีกนอกจากสัจธรรม และเท่าจำนวนของการจำนนในสัจธรรมคือจำนวนของอีมาน ดังนั้น อีมานคือยอมจำนวนต่อความจริง ส่วนการปฏิเสธคือการต่อต้านความจริง (ดังนั้น สิ่งที่ต่อต้านกันไม่อาจรรวมกันได้)[7]

บรรดานักวิพากษ์ชาวคริสเตียน ก็เช่นเดียวกันส่วนใหญ่ได้ยึดถือแนวทางการตีความเชื่อ (อีมาน) ตามแนวทางของอิรฟาน

Barbvr Ian เขียนว่า:

"Tylykh"กล่าวว่า ศาสนาอยู่ร่วมกับปัญหาด้านความผูกพันมากกว่า ซึ่งมี 3 คุณสมบัติดังต่อไปนี้ หนึ่ง : ความผูกพันกล่าวคือ ความมุ่งมั่นจงรักภักดีอย่างตรงไปตรงมาและความจงรักภักดี ประเด็นดังกล่าวคือชีวิตและความตาย, รากฐานของสิ่งมีชีวิตในระหว่างนั้น ซึ่งมนุษย์และชีวิตของเขาจะผ่านพ้นช่วงนี้ไป หรือสัญญาว่าจะใช้เวลาหรือชีวิตให้ผ่านพ้นไป สอง : จิตผูกพันคือสิ่งมีค่าสูงส่ง ซึ่งสิ่งมีค่าอื่น  ต่างวางอยู่บนพื้นฐานดังกล่าว สาม : จิตผูกพันในใจของตนคือทัศนะหนึ่งที่ครอบคลุมและสมบูรณ์, ถูกซ่อนไว้เนื่องจากสิ่งเหล่านี้มีส่วนเกี่ยวข้องกับทุกพื้นที่ของชีวิต และการดำรงอยู่ของมนุษย์ทุกคน[8]

ในอีกที่หนึ่งจากคำกล่าวของ"ริชาร์ดสัน" กล่าวว่า :

"เพื่อตระหนักถึงวัตถุประสงค์ของพระคัมภีร์ หรือพระผู้เป็นเจ้าของชาวคัมภีร์เกี่ยวกับคำว่า อีมานหรือความเชื่อ จำเป็นต้องตระหนักประเด็นกังกล่าวคือ เป้าหมายของการรับความเข้าใจหนึ่ง หรือความคิดหนึ่งในลักษณะที่ว่าการรู้จักนั้นมิได้มีความสำคัญน้อยไปกว่าความรู้ ประเด็นปัญหาคือการเชื่อว่าไม่ใช่การพิสูจน์[9]

ในขณะที่ทฤษฎีนี้ต้องการบอกว่า ความเชื่อเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งที่เหนือความรู้ ภูมิปัญญาและเหตุผล ต้องการแสดงให้รู้ว่าความเชื่อมิได้เป็นสิ่งที่ไม่สอดคล้องกับเหตุผลหรือขัดแย้งกับสติปัญญา และไม่ถือว่าเป็นการปฏิบัติสุ่มสี่สุ่มห้าเยี่ยงคนตาบอด

"โองการหลายโองการและวลีหลายบทใน "พันธสัญญาใหม่ชี้ให้เห็นว่าความเชื่อคือประเด็นที่ตรงข้ามกับความกลัว และความวิตกกังวล ความศรัทธาคือ การได้รับหรือการชี้นำ ความประสงค์ ความเชื่อที่มีมากกว่าในคนๆ หนึ่ง อันเป็นข้อมูลความจริงที่มั่นใจ และความถูกต้องของประเด็น ความน่าเชื่อถือหรือปฏิกิริยามั่นใจ ซึ่งเกิดจากการยอมรับความมั่นใจนั้น อันเป็นแรงบันดาลใจจากพระเจ้า การอภัย และความโปรดปรานของพระองค์ และในขณะเดียวกันมนุษย์มีหน้าที่ทำให้เกิดความมั่นใจ ไม่ว่าจะเป็นความเชื่อในพระเจ้าที่ว่า มนุษย์ได้รับพลังและอำนาจมาจากพระองค์ การหันกลับไปสู่พระเจ้าอันเป็นความจำเป็นที่ในการเพิ่มเติมบนทุกสิ่ง มากกว่าที่ความศรัทธาและความเชื่อมั่น ความศรัทธา ซึ่งความจำเป็นของมันคือ การมีความเชื่อ การมอบหมาย การให้สัตยาบัน และการจงรักภักดี[10]

ความเชื่อนิยม

ความเชื่อนิยม คำๆ นี้จะให้ความหมายตรงกันข้ามกับ เหตุผลนิยม หรือ"หลักการให้หรือใช้เหตุผล"นี่คือความหมายของคำพูดของเขา ในมุมมองของความเชื่อนิยมข้อเท็จจริงทางศาสนาอยู่บนพื้นฐานของความเชื่อ และเหตุผลที่ผ่านการไถพรวนและการพิสูจน์ความเป็นจริงไม่สามารถเข้าถึงความจริงได้ ประวัติความเป็นมาของการคำกล่าวอ้างนี้มีความยึดยาว ไปถึงสมัยของเซนต์ปอลด้วยซ้ำไป แต่อุบัติการณ์การอย่างจริงจังและการมีอิทธิพลของแนวคิดนี้ ได้เริ่มต้นในช่วงศตวรรษที่ 19 จนถึงปัจจุบัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งจะเห็นได้ในโลกตะวันตกและศาสนาคริสต์

ความเชื่อนิยมสามารถแบ่งออกเป็น 2 รูปแบบที่สำคัญกล่าวคือ ความสุดโต่งและสายกลาง  :

1 – ความเชื่อแบบสุดโต่ง หรือเหตุผลน่าสะพรึงกลัว (ต่อต้านสติปัญญา)

"Shstvf" หนึ่งในผู้มีความเชื่อสุดโต่งได้กล่าวว่า : การปฏิเสธเกณฑ์ของสติปัญญาทั้งหมดถื่อเป็นส่วนหนึ่งของความเชื่อจริง เขาเชื่อว่า ด้วยการยกตัวอย่าง คนสามารถมีความเชื่อตามพื้นฐานคำสอนของศาสนาได้ โดยไม่ต้องมีเหตุผลทางสติปัญญา เช่น เชื่อว่า (2 +2 = 5), ความศรัทธาและความเชื่อดังกล่าวเป็นตัวอย่างที่แท้จริงของความเชื่อ[11]

จากมุมมองของ"เค Yrkgvr" และผู้มีความเชื่อนิยมชนิดรุนแรง เชื่อว่าความจริงทางศาสนาไม่เข้ากันกับการพิสูจน์หลักฐานด้วยสติปัญญา ความจริงทางศาสนาสามารถยอมรับบนพื้นฐานของความเชื่อศรัทธาเท่านั้น หลักการทางศาสนาที่ไม่เพียงแต่สูงส่งกว่าสติปัญญาเท่านั้น ทว่ายังเป็นสิ่งหนึ่งที่ต่อต้านปัญญา[12]

2 – ความศรัทธาสายกลาง หรือสิ่งที่นอกเหนือจากสติปัญญา  :

ความเชื่อนิยมได้แอบแฝงอยู่ในแบบฉบับของ คริสต์ศาสนา "Agvsyny" ในมุมมองนี้ขณะที่เน้นถึงประเด็นที่ว่า ความเชื่อต้องมาก่อนสติปัญญา สติปัญญาและการพิสูจน์สำหรับการค้นหาความจริงทางศาสนา หรือการอธิบายและการทำความเข้าใจถึงข้อเท็จจริงเหล่านี้ สามารถมีบทบาทได้ในระดับหนึ่ง[13]

ความศรัทธานิยมในแนวคิดของอิสลาม :

ถึงแม้ว่าเขตข้อมูลในกรณีที่จำเป็นของความเชื่อชนิดสุดโต่งในแนวคิดของอิสลาม จะไม่มีเหมือนสิ่งที่เกิดขึ้นในตะวันตกและศาสนาคริสต์มีก็ตาม แต่อย่างไรก็ตามตัวอย่างมากมายที่เกิดจาก ผลงานของนักคิดอิสลามก็ไม่ได้แตกต่างอะไรไปจากความเชื่อนิยมในตะวันตกเลย ซึ่งจะหยิบยกความคิดเหล่านั้นมาอธิบายในโอกาสต่อไป



[1] Paul Tylykh, พูยอยีย์อีมาน, แปล, ฮุซัยน์ นูรูซีย์, หน้า 16, 17, สำนักพิมพ์ฮิกมะฮฺ, เตหะราน, 1375 สุริยคติ

[2] เฏาะบาเฏาะบาอีย์, ซัยยิดมุฮัมมัด ฮะซัยนฺ แปลตัฟซีรอัลมีซาน, เล่ม 18, หน้า 411-412, มูลนิธีด้านภูมิปัญญาและแนวคิดของ อัลลามะฮฺ เฏาะบาเฏาะบาอีย์, 1363 สุริยคติ

[3] บทอัลอัศริ : (و العصر: بسم الله الرحمن الرحیم، والعصر. ان الانسان لفى خسر،الاّ الذین آمنوا و عملوا الصالحات و تواصوا بالحق و تواصوا بالصبر.)

ขอสาบานด้วยกาลเวลา แท้จริง มนุษย์อยู่ในการขาดทุน นอกจากบรรดาผู้ศรัทธาที่ประกอบความดี ตักเตือนซึ่งกันและกันในสิ่งที่เป็นสัจธรรมและความอดทน 

[4] มะกอลาต อัลอิสลามียีน อบุลฮะซัน อัชอะรีย์ เล่ม 1 หน้า 347 อียิปต์ 1969 .. อัลลุมะอ์ หน้า 75 พิมพ์มะดีนะฮฺ 1975 .. ตักตาซานีย์ ชัรฮฺ อัลมะกอซิด เล่ม 2 หน้า 184 พิมพ์ อุสมานีย์ 1305 . คัดลอกมาจากมุฮัมมัด มุจญฺตะฮิด ชุบบัสตะรีย์ อีมาน วะออซอดีย์ หน้า 12 สำนักพิมพ์ ตัรฮฺ นู เตหะราน พิมพ์ครั้งที่ 3 ปี 1379 สุริยคติ

[5] ความเชื่อเกี่ยวกับ มุอฺตะซิละฮฺ, อะฮฺมัดอามิน, ฟัจญฺรุลอิสลาม วะ ฎุฮุลอิสลาม, หัวข้อมุอฺตะซิละฮฺ

[6]  ซ็อดรุล มุตะอัลลิฮีน มุฮัมมัด ชีรอซีย์ อัลฮิกมะฮฺ อัลมุตะอาลียะฮฺ ฟิล อัสฟาร อัลอักลียะฮฺ อัลอัรบะอะฮฺ เล่ม 6 หน้า 7 สำนักพิมพ์ ดาร อะฮฺยาอุตตุรซิลอะเราะบียฺ เบรุต เลบานอน พิมพ์ครั้งที่ 4 ปี .. 1990

[7] สรุปรายละเอียดของ ชัรฮฺ อัตตะอฺรีฟ จากเอรฟาน ศตวรรษที่ 5,หน้า 227, สำนักพิมพ์มูลนิธิวัฒนธรรมอิหร่าน

[8] Ian Ba​​rbvr ศาสตร์และศาสนา, แปลโดย, บะฮาอุดดีน โครัมชาฮี, หน้า 257, สำนักพิมพ์ ดานิชเกาะฮีย์ เตหะราน, 62

[9] อ้างแล้ว, หน้า 259

[10] อ้างแล้ว,หน้า 260 

[11] อ้างแล้ว

[12] อ้างแล้ว

[13] อ้างแล้ว

แปลคำถามภาษาต่างๆ
ความเห็น
กรุณาป้อนค่า
ตัวอย่าง : Yourname@YourDomane.ext
กรุณาป้อนค่า
กรุณาป้อนค่า

หมวดหมู่

คำถามสุ่ม

  • สามารถอธิบาย ปฏิสัมพันธ์ระหว่างสิทธิมนุษยชน ระหว่างแพทย์กับคนไข้ตามบทบัญญัติของอิสลามได้หรือไม่?
    2514 สิทธิและกฎหมาย 2555/04/07
    ด้านหนึ่ง บทบัญญัติของพระเจ้านั้น สามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ส่วน ดังนี้, ก) บทบัญญัติอิมฎออีย์, ข) บทบัญญัติตะอฺซีซียฺ อะฮฺกามอิมฎออียฺ หมายถึง บทบัญญัติซึ่งมีมาก่อนอิสลาม, แต่อิสลามได้ปรับปรุงและรับรองกฎนั้น เช่น การค้าขายประเภทต่างๆ มากมาย, อะฮฺกามตะอฺซีซียฺ หมายถึง บทบัญญัติที่ไม่เคยมีมาก่อน ทว่าอิสลามได้กำหนดกฎเกณฑ์เหล่านั้นขึ้นมา เช่น บทบัญญัติเกี่ยวกับการอิบาดะฮฺทั้งหลาย สิทธิซึ่งกันและกัน ระหว่างมนุษย์ด้วยกันมิได้มีเฉพาะแต่ในอิสลามเท่านั้น, ทว่าระหว่างศาสนาต่างๆ ของพระเจ้า, หรือแม้แต่ศาสนาที่มิได้นับถือพระเจ้าก็กล่าวถึงสิ่งนี้ไว้เช่นเดียวกัน ด้วยทัศนะที่ว่า มนุษย์มีภาคประชาสังคม และการตามโดยธรรมชาติ, ดังนั้น เพื่อรักษาระเบียบของสังคม จำเป็นต้องวางกฎเกณฑ์ และกำหนดสิทธิขึ้นสำหรับประชาคมทั้งหลาย ซึ่งพลเมืองทั้งหมดต่างมีหน้าที่รับผิดชอบและต้องรักษากฎระเบียบเหล่านั้น ซึ่งสิ่งนี้เรียกอีกอย่างว่า สิทธิของบุคคล เกี่ยวกับสิทธิซึ่งกันและกัน ...
  • มะลาอิกะฮ์และญินรุดมาช่วยอิมามฮุเซน(อ.)จริงหรือไม่ และเหตุใดท่านจึงปฏิเสธ?
    3782 تاريخ بزرگان 2554/12/03
    คำถามนี้ไม่มีคำตอบแบบสั้น ปรดเลือกปุ่มคำตอบที่สมบูรณ์ ...
  • อัลลอฮฺ ทรงพึงพอพระทัยผู้ใด? บุคคลใดที่พระองค์ทรงพึงพอพระทัย, ผู้นั้นจะได้เป็นเจ้าของสรวงสวรรค์แห่งความโปรดปรานหรือ? ถ้าเป็นเช่นนั้นแล้ว โองการที่ 28 บทอันบิยาอฺที่กล่าวว่า : และพวกเขาจะมิให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ใด, นอกจากผู้ที่พระองค์ทรงพอพระทัย จะไม่ขัดแย้งกันดอกหรือ? อีกนัยหนึ่ง : เจ้าของสรวงสวรรค์แห่งความพึงพอพระทัย จะเข้ากันได้อย่างไรกับชะฟาอะฮฺ?
    3962 การตีความ (ตัฟซีร) 2554/10/22
    อัลลอฮฺ (ซบ.) ทรงพึงพอพระทัยบุคคลที่มีศรัทธาและพึงปฏิบัติคุณงามความดี, เพียงแต่ว่าความศรัทธาและคุณงามความดีนั้นมีทั้งเข้มแข็งมั่นคงและอ่อนแอ อีกทั้งมีระดับชั้นที่แตกต่างกันออกไป, ความพึงพอพระทัยของอัลลอฮฺที่มีต่อพวกเขาจึงแตกต่างกันออกไปด้วยสรวงสวรรค์ ก็เช่นเดียวกันถูกแบ่งไปตามระดับชั้นของความศรัทธา คุณภาพ และปริมาณของคุณงามความดีที่ชาวสวรรค์ได้สั่งสม ซึ่งระดับชั้นของสวรรค์ก็มีความแตกต่างกันออกไป ส่วน “สวรรค์ชั้นริฎวาน” คือสวรรค์ชั้นสูงที่สุด เจ้าของสวรรค์ชั้นนี้ได้แก่ บรรดาศาสดาทั้งหลาย, บรรดาตัวแทนและบรรดาหมู่มิตรของอัลลอฮฺ (ซบ.), ตลอดจนบรรดาผู้ใกล้ชิดอัลลอฮฺ ชนกลุ่มนี้ไม่ต้องการชะฟาอะฮฺแต่อย่างใด เนื่องจากพวกเขาคือผู้ให้ชะฟาอะฮฺ และยังเป็นสักขีพยานในวันแห่งการฟื้นคืนชีพอีกต่างหาก. ด้วยเหตุนี้เอง วัตถุประสงค์ของประโยคที่ว่า “มะนิรตะฎอ” (ผู้ที่ได้รับความพึงพอพระทัยจากอัลลอฮฺ) ในโองการอัลกุรอานจึงไม่ใช่บุคคลที่เป็นเจ้าของสวรรค์ชั้นริฏวาน เพื่อว่าระหว่างตำแหน่งชั้นของพวกเขากับโองการจะได้ไม่ขัดแย้งกันอัลกุรอาน โองการดังกล่าวอยู่ในฐานะของการขจัดความสงสัยและความเข้าใจผิด ของบรรดาผู้ปฏิเสธที่วางอยู่บนความเข้าใจที่ว่า มลาอิกะฮฺจะให้ชะฟาอะฮฺแก่พวกเขา, เนื่องจากมลาอิกะฮฺคือเจ้าหน้าที่ของอัลลอฮฺ ซึ่งพวกเขาจะไม่ปฏิบัติสิ่งใดที่ขัดแย้งต่อบัญชาของพระองค์, พวกเขาจะให้ชะฟาอะฮฺแก่บุคคลผู้ซึ่ง ...
  • การเดินทางไปยังสถานที่แสวงบุญในกรณีที่อาจจะมีอันตรายถึงชีวิตถึงว่าเป็นฮะรอมหรือไม่?
    2339 สิทธิและกฎหมาย 2554/10/02
    การเดินทางไปยังสถานที่แสวงบุญเพื่อเยี่ยมเยียนวสุสานอันบริสุทธิ์ของบรรดาอาอิมมะฮ์ (อ.) ถือเป็นสิ่งที่ดีงามและได้รับการสนับสนุนจากบรรดาอิมาม(อ.) เนื่องจากจะช่วยเชิดชูเกียรติภูมิผลงานและความทรงจำเกี่ยวกับบรรดาอิมาม(
  • อะไรคือสัญญาณของพระเจ้า ที่อยู่ในท้องฟ้าและแผ่นดิน?
    3314 เทววิทยาดั้งเดิม 2555/08/22
    ท้องฟ้าและแผ่นดิน และทุกสรรพสิ่งที่อยู่ในนั้น ทว่าทุกสิ่งที่มีอยู่ในโลกทั้งหมดเป็นสัญญาณ ที่บ่งบอกให้เห็นพลานุภาพของพระเจ้า สัญญาณต่างๆ นั้นมีจำนวนมากมายมหาศาล ซึ่งไม่มีผู้ใดสามารถคำนวณนับได้หมดสิ้น อัลกุรอาน ได้เชิญชวนมนุษย์ไปสู่การเรียนรู้จักสัญญาณเหล่านั้น ทั้งความกว้างไพศาล จำนวนกาแลคซี่ต่างๆ ระบบพลังงานแสงอาทิตย์, หมู่ดวงดาวต่างๆ และสิ่งมหัศจรรย์อีกจำนวนมากในนั้น การประสานกันของมวลเมฆ การเกิดฟ้าร้อง ฟ้าผ่า และฟ้าแลบ พร้อมประโยชน์มหาศาลของมัน การสร้างมนุษย์ซึ่งถือว่าเป็นหนึ่งในสิ่งมหัศจรรย์ ที่สลับซับซ้อนที่สุด ในขบวนการสร้างของพระองค์ การดำรงชีพและวัฎจักรชีวิตของผึ้ง และอื่นๆ อีกมากมาย ซึ่งทั้งหมดเป็นเพียงส่วนหนึ่งแห่งสัญญาณของพระองค์ ที่บ่งบอกให้เห็นความรู้ วิทยญาณ และความปรีชาญาณของพระองค์ ...
  • มีภัยคุกคามใดที่อาจจะเกิดขึ้นกับสาธารณรับอิสลาม?
    1700 ระบบต่างๆ 2554/11/21
    เพื่อที่จะทราบถึงภัยคุกคามของสิ่งๆหนึ่งก่อนอื่นเราจะต้องทำความรู้จักกับมูลเหตุต่างๆที่ทำให้สิ่งนั้นเกิดขึ้น (ปัจจัยกำเนิด) และสิ่งที่จะทำให้สิ่งนั้นดำรงอยู่ (ปัจจัยพิทักษ์) เสียก่อนเนื่องจากภัยคุกคามที่อาจจะเกิดขึ้นกับสิ่งใดสิ่งหนึ่งก็คือภัยที่จะคุกคามสองปัจจัยดังกล่าวนี่เองปัจจัยกำเนิดและพิทักษ์ของสาธารณรัฐอิสลามก็คือ 1. หลักคำสอนที่สูงส่งของอิสลาม (การปฏิบัติตามคำสั่งและหลักคำสอนของอิสลาม) 2. การมีผู้นำการปฏิวัติที่รอบรู้ 3. ความเป็นปึกแผ่นของประชาชนและการเชื่อฟังผู้นำหากปัจจัยดังกล่าวถูกคุกคามสาธารณรัฐอิสลามก็จะตกอยู่ในอันตรายฉะนั้นประชาชนเจ้าหน้าที่รัฐ
  • อัลกุรอานเป็นความมหัศจรรย์ในสามลักษณะ : ก.คำ, ข. เนื้อหา, ค.ผู้นำอัลกุรอานมาเผยแผ่ และทั้งสามลักษณะบ่งบอกว่าอัลกุรอานมาจากพระเจ้าได้เพียงมากน้อยเพียงใด ?
    2910 วิทยาการกุรอาน 2553/10/11
    คำถามนี้ไม่มีคำตอบแบบสั้น โปรดเลือกปุ่มคำตอบที่สมบูรณ์ ...
  • ควรนำเสนอประเด็นต่างๆ เกี่ยวกับการรู้จักกับพระเจ้าแก่ชมรมเยาวชนในพื้นที่อย่างไร?
    2235 เทววิทยาดั้งเดิม 2555/04/19
    หากพิจารณาประเด็นต่างๆที่เกี่ยวกับหลักความเชื่อ ต้องถือว่าประเด็นการรู้จักพระเจ้าถือเป็นประเด็นหลักที่สำคัญที่สุด อีกทั้งครอบคลุมประเด็นปลีกย่อยมากมาย หากคุณต้องการอธิบายเกี่ยวกับประเด็นนี้จะต้องคำนึงถึง 2 หลักการเป็นสำคัญ หนึ่ง. ควรเลือกประเด็นที่จะหยิบยกมาพูดคุยให้เหมาะสมและเปี่ยมด้วยตรรกะ สอง.จะต้องคำนึงถึงบุคลิกและพื้นฐานความรู้ของผู้ฟังอย่างเคร่งครัด เกี่ยวกับหลักการแรก ควรคำนึงถึงประเด็นต่อไปนี้ คุณจะต้องเลือกประเด็นในการพูดคุยเกี่ยวกับการรู้จักพระเจ้าที่มีความครอบคลุมมากกว่า เพื่อที่จะได้อธิบายเกี่ยวกับประเด็นดังกล่าวได้ง่ายขึ้น จะต้องหลีกเลี่ยงที่จะพูดคุยเกี่ยวกับประเด็นลึกๆ ของการรู้จักพระเจ้า นำเสนอข้อมูลต่าง ๆ โดยคำนึงถึงลำดับการเรียงเนื้อหาที่เหมาะสม และจะต้องหลีกเลี่ยงการพูดเยิ่นเย้อ ให้ทยอยนำเสนอประเด็นต่างๆ เกี่ยวกับการรู้จักพระเจ้า และควรใช้วิธีการที่สามารถเข้าใจง่ายและมีความหลากหลาย ควรใช้ประโยชน์จากจิตใต้สำนึกแสวงหาพระเจ้าที่มีในเยาวชนให้มากที่สุด ควรจะปล่อยให้เยาวชนได้มีโอกาสคิดและสรุปข้อมูล เพื่อให้สามารถเข้าใจประเด็นต่าง ๆได้ ควรใช้หนังสือต่างๆ ที่เสนอข้อมูลอย่างชัดแจนและมีการลำดับเนื้อเรื่องที่ดี เกี่ยวกับหลักการที่สองควรจะคำนึงถึงสิ่งเหล่านี้ ควรจะนำเสนอประเด็นต่าง ๆ เกี่ยวกับการรู้จักพระเจ้าที่สอดคล้องกับพื้นฐานความรู้ของเยาวชนกลุ่มนั้น ๆ และหากต้องการนำเสนอข้อมูลใหม่ๆ ...
  • มีการระบุสิทธิของสิ่งถูกสร้างอื่นๆไว้ในคำสอนอิสลามหรือไม่?
    2233 ดิรอยะตุลฮะดีซ 2555/02/04
    ในตำราทางศาสนามีฮะดีษมากมายที่ระบุว่าสิทธิประโยชน์ต่างๆมิได้ครอบคลุมเฉพาะมนุษย์เท่านั้นทว่ามัคลู้กอื่นๆก็มีสิทธิบางประการเช่นกันดังที่ปรากฏในหนังสือمن لا یحضره الفقیه มีฮะดีษหลายบทรวบรวมไว้ในหมวดที่ว่าด้วยสิทธิของปศุสัตว์เหนือเจ้าของ (حق الدابّة علی صاحبه ) ซึ่งเราขอนำเสนอโดยสังเขปดังต่อไปนี้:ท่านนบี(ซ.ล.)กล่าวว่า “สัตว์ทั้งหลายมีสิทธิเหนือผู้ครอบครองดังต่อไปนี้จะต้องให้อาหารเมื่อลงจากหลังของมันจะต้องให้มันกินน้ำเมื่อผ่านแหล่งน้ำจะต้องไม่บรรทุกสัมภาระหรือบังคับให้เดินทางเกินความสามารถของมันและอย่าฟาดที่ใบหน้าของมันเพราะสรรพสัตว์พร่ำรำลึกถึงพระองค์เสมอ”[1]นอกจากนี้ยังมีฮะดีษที่คล้ายคลึงกันในหมวดحق الدابّة علی صاحبه ของหนังสือบิฮารุลอันว้ารเล่าว่าท่านอิมามศอดิก(อ.)กล่าวว่า “สรรพสัตว์มีสิทธิเหนือเจ้าของเจ็ดประการ1. จะต้องไม่บรรทุกเกินกำลังของมัน 2.ให้อาหารเมื่อลงจากหลังของมัน 3.ให้น้ำเมื่อผ่านแหล่งน้ำ... “[2]เมื่อพิจารณาถึงฮะดีษที่ระบุถึงสิทธิของสัตว์ทำให้ทราบว่ามนุษย์มิไช่ผู้ที่มีสิทธิเพียงผู้เดียวทว่าสรรสิ่งอื่นๆก็มีสิทธิบางประการเช่นกันกรุณาอ่านเพิ่มเติมได้ที่ระเบียน:  วิธีการรำลึกถึงอัลลอฮ์ของวัตถุและพืชคำถามที่ 7575  ( ลำดับในเว็บไซต์8341 ) 
  • ชาวสวรรค์และชาวนรกมีอายุราวๆกี่ปี?
    9841 การตีความ (ตัฟซีร) 2555/02/19
    ความเปลี่ยนแปลงทางสรีระตามอายุขัยถือเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับโลกนี้ ทว่าในโลกหน้าโดยเฉพาะในสวรรค์ เราไม่อาจจะมโนภาพว่ามนุษย์จะมีรูปร่างหน้าตาที่แตกต่างกันในลักษณะที่บางกลุ่มเป็นเด็ก บางกลุ่มอยู่ในวัยกลางคน บางกลุ่มเป็นคนชราได้ แม้สมมุติว่าเราจะเชื่อว่าโลกหน้ายังเป็นโลกแห่งวัตถุ แต่ความแตกต่างในแง่อายุขัยอย่างที่เราเคยชินในโลกนี้ย่อมไม่เกิดขึ้นในโลกหน้าอย่างแน่นอน มีฮะดีษระบุว่าผู้ที่จะเข้าสรวงสวรรค์จะกลายเป็นวัยรุ่นที่มีรูปลักษณ์อันงดงาม یدخلون الجنة شبابا منورین و قال إن أهل الجنة جرد مرد مکحلون

เนื้อหาที่มีผู้อ่านมากที่สุด

  • อะไรคือหน้าที่ๆภรรยาพึงปฏิบัติต่อสามีบ้าง?
    27137 สิทธิและกฎหมาย 2554/07/07
    ความมั่นคงของชีวิตคู่ขึ้นอยู่กับความรักความผูกพัน ความเข้าใจ การให้เกียรติและเคารพสิทธิของกันและกัน และเพื่อที่สถาบันครอบครัวจะยังคงมั่นคงเป็นปึกแผ่น อิสลามจึงได้ระบุถึงสิทธิของทั้งภรรยาและสามี ขณะเดียวกันก็ได้กำหนดหน้าที่สำหรับทั้งสองฝ่ายไว้ด้วย เนื่องจากเมื่ออัลลอฮ์ประทานสิทธิ ก็มักจะกำหนดหน้าที่กำกับไว้ด้วยเสมอ ข้อเขียนนี้จะนำเสนอหน้าที่ทางศาสนาบางส่วนที่ภรรยาพึงปฏิบัติต่อสามีดังต่อไปนี้:1. ...
  • กรุณานำเสนอบทดุอาเพื่อให้ได้พบคู่ครองที่เหมาะสมและเปี่ยมด้วยตักวา
    22518 จริยธรรมปฏิบัติ 2554/06/12
    ทุกสิ่งทุกอย่างย่อมมีปัจจัยและเงื่อนไขจำเพาะตามที่พระเจ้าทรงกำหนดหากเราประสงค์สิ่งใดย่อมต้องเริ่มจากการตระเตรียมปัจจัยและเงื่อนไขเสียก่อนปัจจัยของการแต่งงานคือการเสาะหาและศึกษาอย่างละเอียดทว่าเพื่อความสัมฤทธิ์ผลในการดังกล่าวจำเป็นต้องขอความช่วยเหลือจากอัลลอฮ์เพื่อทรงชี้นำการตัดสินใจและความพยายามของเราให้บรรลุดังใจหมาย.การอ่านบทดุอาต่างๆที่รายงานจากบรรดาอิมาม(อ)ต้องควบคู่กับความพยายามศึกษาและเสาะหาคู่ครองอย่างถี่ถ้วน. หนึ่งในดุอาที่เกี่ยวกับเรื่องนี้โดยเฉพาะก็คือรายงานที่ตกทอดมาจากท่านอลี(อ)ดังต่อไปนี้: “ผู้ใดประสงค์จะมีคู่ครอง
  • ดุอาใดบ้างที่ทำให้ได้รับพรเร็วที่สุด?
    21676 จริยธรรมปฏิบัติ 2554/07/03
    มีดุอาที่รายงานจากอิมาม(อ.)หลายบทที่กล่าวขานกันว่าเห็นผลตอบรับอย่างรวดเร็ว แต่เนื่องจากไม่สามารถนำเสนอเนื้อหาดุอาทั้งหมด ณ ที่นี้ได้ จึงขอกล่าวเพียงชื่อดุอาที่มีความสำคัญเป็นพิเศษดังต่อไปนี้1. ดุอาตะวัซซุ้ล2. ดุอาฟะร็อจ
  • ครูบาอาจารย์และลูกศิษย์(นักเรียนนักศึกษา)มีหน้าที่ต่อกันอย่างไร?
    20130 จริยธรรมปฏิบัติ 2554/11/14
    ผู้สอนและผู้เรียนมีหน้าที่ต่อกันหลายประการด้วยกันซึ่งสามารถจำแนกออกเป็นสองส่วนก. หน้าที่ที่ผู้สอนมีต่อผู้เรียนอันประกอบด้วยหน้าที่ทางจริยธรรมการอบรมและวิชาการ ข. หน้าที่ที่ผู้เรียนมีต่อผู้สอนอาทิเช่นการให้เกียรติครูบาอาจารย์ยกย่องวิทยฐานะของท่านนอบน้อมถ่อมตน ...ฯลฯ ...
  • ก่อนการสร้างนบีอาดัม(อ) เคยมีการแต่งตั้งญินให้เป็นศาสนทูตสำหรับฝ่ายญินหรือไม่?
    18554 เทววิทยาดั้งเดิม 2554/06/12
    อัลกุรอานยืนยันการมีอยู่ของเหล่าญินรวมทั้งได้อธิบายคุณลักษณะบางประการไว้ถึงแม้ว่าข้อมูลของเราเกี่ยวกับโลกของญินจะค่อนข้างจำกัดแต่เราสามารถพิสูจน์ว่าเหล่าญินเคยมีศาสนทูตที่เป็นญินก่อนการสร้างนบีอาดัมโดยอาศัยเหตุผลต่อไปนี้:1. เหล่าญินล้วนมีหน้าที่ทางศาสนาเฉกเช่นมนุษย์เราแน่นอนว่าหน้าที่ทางศาสนาย่อมเป็นผลต่อเนื่องจากการสั่งสอนศาสนาด้วยเหตุนี้จึงมั่นใจได้ว่าอัลลอฮ์ทรงเคยแต่งตั้งศาสนทูตสำหรับกลุ่มชนญินเพื่อการนี้2. เหล่าญินล้วนต้องเข้าสู่กระบวนการพิพากษาในวันกิยามะฮ์เฉกเช่นมนุษย์เราซึ่งโดยทั่วไปแล้วก่อนกระบวนการพิพากษาทุกกรณีจะต้องมีการชี้แจงข้อกฏหมายจนหมดข้อสงสัยเสียก่อนและการชี้แจงให้หมดข้อสงสัยคือหน้าที่ของบรรดาศาสนทูตนั่นเอง
  • เนื่องจากอัลลอฮฺทรงรอบรู้เหนือโลกและจักรวาล ฉะนั้น วัตถุประสงค์การทดสอบของอัลลอฮฺคืออะไร?
    18256 เทววิทยาดั้งเดิม 2554/03/08
    ดังที่ปรากฏในคำถามว่าการทดสอบของอัลลอฮฺไม่ได้เพื่อการค้นหาสิ่งที่ยังไม่รู้เนื่องจากอัลลอฮฺ (ซบ.) ทรงปรีชาญาณเหนือทุกสรรพสิ่งแต่อัลกุรอานหลายโองการและรายงานที่ตกมาถึงมือเรากล่าวว่าการทดสอบเป็นแบบฉบับหนึ่งและเป็นกฎเกณฑ์ของพระเจ้าที่วางอยู่บนแบบฉบับอื่นๆอันได้แก่การอบบรมสั่งสอนการชี้นำโดยรวมของพระเจ้าอัลลอฮฺ
  • ด้วยเหตุผลอันใดที่ต้องกล่าว อะอูซุบิลลาฮิ มินัชชัยฏอน นิรเราะญีม ก่อน บิซมิลลาฮิรเราะฮฺมานนิรเราะฮีม?
    18179 วิทยาการกุรอาน 2555/08/22
    หนึ่งในมารยาทของการอ่านอัลกุรอาน ซึ่งมีกล่าวไว้ในอัลกุรอาน และรายงานฮะดีซคือ การกล่าว อะอูซุบิลลาฮิ มินัชชัยฏอน นิรเราะญีม ก่อนที่จะเริ่มอ่านอัลกุรอาน หรือแม้แต่ให้กล่าวก่อนที่จะกล่าว บิซมิลลาฮิรเราะฮฺมานนิรเราะฮีม เสียด้วยซ้ำไป ด้วยเหตุผลที่ว่า บิซมิลลาฮิรเราะฮฺมานนิรเราะฮีม นั้นเป็นส่วนหนึ่งของอัลกุรอาน อย่างไรก็ตามการขอความคุ้มครองจากอัลลอฮฺ มิใช่แค่เป็นเพียงคำพูดเท่านั้น ทว่าสิ่งนี้จะต้องฝังลึกอยู่ภายในจิตวิญญาณของเรา ซึ่งต้องสำนึกสิ่งนี้อยู่เสมอตลอดการอ่านอัลกุรอาน ...
  • อายะฮ์ إِذا مَا اتَّقَوْا وَ آمَنُوا وَ عَمِلُوا الصَّالِحاتِ ثُمَّ اتَّقَوْا وَ آمَنُوا ثُمَّ اتَّقَوْا وَ أَحْسَنُوا وَ اللَّهُ یُحِبُّ الْمُحْسِنین การกล่าวซ้ำดังกล่าวมีจุดประสงค์ใด?
    17325 การตีความ (ตัฟซีร) 2555/02/07
    ในแวดวงวิชาการมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องการย้ำคำว่าตักวาในโองการข้างต้นบ้างเชื่อว่ามีจุดประสงค์เพื่อให้เล็งเห็นความสำคัญของประเด็นเกี่ยวกับตักวาอีหม่านและอะมั้ลที่ศอลิห์
  • ปีศาจ (ซาตาน) มาจากหมู่มะลาอิกะฮฺหรือญิน ?
    17085 การตีความ (ตัฟซีร) 2553/12/22
    เกี่ยวกับคำถามที่ว่าชัยฎอนเป็นมะลาอิกะฮฺหรือญินมีมุมมองและทัศนะแตกต่างกันแหล่งที่มาของความขัดแย้งนี้เกิดจากเรื่องราวการสร้างนบีอาดัม (อ.) เนื่องจากเป็นคำสั่งของพระเจ้ามวลมะลาอิกะฮ์ทั้งหลายจึงได้กราบสุญูดอาดัมแต่ซาตานไม่ได้ก้มกราบบางคนกล่าวว่าชัยฎอน (อิบลิส) เป็นมะลาอิกะฮฺ, โดยอ้างเหตุผลว่าเนื่องจากโองการอัลกุรอานกล่าวละเว้น, อิบลิสไว้ในหมู่ของมะลาอิกะฮฺ (มะลาอิกะฮ์ทั้งหมดลดลงกราบยกเว้นอิบลิส) ดังนั้นอิบลิส
  • เมื่ออัลลอฮฺ มิทรงสร้างสรรพสิ่งทั้งหลายจากสิ่งใดทั้งหมด, หมายความว่าอำนาจของพระองค์ได้ถ่ายโอนไปสู่วัตถุปัจจัยกระนั้นหรือ?
    16516 รหัสยทฤษฎี 2555/05/17
    ใช่แล้ว การสร้างจากสิ่งไม่มีตัวตนมีความหมายตามกล่าวมา, เนื่องจากคำว่า ไม่มีตัวตน คือไม่มีอยู่ก่อนจนกระทั่งอัลลอฮฺ ทรงสร้างสิ่งนั้นขึ้นมา รายงานฮะดีซก็กล่าวถึงประเด็นนี้ไว้เช่นกันว่า อำนาจสัมบูรณ์ของพระเจ้า มีความเป็นหนึ่งเดียวกันกับคุณลักษณะอื่นของพระองค์ ซึ่งเกินเลยอำนาจความรอบรู้ของมนุษย์ เนื่องจากสรรพสิ่งถูกสร้างทั้งหลายได้ถูกสร้างขึ้นมา จากสิ่งไม่มี ซึ่งตามความเป็นจริงแล้วสรรพสิ่งถูกสร้างทั้งหลาย เปรียบเสมือนภาพที่ถ่ายโอนอำนาจสัมบูรณ์ของพระเจ้า เราเรียกนิยามนี้ว่า “การสะท้อนภาพ”[1]ซึ่งในรายงานฮะดีซได้ใช้คำว่า “การเกิดขึ้นของคุณลักษณะ” : อัลลอฮฺ (ซบ.) ทรงเป็นพระผู้อภิบาลของเราที่มีความเป็นนิรันดร์ ความรอบรู้คือ อาตมันของพระองค์ ขณะที่ไม่มีความรอบรู้อันใด การได้ยินคืออาตมันของพระองค์ ขณะที่ไม่มีการได้ยินใดๆ การมองเห็นคือ อาตมันของพระองค์ ขณะที่ไม่มีการมองเห็นอันใด อำนาจคืออาตมันของพระองค์ ขณะที่ไม่มีอำนาจอันใด และเนื่องจากพระองค์คือ ผู้ทรงสร้างสรรพสิ่งทั้งหลาย ทำให้สิ่งเหล่านั้นมีและเป็นไป ความรู้ของพระองค์ได้ปรากฏบนสิ่งถูกรู้จักทั้งหลาย การได้ยิน ได้ปรากฏบนสิ่งที่ได้ยินทั้งหลาย การมองเห็นได้ปรากฏบนสิ่งมองเห็น และอำนาจของพระองค์ ...

ลิ้งก์ต่างๆ