ผู้เยี่ยมชม
4653
อัปเดตเกี่ยวกับ: 2556/02/06
 
รหัสในเว็บไซต์ fa26280 รหัสสำเนา 54904
หมวดหมู่ آراء شناسی|کلیات
คำถามอย่างย่อ
เพราะสาเหตุใดที่ ปรัชญาอันเป็นแบบฉบับของอิสลาม ไม่สามารถยกสถานภาพของตนให้กับ ปรัชญาใหม่แห่งตะวันตกได้ พร้อมกันนั้นปรัชญาอิสลาม ยังคงดำเนินต่อไปตามแบบอย่างของตน?
คำถาม
เป็นเพราะสาเหตุอันใดที่ ปรัชญาดั้งเดิมของอิสลาม จึงไม่เหมือนกับ ฟิซีกส์ดั้งเดิมของอาริสโตเติล หรือนักเคมี หรือนักดาราศาสตร์และและคนอื่นๆ ซึ่งได้ยกทฤษฎีของตนให้กับนักฟิสิกซ์ยุคใหม่ เฉกเช่น นิวตัน หรือไอสไตน์ (นักเคมีสมัยใหม่) หรือนักดาราศาสตร์ยุคใหม่ เช่น กาลิเลโอ และคนอื่นๆ ซึ่งอิสลามมิได้ยกทฤษฎีของตนให้กับ ปรัชญาตะวันตก พร้อมกันนั้นปรัชญาอิสลาม ยังคงดำเนินต่อไปตามแบบอย่างของตน นั่นเป็นเพราะว่านักปรัชญาของอิสลาม ไม่รู้และไม่มีข้อมูลเกี่ยวกับนักปรัชญา และปรัชญาตะวันตก ใช่หรือไม่?
คำตอบโดยสังเขป
การยอมรับทุกทฤษฎีความรู้นั้นสิ่งจำเป็นคือ ต้องมีพื้นฐานของเหตุผลเป็นหลัก ดังนั้น บนพื้นฐานดังกล่าวนี้ ถ้าหากว่าสมมติฐานต่างๆ ในอดีตบางอย่าง ได้รับการพิสูจน์แล้วว่า ไม่ถูกต้องหรือเป็นโมฆะนั่นก็มิได้หมายความว่า ทฤษฎีความรู้ทั้งหมดเหล่านั้น จะโมฆะไปด้วย แต่ปรัชญาอิสลามนั้นแตกต่างไปจากทฤษฎีความรู้ดังกล่าวมา ตรงที่ว่าปรัชญาอิสลามมีความเชื่อ ที่วางอยู่บนเหตุผลในเชิงตรรกะ และสติปัญญา ดังนั้น เมื่อถูกปรัชญาตะวันตกเข้าโจมตี นอกจากจะไม่ยอมสิโรราบแล้ว ยังสามารถใช้เหตุผลโต้ตอบปรัชญาตะวันตกได้อย่างองอาจ นักปรัชญาอิสลามส่วนใหญ่มีการศึกษาปรัชญาตะวันตก และนักปรัชญาตะวันตก พร้อมกับมีการหักล้างอย่างจริงจัง
 
คำตอบเชิงรายละเอียด
การวิพากวิจารณ์ทางวิชาการนั้น เป็นที่รู้กันว่าต้องวางอยู่บนพื้นฐานของการศึกษา ค้นคว้า และวิจัย กล่าวคือการยอมรับ หรือการหักล้างต่างๆ จำเป็นต้องมีหลักฐานที่มีเหตุผล และได้รับการพิสูจน์แล้ว ด้วยเหตุนี้ จะเห็นว่านักวิชาการคนดังกล่าวนั้น  ในการยอมรับหรือหักล้างข้อมูล จะไม่นำเสนอสมมติฐาน หรือทัศนะ หรือทฤษฎีใหม่โดยการลอกเรียนแบบ มาจากบุคคลอื่น ดังจะเห็นว่า บนพื้นฐานดังกล่าวนักวิชาการสามารถก้าวไปพร้อมกับ ความเจริญของสังคมส่วนใหญ่ได้อย่างไร้ปัญหา  ฉะนั้น ตรงนี้ ถ้าสมมติว่าทฤษฎีบางอย่างในอดีต ได้รับการพิสูจน์แล้วว่าไม่ถูกต้อง เราก็ไม่สามารถกล่าวได้ว่าความรู้ทั้งหมดที่มีมาแต่อดีต จะต้องเป็นโมฆะและถูกโยนทิ้งทั้งหมด ทว่าสามารถกล่าวได้ว่า วิชาการปัจจุบันนั้นวางอยู่บนพื้นฐานของหลักคิด และทฤษฎีในอดีต แม้ว่าสมมติฐานในอดีตมากมาย ได้ยกทฤษฎีของตนให้กับความรู้สมัยใหม่ก้ตาม เช่น หนึ่งในตัวอย่างเหล่านั้นก็คือ วิชาการคำนวณ วิชาการสาขานี้วางอยู่บนหลักการของคณิตศาสตร์ และเรขาคณิต โดยเฉพาะอย่างยิ่งวิชาเรขาคณิตเกียวกับชั้นบรรยากาศ กล่าวคือพื้นฐานของวิชานี้จะคำนวณเกี่ยวกับ วงกลมและการโคจรรอบ ต้องการพิสูจน์ให้เห็นถึงวิถีการโคจร ระหว่างวงกลมกับขนาดของมัน ส่วนวิชาคำนวณสมัยใหม่ ภารกิจหนักของเขาก็คือสิ่งนี้เช่นเดียวกัน ทว่านักวิชาการสมัยก่อนนั้น เนื่องจากความแข็งแรงทางวิชาการ และความมั่นคงในวิชาเหล่านั้น พวกจึงได้ทำการพิสูจน์ความจริงต่างๆ ไว้มากมาย ซึ่งนักวิชาการสมัยใหม่เองก็ได้ศึกษาค้นคว้า ต่อจากการค้นคว้าของนักวิชาการในอดีต ซึ่งปัจจุบันเราก็เห็นเป็นที่ประจักษ์แก่สายตาว่า ความพยายามอย่างกว้างขวางของมหาวิทยาลัย และศูนย์กลางการค้นคว้าและวิจัยของตะวันตก พยายามใขว่คว้าหาตำรับตำราของนักวิชาการอิสลาม เกี่ยวกับวิชาคำนวณและคณิตศาสตร์[1] ประเด็นที่หน้าสนใจอย่างยิ่งคือ อดีตสมมติฐานตามหลักทฤษฎีว่า โลกคือศูนย์กลางของการโคจร ในระบบสุริยะ แต่ปัจจุบันเป็นที่ยอมรับกันว่า โลกคือส่วนหนึ่งของระบบสุริยะ เท่ากับเป็นการปฏิเสธสมมตุฐานที่เกิดขึ้น
อายะตุลลอฮฺ ฮะซันซอเดะฮฺ ออมูลี อธิบายประเด็นดังกล่าวว่า ตามหลักวิชาดาราศาสตร์ จุดประสงค์หลักของระบบสุริยะก็คือ การโคจรรอบเป็นวงรี แต่เพื่อความง่ายต่อการทำความเข้าใจ ในการศึกษา เมื่อกล่าวถึงตัวตนของระบบสุริยะ จึงหมายถึงท้องฟ้าชึ้นต่างๆ เพื่อให้มองเห็นเป็นรูปภาพ[2]
บรรดานักวิชาการ นั้นต้องการสร้างความง่ายดายต่อการเรียนรู้ จึงได้พาดพิงการโคจรของหมู่ดาวต่าๆ อยู่บนพื้นฐานของการระวัง จึงสร้างและวางระบบการโคจรให้มองเห็นเป็นรูปร่าง ซึ่งระบบที่จัดวางขึ้นมานั้น มิได้ขัดแย้งกับกฎเกณฑ์ทางปรัชญาแต่อย่างใด เช่น จะต้องไม่มีช่องว่างเกิดขึ้น ด้วยเหตุนี้เองจะเห็นว่า วิชาดาราศาสตร์พยายามทำให้มองเห็นภาพ ในระบบของการโคจร ซึ่งการมองเห็นภาพนั้น ในวิชาด้านนี้ถือว่าเพียงพอแล้ว ต่อการไม่มีช่องว่างเกิดขึ้น จึงวางให้ดวงอาทิตย์เป็นศูนย์กลางของการโคจร โดยมีดาวนพเคราะห์ดวงอื่นโดจรรอบดวงอาทิตย์ ใกล้ไกลห่างกันออกไปเป็นชั้นๆ ประหนึ่งชั้นของหัวหอมที่ซ้อนกันโดยที่ไม่มีช่องว่างเกิดขั้น ระหว่างชั้นเหล่านั้น[3]
อย่างไรก็ตามดังที่กล่าวมาแล้วว่า การหักล้างหรือการไม่ยอมรับปัญหาด้านวิชาการ ปัญหาใดปัญหาหนึ่งนั้น จำเป็นต้องวางอยู่บนหลักการและเหตุผล ด้วยเหตุนี้เอง จะเห็นว่าวิชาปรัชญาอิสลาม นอกจากจะไม่ยอมรับ การโจมตีของปรัชญาตะวัน ด้วยเหตุที่แข็งแรงทางความเชื่อ ที่มีต่อเหตุผลเชิงตรรกะ และสติปัญญาแล้ว ยังสามารถหักล้างเหตุผลของปรัชญาตะวันตกได้อีกต่างหาก นอกจากนั้นนักปรัชญาอิสลามยังศึกษาปรัชญาตะวันตก วิเคราะห์ และหักล้างเหตุเหล่านั้น หนึ่งในตัวอย่างนั้นคือ “หนังสืออุซูลฟัลซะฟะฮ์ วะระเวช เรอาริซม์” เขียนโดย อัลลามะฮฺ เฏาะบาเฏาะบาอี อธิบายโดย อายะตุลลอฮฺ ชะฮีด มุเฏาะฮะรี และสิ่งที่น่าสังเกตคือ แม้ว่ากาลเวลาจะผ่านล่วงเลยไปแล้วครึ่งศตวรรษ นักปรัชญาตะวันตก หรือผู้ใฝ่ในปรัชญาตะวันตก ยังหลงไหลในเสน่ห์ของปรัชญาในประเทศเราอย่างไม่ส่างซา ที่สำคัญยังไม่มีนักปรัชญาคนใด ตอบหรือหักล้างในเชิงเหตุผลที่มีต่อหนังสือดังกล่าว การนิ่งเงียบนานเกินกว่า 60 ปี ของนักปรัชญาตะวันตกที่กล่าวอ้างตนเองมาโดยตลอดนั้น ถือเป็นการเพลี้ยงพล้ำอย่างหนักหนาสาหัสสำหรับพวกเขา
สรุปประเด็นสำคัญไว้ 2 ประเด็น
1.วัตถุประสงค์ของ ปรัชญาตะวันตก หมายถึงปรัชญาที่เจริญและครอบคลุมอยู่ในตะวันตก ซึ่งมีคุณลักษณะพิเศษอยู่ 2 ประการ ได้แก่ ก. มองว่าความจริงเป็นเพียงสัมผัสหนึ่ง ข. การรับรู้ของมนุษย์ขึ้นอยู่กับการสัมผัสเท่านั้น กล่าวคือ เฉพาะวิทยาศาสตร์เท่านั้น ที่เชื่อถือได้และมีคุณค่าทางวทฤษฎีและวิชาการ ส่วนวิชาการด้านใดก็ตามที่ไม่อาจสัมผัสได้ด้วยผัสสะแล้วละก็ จะถือว่าวิชาการเหล่านั้น เชื่อถือไม่ได้และไม่มีคุณค่าทางวิชาการแต่อย่างใด ด้วยเหตุนี้เอง จะเห็นว่ามุมมองหนึ่งที่เป็นปัญหาสำหรับปรัชญาตะวันตกคือ การอยู่ในความสงสัยตลอดเวลา อีกนัยหนึ่งสามารถกล่าวได้ว่า พวกเขาขุดรากถอนโคนวิชาการของตน ด้วยมือตนเองโดยไม่เจตนา[4]
2 .สามารถกล่าวได้ว่า ทุกทฤษฎีความรู้นั้น มีจุดบวกอันก่อให้เกิดประโยชน์ทางวิชาการ ดังนั้น ปรัชญาตะวันตกเองก็มีประเด็นที่มีประโยชน์ไม่น้อย ด้วยตัวมันเอง ซึ่งจำเป็นต้องใช้ประโยชน์เหล่านั้น
 

[1] อายะตุลลอฮฺ ฮะซัน ซอเดะฮฺ ออมูลี ผู้เชี่ยวชาญวิชาคำนวณและคณิตศาสตร์โบราณ ในชั้นเรียนท่านได้กล่าวถึงความทรงจำอันมากมายที่มหาวิทยาลัยมีชื่อเสียงหลายแห่งในฝรั่งเศส เชิญท่านไปสอนและบรรยายพิเศษเกี่ยวกับวิชาการดังกล่าว  และสำหรับการเรียนการสอนในมหาวิทยาลัย ตลอดจนความพยายามของมหาวิทยาลัก ที่จะสอนตำราเหล่านั้น ท่านกล่าวต่อไปอีกว่า ประเทศตะวันตกพยายามจะโฆษณาชวนเชื่อประชาชนของตนเอง เบื้องต้นพวกเขาพยายามบอกกับชาวมุสลิมว่า วิชาการเหล่านี้ล่มสลายและโมฆะไปหมดแล้ว หลังจากนั้นพวกเขาก็ขนตำรับตำราเกี่ยวกับวิชาเหล่านั้น ออกนอกประเทศ ด้วยเลห์เพทุบายต่างๆด
[2] ฮะซันซอเดะฮฺ ออมูลี ฮะซัน บทเรียนดาราศาสตร์ เล่ม 2หน้า 107 พิมพ์ครั้งที่ 2 สำนักพิมพ์ ดัฟตัรตับลีฆอต อิสลามี กุม 1375
[3] อ้างแล้วเล่มเดิม หน้า 744 - 747
[4] ศึกษาเพิ่มเติมได้จาก มุเฏาะฮะรียฺ มุรตะฏอ อุซูลฟัลซะฟะฮฺ เล่ม 1 บทวิเคราะห์ที่ 1-4 ดัฟตัรตับลีฆอต อิสลามี กุม
แปลคำถามภาษาต่างๆ
ความเห็น
กรุณาป้อนค่า
ตัวอย่าง : Yourname@YourDomane.ext
กรุณาป้อนค่า

หมวดหมู่

คำถามสุ่ม

  • อะฮ์ลิสซุนนะฮ์จะต้องเชื่อเช่นไรจึงจะถือว่าเป็นชีอะฮ์แล้ว?
    3642 เทววิทยาดั้งเดิม 2554/11/09
    ชีอะฮ์และซุนหนี่มีความเชื่อและหลักปฏิบัติที่คล้ายคลึงกันมากมายอาจมีบางประเด็นที่เห็นต่างกันข้อแตกต่างสำคัญระหว่างชีอะฮ์กับซุนหนี่ก็คือประเด็นปัญหาเกี่ยวกับหลักอิมามัตและภาวะผู้นำของบรรดาอะฮ์ลุลบัยต์ของนบี(ซ.ล.) พี่น้องซุนหนี่จะรับสายธารชีอะฮ์ได้ก็ต่อเมื่อปรับเปลี่ยนทัศนคติต่อประเด็นอิมามัตเสียก่อนทั้งนี้ก็เนื่องจากชีอะฮ์เชื่อว่าหากไม่นับรวมสถานภาพการรับวะฮีย์แล้ว
  • ปีจันทรคติมีกี่วัน? จำนวนวันในหนึ่งปีจันทรคติ กับปีจันทรคติอื่นแตกต่างกันไหม? กรณีที่แตกต่างต้องทำอย่างไร?
    69 สิทธิและกฎหมาย 2555/07/16
    จำนวนวันของปีจันทรคตินั้นเท่ากัน ซึ่งโดยละเอียดแล้วมีจำนวน 29 วัน 12 ชั่วโมง 44 นาที และ 3 วินาที หรือ 29/53059028 วัน ทำนองเดียวกันจำนวนวันของปี ฮิจญฺเราะฮฺ เท่ากัน ซึ่งจำนวน 12 เดือน เท่ากับ 354/3670834 วัน แต่บรรดานักดาราศาสตร์ จำเป็นต้องกล่าวถึงจำนวนวันที่ถูกต้องของแต่ละเดือน (มิใช่เหลือเศษจากการคำนวณ) ซึ่งสิ่งนี้มีผลต่อคำนวณและการกำหนดปฏิทิน เพราะการกำหนดวันที่นั้นนักดาราศาสตร์ไม่สามารถ นำเอาเศษครึ่งวัน ของวันที่ 30 ของเดือนที่แล้ว หรือเอาครึ่งวันของวันที่ 30 ของเดือนนี้ไปสมทบกับเดือนหน้า, ดังนั้น เมื่อไม่มีทางเลือกอื่นเดือนจันทรคติอย่างน้อยต้องมี 29 วัน และอย่างมากมี 30 วัน ด้วยเหตุนี้เองนักดาราศาสตร์ จึงยอมรับการคำนวณเดือนจันทรคติในสองลักษณะดังนี้ กล่าวคือ (เดือนที่คิดตามการคำนวณ และเดือนที่มองเห็นจันทร์เสี้ยว) ...
  • อายะฮ์ إِذا مَا اتَّقَوْا وَ آمَنُوا وَ عَمِلُوا الصَّالِحاتِ ثُمَّ اتَّقَوْا وَ آمَنُوا ثُمَّ اتَّقَوْا وَ أَحْسَنُوا وَ اللَّهُ یُحِبُّ الْمُحْسِنین การกล่าวซ้ำดังกล่าวมีจุดประสงค์ใด?
    21195 การตีความ (ตัฟซีร) 2555/02/07
    ในแวดวงวิชาการมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องการย้ำคำว่าตักวาในโองการข้างต้นบ้างเชื่อว่ามีจุดประสงค์เพื่อให้เล็งเห็นความสำคัญของประเด็นเกี่ยวกับตักวาอีหม่านและอะมั้ลที่ศอลิห์
  • ฮุศ็อยน์ บิน นุมัยร์ (ตะมีม) เป็นใครมาจากใหน?
    3432 تاريخ بزرگان 2555/03/08
    حصين بن نمير ซึ่งออกเสียงว่า “ฮุศ็อยน์ บิน นุมัยร์” ก็คือคนเดียวกันกับ “ฮุศ็อยน์ บิน ตะมีม” หนึ่งในแกนนำฝ่ายบนีอุมัยยะฮ์ที่มาจากเผ่า “กินดะฮ์” ซึ่งจงเกลียดจงชังลูกหลานของอิมามอลีอย่างยิ่ง และมีส่วนร่วมในการสังหารฮะบี้บ บิน มะซอฮิร หนึ่งในสาวกของอิมามฮุเซน บิน อลีในวันอาชูรอ ปีฮ.ศ. 61 โดยได้นำศีรษะของฮะบี้บผูกไว้ที่คอของม้าเพื่อนำไปยังราชวังของ “อิบนิ ซิยาด” ...
  • ในเมื่อนบีมูซาสังหารชายกิบฏี แล้วจะเชื่อว่าท่านไร้บาปได้อย่างไร?
    5228 เทววิทยาดั้งเดิม 2554/08/17
    นบีทุกท่านล้วนเป็นผู้ปราศจากบาปและมีสถานะอันสูงส่งณอัลลอฮ์ (ตามระดับขั้นของแต่ละท่าน) และมีภาระหน้าที่ๆหนักกว่าคนทั่วไปโดยมาตรฐานของบรรดานบีแล้วการให้ความสำคัญต่อสิ่งอื่นนอกเหนืออัลลอฮ์ถือเป็นบาปอันใหญ่หลวงอย่างไรก็ดีนักวิชาการมีคำอธิบายเกี่ยวกับเหตุการณ์สังหารชายชาวกิบฏีหลายทัศนะคำอธิบายที่น่าสนใจที่สุดคือท่านมิได้ทำบาปใดๆเนื่องจากการสังหารชาวกิบฏีในครั้งนั้นไม่เป็นฮะรอมเพราะควรแก่เหตุเพียงแต่ท่านไม่ควรรีบลงมือเช่นนั้นสำนวนในโองการกุรอานก็มิได้ระบุว่าเหตุดังกล่าวคือบาปของท่านดังที่มะอ์มูนถามอิมามริฎอ(อ.)เกี่ยวกับคำพูดของนบีมูซาที่ว่า “นี่คือการกระทำของชัยฏอนมันคือศัตรูผู้ล่อลวงอย่างชัดแจ้ง” หรือที่กล่าวว่า “
  • บทบาทของผู้เป็นสื่อในการสร้างความใกล้ชิดกับอัลลอฮฺคืออะไร?
    4003 เทววิทยาดั้งเดิม 2554/06/21
    สื่อมีความหมายกว้างมากซึ่งครอบคลุมถึงทุกสิ่งหรือทุกภารกิจอันเป็นสาเหตุนำเราเข้าใกล้ชิดพระผู้อภิบาลได้ถือว่าเป็นสื่อขณะที่โลกนี้วางอยู่บนพื้นฐานของระบบเหตุและผล,สาเหตุและสิ่งเป็นสาเหตุ, ได้ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อการชี้นำมนุษย์ให้เจริญก้าวหน้าและพัฒนาไปสู่ความสมบูรณ์, ดังเช่นที่ความต้องการทางธรรมชาติของมนุษย์ทั้งหลายบรรลุและดำเนินไปโดยปัจจัยและสาเหตุทางวัตถุ, ความเมตตาอันล้นเหลือด้านศีลธรรมของพระเจ้า, เฉกเช่นการชี้นำทาง, การอภัยโทษ, การสอนสั่ง, ความใกล้ชิดและความสูงส่งของมนุษย์ก็เช่นเดียวกันวางอยู่บนพื้นฐานของระบบอันเฉพาะเจาะจงซึ่งได้ถูกกำหนดสำหรับมนุษย์แล้วโดยผ่านสาเหตุและปัจจัยต่างๆแน่นอนถ้าปราศจากปัจจัยสื่อและสาเหตุเหล่านี้ไม่อาจเป็นไปได้แน่นอนที่มนุษย์จะได้รับความเมตตาอันล้นเหลือจากพระเจ้าหรือเข้าใกล้ชิดกับพระองค์อัลกุรอานหลายโองการและรายงานจำนวนมากมายได้แนะนำปัจจัยและสาเหตุเหล่านั้นเอาไว้และยืนยันว่าถ้าปราศจากสื่อเหล่านั้นมนุษย์ไม่มีวันใกล้ชิดกับอัลลอฮฺได้อย่างแน่นอน ...
  • เราจะมั่นใจได้อย่างไร สำหรับผู้รู้ที่ตักเตือนแนะนำและกล่าวปราศรัย มีความเหมาะสมสำหรับภารกิจนั้น?
    4063 نقش اندیشمندان دینی 2555/08/22
    ตามคำสอนของอิสลามที่มีต่อสาธารณชนคือ จำเป็นอย่างยิ่งสำหรับความเข้าในคำสอนศาสนา ตนต้องค้นคว้าและวิจัยด้วยตัวเองเกี่ยวกับบทบัญญัติของศาสนา หรือให้เชื่อฟังปฏิบัติตามอุละมาอฺ และเนื่องจากว่าประชาชนส่วนใหญ่ไม่สามารถกระทำเช่นนั้นได้ทั้งหมด กล่าวตนเข้าศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับคำสอนของศาสนา ด้วยเหตุนี้ จำเป็นอย่างยิ่งที่เขาต้องเข้าหาอุละมาอฺในศาสนา อิมามผู้บริสุทธิ์ (อ.) ได้กำหนดมาตรฐานสำหรับการรู้จักผู้รู้ที่คู่ควรและเหมาะสมเอาไว้ว่า การได้ที่เราจะสามารถพบอุละมาอฺที่ดี บริสุทธิ์ และมีความเหมาะสมคู่ควร สำหรับชีอะฮฺแล้วง่ายนิดเดียว เช่น กล่าวว่า “ผู้ที่เป็นอุละมาอฺคือ ผู้ที่ปกป้องตัวเอง พิทักษ์ศาสนา เป็นปรปักษ์กับอำนาจฝ่ายต่ำของตน และเชื่อฟังปฏิบัติตามบัญชาของอัลลอฮฺ ฉะนั้น เป็นวาญิบสำหรับบุคคลทั่วไปที่จะต้องปฏิบัติตามเขา นอกจาคำกล่าวของอิมามผู้บริสุทธิ์ (อ.) แล้วยังมีวิทยปัญญาอันล้ำลึกของผู้ศรัทธา ไม่ว่าเขาจะอยู่ ณ ที่ใดก็ตามเขาจะใช้ประโยชน์จากมัน แม้ว่าจะอยู่ในหมู่ผู้ปฏิเสธศรัทธาก็ตาม ...
  • เหตุผลของการเลือกบรรดาศาสดาและอิมาม ท่ามกลางปวงบ่าวอื่นๆ?
    3249 เทววิทยาดั้งเดิม 2555/06/30
    บนพื้นฐานของเหตุผลทั่วไปแห่งสภาวะการเป็นศาสดา คือ การชี้นำมวลมนุษยชาติ, พระองค์จึงเลือกสรรประชาชาติบางคนจากหมู่พวกเขาในฐานะของแบบอย่าง, เพื่อเป็นตัวแทนและเป็นผู้ชี้นำทาง แน่นอนการเลือกสรรนี้มิได้ปราศจากเหตุผล คำอธิบาย ศักยภาพในการเป็นเคาะลิฟะฮฺของพระเจ้า ได้ถูกมอบแก่มนุษย์ทุกคนแล้ว เพียงแต่ว่ามิใช่มนุษย์ทุกคนจะไปถึงขั้นนั้นได้, มีเฉพาะบางคนเท่านั้นที่มีศักยภาพพอ และด้วยการอิบาดะฮฺทำให้เขาได้ไปถึงยังตำแหน่งของการเป็นตัวแทนของพระองค์บนหน้าแผ่นดิน และพวกเขาจะไม่กระทำความผิดตามเจตนารมณ์เสรีของตน, อัลลอฮฺ ทรงรอบรู้ถึงสภาพของพวกเขาทั้งก่อนการสร้างในรูปแบบภายนอก และทรงรอบรู้ถึงสภาพและความประพฤติของพวกเขาเป็นอย่างดี, การตอบแทนผลรางวัลแก่การงานของพวกเขา, พระองค์ทรงเลือก มอบสาส์น และความคู่ควรการเป็นผู้นำสังคมแก่พวกเขา, ดังนั้น ความเร้นลับในการเลือกสรรจึงวางอยู่บน 2 เหตุผล กล่าวคือ 1.การแสดงความเคารพสมบูรณ์ของหมู่มิตรของพระเจ้าที่มีต่อพระองค์ 2.ความเมตตาและความการุณย์พิเศษของพระเจ้า ที่มีต่อหมู่มิตรของพระองค์ สรุป ความเมตตาการุณย์ของพระเจ้าที่ทรงมีต่อบรรดาศาสดา และบรรดาอิมาม (อ.) เนื่องจากว่า หนึ่ง : วางอยู่บนศักยภาพและความเพียรพยายามของพวกเขา และสอง
  • การสมรสจะช่วยส่งเสริมหรือเป็นตัวยับยั้งพัฒนาการทางศีลธรรมกันแน่? ศาสนาอิสลามและคริสต์เห็นต่างในเรื่องนี้อย่างไรบ้าง?
    3584 ปรัชญาของศาสนา 2554/09/11
    การสมรสเปรียบดั่งศิลาฤกษ์ของสังคมซึ่งมีคุณประโยชน์มากมายอาทิเช่นเพื่อบำบัดกามารมณ์สืบเผ่าพันธุ์มนุษย์เสริมพัฒนาการของมนุษย์ความร่มเย็นและระงับกิเลสตัณหาฯลฯในปริทรรศน์ของอิสลามการสมรสได้รับการเชิดชูในฐานะเกราะป้องกันกึ่งหนึ่งของศาสนาในเชิงสังคมการสมรสมีคุณประโยชน์อย่างเอนกอนันต์เนื่องจากจะเสริมสร้างครอบครัวให้เป็นดั่งรวงรังอันอบอุ่นที่คนรุ่นหลังสามารถพึ่งพิงได้
  • การบนบานแบบใหนสัมฤทธิ์ผลตามต้องการมากที่สุด?
    8563 สิทธิและกฎหมาย 2554/06/28
    นะซัร(บนบานต่ออัลลอฮ์) คือวิธีหนึ่งที่จะช่วยให้ได้รับในสิ่งที่ต้องการซึ่งมีพิธีกรรมเฉพาะตัวอาทิเช่นจะต้องเปล่งประโยคเฉพาะซึ่งไม่จำเป็นต้องเป็นภาษาอรับตัวอย่างเช่นการเปล่งประโยคที่ว่า“ฉันขอนะซัรว่าเมื่อหายไข้แล้ว

เนื้อหาที่มีผู้อ่านมากที่สุด

  • อะไรคือหน้าที่ๆภรรยาพึงปฏิบัติต่อสามีบ้าง?
    50305 สิทธิและกฎหมาย 2554/07/07
    ความมั่นคงของชีวิตคู่ขึ้นอยู่กับความรักความผูกพัน ความเข้าใจ การให้เกียรติและเคารพสิทธิของกันและกัน และเพื่อที่สถาบันครอบครัวจะยังคงมั่นคงเป็นปึกแผ่น อิสลามจึงได้ระบุถึงสิทธิของทั้งภรรยาและสามี ขณะเดียวกันก็ได้กำหนดหน้าที่สำหรับทั้งสองฝ่ายไว้ด้วย เนื่องจากเมื่ออัลลอฮ์ประทานสิทธิ ก็มักจะกำหนดหน้าที่กำกับไว้ด้วยเสมอ ข้อเขียนนี้จะนำเสนอหน้าที่ทางศาสนาบางส่วนที่ภรรยาพึงปฏิบัติต่อสามีดังต่อไปนี้:1. ...
  • ดุอาใดบ้างที่ทำให้ได้รับพรเร็วที่สุด?
    47252 จริยธรรมปฏิบัติ 2554/07/03
    มีดุอาที่รายงานจากอิมาม(อ.)หลายบทที่กล่าวขานกันว่าเห็นผลตอบรับอย่างรวดเร็ว แต่เนื่องจากไม่สามารถนำเสนอเนื้อหาดุอาทั้งหมด ณ ที่นี้ได้ จึงขอกล่าวเพียงชื่อดุอาที่มีความสำคัญเป็นพิเศษดังต่อไปนี้1. ดุอาตะวัซซุ้ล2. ดุอาฟะร็อจ
  • กรุณานำเสนอบทดุอาเพื่อให้ได้พบคู่ครองที่เหมาะสมและเปี่ยมด้วยตักวา
    34678 จริยธรรมปฏิบัติ 2554/06/12
    ทุกสิ่งทุกอย่างย่อมมีปัจจัยและเงื่อนไขจำเพาะตามที่พระเจ้าทรงกำหนดหากเราประสงค์สิ่งใดย่อมต้องเริ่มจากการตระเตรียมปัจจัยและเงื่อนไขเสียก่อนปัจจัยของการแต่งงานคือการเสาะหาและศึกษาอย่างละเอียดทว่าเพื่อความสัมฤทธิ์ผลในการดังกล่าวจำเป็นต้องขอความช่วยเหลือจากอัลลอฮ์เพื่อทรงชี้นำการตัดสินใจและความพยายามของเราให้บรรลุดังใจหมาย.การอ่านบทดุอาต่างๆที่รายงานจากบรรดาอิมาม(อ)ต้องควบคู่กับความพยายามศึกษาและเสาะหาคู่ครองอย่างถี่ถ้วน. หนึ่งในดุอาที่เกี่ยวกับเรื่องนี้โดยเฉพาะก็คือรายงานที่ตกทอดมาจากท่านอลี(อ)ดังต่อไปนี้: “ผู้ใดประสงค์จะมีคู่ครอง
  • ครูบาอาจารย์และลูกศิษย์(นักเรียนนักศึกษา)มีหน้าที่ต่อกันอย่างไร?
    32230 จริยธรรมปฏิบัติ 2554/11/14
    ผู้สอนและผู้เรียนมีหน้าที่ต่อกันหลายประการด้วยกันซึ่งสามารถจำแนกออกเป็นสองส่วนก. หน้าที่ที่ผู้สอนมีต่อผู้เรียนอันประกอบด้วยหน้าที่ทางจริยธรรมการอบรมและวิชาการ ข. หน้าที่ที่ผู้เรียนมีต่อผู้สอนอาทิเช่นการให้เกียรติครูบาอาจารย์ยกย่องวิทยฐานะของท่านนอบน้อมถ่อมตน ...ฯลฯ ...
  • ด้วยเหตุผลอันใดที่ต้องกล่าว อะอูซุบิลลาฮิ มินัชชัยฏอน นิรเราะญีม ก่อน บิซมิลลาฮิรเราะฮฺมานนิรเราะฮีม?
    27013 วิทยาการกุรอาน 2555/08/22
    หนึ่งในมารยาทของการอ่านอัลกุรอาน ซึ่งมีกล่าวไว้ในอัลกุรอาน และรายงานฮะดีซคือ การกล่าว อะอูซุบิลลาฮิ มินัชชัยฏอน นิรเราะญีม ก่อนที่จะเริ่มอ่านอัลกุรอาน หรือแม้แต่ให้กล่าวก่อนที่จะกล่าว บิซมิลลาฮิรเราะฮฺมานนิรเราะฮีม เสียด้วยซ้ำไป ด้วยเหตุผลที่ว่า บิซมิลลาฮิรเราะฮฺมานนิรเราะฮีม นั้นเป็นส่วนหนึ่งของอัลกุรอาน อย่างไรก็ตามการขอความคุ้มครองจากอัลลอฮฺ มิใช่แค่เป็นเพียงคำพูดเท่านั้น ทว่าสิ่งนี้จะต้องฝังลึกอยู่ภายในจิตวิญญาณของเรา ซึ่งต้องสำนึกสิ่งนี้อยู่เสมอตลอดการอ่านอัลกุรอาน ...
  • ก่อนการสร้างนบีอาดัม(อ) เคยมีการแต่งตั้งญินให้เป็นศาสนทูตสำหรับฝ่ายญินหรือไม่?
    26940 เทววิทยาดั้งเดิม 2554/06/12
    อัลกุรอานยืนยันการมีอยู่ของเหล่าญินรวมทั้งได้อธิบายคุณลักษณะบางประการไว้ถึงแม้ว่าข้อมูลของเราเกี่ยวกับโลกของญินจะค่อนข้างจำกัดแต่เราสามารถพิสูจน์ว่าเหล่าญินเคยมีศาสนทูตที่เป็นญินก่อนการสร้างนบีอาดัมโดยอาศัยเหตุผลต่อไปนี้:1. เหล่าญินล้วนมีหน้าที่ทางศาสนาเฉกเช่นมนุษย์เราแน่นอนว่าหน้าที่ทางศาสนาย่อมเป็นผลต่อเนื่องจากการสั่งสอนศาสนาด้วยเหตุนี้จึงมั่นใจได้ว่าอัลลอฮ์ทรงเคยแต่งตั้งศาสนทูตสำหรับกลุ่มชนญินเพื่อการนี้2. เหล่าญินล้วนต้องเข้าสู่กระบวนการพิพากษาในวันกิยามะฮ์เฉกเช่นมนุษย์เราซึ่งโดยทั่วไปแล้วก่อนกระบวนการพิพากษาทุกกรณีจะต้องมีการชี้แจงข้อกฏหมายจนหมดข้อสงสัยเสียก่อนและการชี้แจงให้หมดข้อสงสัยคือหน้าที่ของบรรดาศาสนทูตนั่นเอง
  • เนื่องจากอัลลอฮฺทรงรอบรู้เหนือโลกและจักรวาล ฉะนั้น วัตถุประสงค์การทดสอบของอัลลอฮฺคืออะไร?
    22976 เทววิทยาดั้งเดิม 2554/03/08
    ดังที่ปรากฏในคำถามว่าการทดสอบของอัลลอฮฺไม่ได้เพื่อการค้นหาสิ่งที่ยังไม่รู้เนื่องจากอัลลอฮฺ (ซบ.) ทรงปรีชาญาณเหนือทุกสรรพสิ่งแต่อัลกุรอานหลายโองการและรายงานที่ตกมาถึงมือเรากล่าวว่าการทดสอบเป็นแบบฉบับหนึ่งและเป็นกฎเกณฑ์ของพระเจ้าที่วางอยู่บนแบบฉบับอื่นๆอันได้แก่การอบบรมสั่งสอนการชี้นำโดยรวมของพระเจ้าอัลลอฮฺ
  • ปีศาจ (ซาตาน) มาจากหมู่มะลาอิกะฮฺหรือญิน ?
    21556 การตีความ (ตัฟซีร) 2553/12/22
    เกี่ยวกับคำถามที่ว่าชัยฎอนเป็นมะลาอิกะฮฺหรือญินมีมุมมองและทัศนะแตกต่างกันแหล่งที่มาของความขัดแย้งนี้เกิดจากเรื่องราวการสร้างนบีอาดัม (อ.) เนื่องจากเป็นคำสั่งของพระเจ้ามวลมะลาอิกะฮ์ทั้งหลายจึงได้กราบสุญูดอาดัมแต่ซาตานไม่ได้ก้มกราบบางคนกล่าวว่าชัยฎอน (อิบลิส) เป็นมะลาอิกะฮฺ, โดยอ้างเหตุผลว่าเนื่องจากโองการอัลกุรอานกล่าวละเว้น, อิบลิสไว้ในหมู่ของมะลาอิกะฮฺ (มะลาอิกะฮ์ทั้งหมดลดลงกราบยกเว้นอิบลิส) ดังนั้นอิบลิส
  • อายะฮ์ إِذا مَا اتَّقَوْا وَ آمَنُوا وَ عَمِلُوا الصَّالِحاتِ ثُمَّ اتَّقَوْا وَ آمَنُوا ثُمَّ اتَّقَوْا وَ أَحْسَنُوا وَ اللَّهُ یُحِبُّ الْمُحْسِنین การกล่าวซ้ำดังกล่าวมีจุดประสงค์ใด?
    21195 การตีความ (ตัฟซีร) 2555/02/07
    ในแวดวงวิชาการมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องการย้ำคำว่าตักวาในโองการข้างต้นบ้างเชื่อว่ามีจุดประสงค์เพื่อให้เล็งเห็นความสำคัญของประเด็นเกี่ยวกับตักวาอีหม่านและอะมั้ลที่ศอลิห์
  • เมื่ออัลลอฮฺ มิทรงสร้างสรรพสิ่งทั้งหลายจากสิ่งใดทั้งหมด, หมายความว่าอำนาจของพระองค์ได้ถ่ายโอนไปสู่วัตถุปัจจัยกระนั้นหรือ?
    20311 รหัสยทฤษฎี 2555/05/17
    ใช่แล้ว การสร้างจากสิ่งไม่มีตัวตนมีความหมายตามกล่าวมา, เนื่องจากคำว่า ไม่มีตัวตน คือไม่มีอยู่ก่อนจนกระทั่งอัลลอฮฺ ทรงสร้างสิ่งนั้นขึ้นมา รายงานฮะดีซก็กล่าวถึงประเด็นนี้ไว้เช่นกันว่า อำนาจสัมบูรณ์ของพระเจ้า มีความเป็นหนึ่งเดียวกันกับคุณลักษณะอื่นของพระองค์ ซึ่งเกินเลยอำนาจความรอบรู้ของมนุษย์ เนื่องจากสรรพสิ่งถูกสร้างทั้งหลายได้ถูกสร้างขึ้นมา จากสิ่งไม่มี ซึ่งตามความเป็นจริงแล้วสรรพสิ่งถูกสร้างทั้งหลาย เปรียบเสมือนภาพที่ถ่ายโอนอำนาจสัมบูรณ์ของพระเจ้า เราเรียกนิยามนี้ว่า “การสะท้อนภาพ”[1]ซึ่งในรายงานฮะดีซได้ใช้คำว่า “การเกิดขึ้นของคุณลักษณะ” : อัลลอฮฺ (ซบ.) ทรงเป็นพระผู้อภิบาลของเราที่มีความเป็นนิรันดร์ ความรอบรู้คือ อาตมันของพระองค์ ขณะที่ไม่มีความรอบรู้อันใด การได้ยินคืออาตมันของพระองค์ ขณะที่ไม่มีการได้ยินใดๆ การมองเห็นคือ อาตมันของพระองค์ ขณะที่ไม่มีการมองเห็นอันใด อำนาจคืออาตมันของพระองค์ ขณะที่ไม่มีอำนาจอันใด และเนื่องจากพระองค์คือ ผู้ทรงสร้างสรรพสิ่งทั้งหลาย ทำให้สิ่งเหล่านั้นมีและเป็นไป ความรู้ของพระองค์ได้ปรากฏบนสิ่งถูกรู้จักทั้งหลาย การได้ยิน ได้ปรากฏบนสิ่งที่ได้ยินทั้งหลาย การมองเห็นได้ปรากฏบนสิ่งมองเห็น และอำนาจของพระองค์ ...