การค้นหาขั้นสูง
ผู้เยี่ยมชม
7183
อัปเดตเกี่ยวกับ: 2555/04/07
คำถามอย่างย่อ
เพราะสาเหตุใด มุฮัมมัด บิน ฮะนีฟะฮฺ จึงไม่ได้ช่วยเหลือท่านอิมามฮุซัยนฺ ในขบวนการอาชูรอ และสิ่งที่กล่าวพาดพิงถึงท่านที่ว่า ท่านได้อ้างตัวการเป็นอิมามะฮฺถูกต้องหรือไม่?
คำถาม
เพราะสาเหตุใด มุฮัมมัด บิน ฮะนีฟะฮฺ จึงไม่ได้ช่วยเหลือท่านอิมามฮุซัยนฺ ในขบวนการอาชูรอ และสิ่งที่กล่าวพาดพิงถึงท่านที่ว่า ท่านได้อ้างตัวการเป็นอิมามะฮฺถูกต้องหรือไม่?
คำตอบโดยสังเขป

การตัดสินเกี่ยวกับบุคลภาพ ความประเสริฐ ความศรัทธาและจริยธรรมของมุฮัมมัด บิน ฮะนีฟะฮฺ หรือการค้นคว้าเกี่ยวกับคำสอบบิดเบือนตลอดหน้าประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา เกี่ยวกับบุคลิกภาพ สถานะภาพของบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ท่านนี้ มิใช่สิ่งที่ง่ายดายแต่อย่างใดเลย แต่จากการศึกษาค้นคว้าหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่มีอยู่ปัจจุบัน พร้อมกับอาศัยสัญลักษณ์ที่กระจัดกระจายอยู่ตามตำราอ้างอิงต่าวๆ สามารถเข้าใจมุมมองหนึ่งจากชีวประวัติของบุรุษผู้นี้ได้ เช่น คำพูดที่พูดพาดพิงถึงบุตรชายคนนี้ของท่านอิมามอะลี (อ.) สามารถกล่าวสรุปได้ดังนี้, กล่าวคือเขาเป็นบุรุษที่มีความยิ่งใหญ่คนหนึ่ง เป็นที่รักใคร่ของท่านอิมามอะลี และอิมามฮะซะนัยฺ (อ.) เขามีความเชื่อศรัทธาต่อสถานการณ์เป็นอิมามของบรรดาอิมาม (อ.) เขามิเพียงไม่ได้กล่าวอ้างการเป็นอิมามเพียงอย่างเดียว ทว่าเขายังเป็นทหารผู้เสียสละคอยปกป้อง และรับใช้ท่านอิมามอะลี (อ.) อิมามฮะซัน และอิมามฮุซัยนฺ (อ.) ด้วยดีมาโดยตลอด

เกี่ยวกับสาเหตุที่ท่านมิได้เข้าร่วมเหตุการณ์ในกัรบะลาอฺ หนึ่งในสาเหตุนั้นก็คือ การยืนหยัดต่อสู้ของท่านอิมามฮุซัยนฺ (อ.) นั้นมีชะฮาดัตรอคอยอยู่ และการที่เป้าหมายดังกล่าวจะบังเกิดสมจริงได้นั้น ก็ด้วยจำนวนสหายดังกล่าวที่ได้ร่วมเดินทางไปพร้อมกับท่านอิมามฮุซัยน (อ.) ด้วยเหตุนี้ ท่านอิมามฮุซัยนฺ (อ.) เห็นว่าไม่มีความสมควรแต่อย่างใด ในการสู้รบหนึ่งซึ่งผลที่ออกมาทั้งสหาย และบุรุษลูกหลานในครอบครัวแห่งอะฮฺลุลบัยตฺของท่าน จะต้องเข้าร่วมโดวยพร้อมหน้ากัน

อีกเหตุผลหนึ่ง เนื่องจากท่านมุฮัมมัด ฮะนะฟียฺ ไม่สบายจึงไม่อาจเข้าร่วมได้ เหตุผลที่สาม เนื่องจากท่านได้รับมอบหมายหน้าที่จากท่านอิมามฮุซัยนฺ (อ.) ให้เฝ้าคอยระวังมะดีนะฮฺในช่วงที่ท่านอิมามฮุซัยนฺ  (อ.) ไม่อยู่ แล้วคอยส่งข่าวให้ท่านได้รับทราบ

คำตอบเชิงรายละเอียด

เพื่อการรู้จักบุคลิกภาพของมุฮัมมัด ฮะนะฟียฺ ให้มากยิ่งขึ้นจำเป็นต้องวิภาษประเด็นดังต่อไปนี้

อันดับแรกขอกล่าวถึงบทนำเกี่ยวกับการลอบสังหารบุรุษจากครอบครัวอิมามมะฮฺ โดยน้ำมือของศัตรูตลอดหน้าประวัติศาสตร์ผ่านมา หลังจากนั้น

1.อธิบายถึงความรักผูกพันระหว่างมุฮัมมัด บินฮะนีฟะฮฺ กับบิดาผู้ยิ่งใหญ่ ท่านอิมามอะลี (อ.) และความรักผูกพันที่อิมามอะลีมีต่อเขา

2.อธิบายถึงความรักผูกพันระหว่างมุฮัมมัด บินฮะนีฟะฮฺ กับอิมามฮะซัน (อ.) และความรักผูกพันที่อิมามฮะซันมีต่อเขา

3.อธิบายถึงความรักผูกพันระหว่างมุฮัมมัด บินฮะนีฟะฮฺ กับอิมามฮุซัยนฺ (อ.) และความรักผูกพันที่อิมามฮุซัยนฺมีต่อเขา

4.อธิบายถึงความรักผูกพันระหว่างมุฮัมมัด บินฮะนีฟะฮฺ มีผู้ยืนหยัดต่อสู้และบรรดาผู้ทวงหนี้เลือดทั้งหลายของอะอิมมะฮฺ

การวิเคราะห์และอธิบายปัญหาต่างๆ เกี่ยวกับบุคลิกภาพของลูกอิมามอะลี (อ.) ซึ่งจะนำเสนอในลำดับต่อไป

บทนำ

การเผชิญหน้าของประวัติศาสตร์กับบรรดาบุรุษที่พาดพิงถึงครอบครัวของท่านอิมามอะลี (.)

การศึกษาค้นคว้าอย่างไม่พิถีพถัน และการวิเคราะห์หลักฐานทั้งหมด ตลอดจนเครื่องหมายทั้งหลายเพื่อนำมาอธิบายความจริงดังกล่าว ต้องอาศัยเวลามากกว่านี้ แน่นอนว่าสิ่งนั้นเกินความจำเป็นของบทความนี้ ด้วยเหตุนี้ จำเป็นที่จะต้องกล่าวถึงความจริงบางอย่างเท่าที่เพียงพอในโอกาสนี้

. เป็นที่ยอมรับกันว่าตำราด้านประวัติศาสตร์ส่วนใหญ่ ได้ถูกประพันธ์ขึ้นตามความต้องการของผู้ปกครอง ในลักษณะที่ว่าสิ่งนั้นต้องไม่ขัดแย้ง หรือหรือสร้างความรู้สึกไม่ดีกับการปกครองของตน ด้วยเหตุนี้ อิบนุฮิชาม นักประวัติศาสตร์ที่มีชื่อเสียงคนหนึ่งจึงได้เขียน และสรุปประวัติศาสตร์ ซีเราะฮฺ อิบนุ อิสฮาก ตามวิถีของตนกล่าวว่า : บางอย่างที่บันทึกอยู่ในหนังสือของอิบนุอิสฮาก ฉันมิได้นำมากล่าวถึง เนื่องจากเป็นสิ่งที่ท่านเราะซูล (ซ็อล ฯ) ไม่เคยกระทำหรือมิได้เป็นผลมาจากการกระทำของท่าน หรือสิ่งเหล่านั้นไม่มีหลักฐานปรากฏในอัลกุรอาน หรือไม่มีตัฟซีรอ้างและพาดพิงถึงแต่อย่างใด .. ทำนองเดียวกันบทกวีที่นักกวีทั้งหลายมิได้ประพันธ์ขึ้นมา หรือมิรู้จักกับบทกวีเหล่านั้น หรือเป็นบทกวีที่ประชาชนส่วนใหญ่รังเกลียดและไม่ชอบ[1]

ไม่ต้องสงสัยเลยว่าวัตถุประสงค์ของอิบนุฮีชาม ที่กล่าวถึงประชาชนในที่นี้ (ที่ประพฤติชั่วบางอย่าง) หมายถึงชนชั้นผู้ปกครอง เพราะถ้าเป็นประชาชนธรรมดาทั่วไป จะไม่สามารถขัดขวางการบันทึก หรือทำให้อิบนุฮิชามต้องบันทึกประวัติชนิดบิดเบือนความจริงได้อย่างแน่นอน

. เมื่อได้ศึกษาประวัติศาสตร์แล้วพบว่า นักประวัติศาสตร์บางคนก็มิได้เจริญรอยตามวิถีของ อิบนุฮิชาม แต่เนื่องจากมีปัจจัยภายนอกอย่างอื่นจำนวนมากมาย ทำให้พวกเขาต้องบันทึกประวัติศาสตร์ไปตามความเห็นชอบ และความต้องการของผู้ปกครอง ตัวอย่าง เมื่อประวัติศาสตร์ได้บันทึกตามความถูกต้องไว้ว่า ท่านอิมามฮุซัยนฺ (อ.) ตั้งแต่วันแรกที่ยะซีดขึ้นดำรงตำแหน่งเคาะลิฟะฮฺ ท่านได้ตั้งตนเป็นปรปักษ์กับเขาทันที และกล่าวแก่วะลีด ผู้ปกครองมะดีนะฮฺสมัยนั้นว่า  : พวกเราเป็นอะฮฺลุลบัยตฺของท่านศาสดา เป็นคลังแห่งสาส์น เป็นสถานที่ไปมาของมวลมลาอิกะฮฺ และ ....ขณะที่ยะซีดคือ ผู้ก่อความเสียหายบนหน้าแผ่นดิน ดื่มสุรา เล่นการพนัน สังหารชีวิตบริสุทธิ์ที่ไร้ความผิด มีพฤติกรรมเป็นพวกกลับกลอก และ ... ดังนั้น บุคคลเยี่ยงฉันจะไม่ให้สัตยาบันกับยะซีดอย่างแน่นอน[2]

พวกเขาได้บิดเบือนคำพูดนี้อย่างจงใจแล้วพาดพิงถึงท่านอิมามฮุซัยนฺ (อ.) โดยกล่าวว่า ท่านอิมามได้ขอร้องให้วะลีดพาท่านไปพบยะซีด ฉะนั้น เป็นที่ชัดเจนว่า นี่เป็นคำพูดบิดเบือนอันชัดแจ้ง เพราะพวกเขาได้ทำไปตามความต้องการของผู้ปกครองหรือเคาะลิฟะฮฺแห่งยุคสมัย ดังนั้น เมื่อนักประวัติศาสตร์สามารถเปลี่ยนแปลงคำพูดที่ชัดแจ้งของท่านอิมามฮุซัยนฺ (อ.) ได้เพียงนี้ สิ่งอื่นก็มิต้องกล่าวถึงแล้วว่าจะเป็นเช่นไร

. นักประวัติศาสตร์และนักรายงานฮะดีซจำนวนหนึ่ง, เนื่องจากพวกเขามีความหวาดกลัวต่ออำนาจปกครองของเคาะลิฟะฮฺ หรือความเผด็จการของพวกเขา, พวกเขาจึงปฏิเสธเรื่องความประเสริฐของท่านอิมามอะลี (อ.) และในทางกลับกันสิ่งที่ตรงกันข้ามกับความประเสริฐของท่านอิมามอะลี (อ.) และอะฮฺลุลบัยตฺพวกเขากับยกย่อง บุคคลเหล่านั้นจึงได้กุเรื่องเท็จเพื่อยกย่องเกียรติของพวกเขาให้สูงส่ง[3] ด้วยเหตุนี้ สามารถกล่าวด้วยความมั่นใจได้ว่า ประวัติศาสตร์ที่เกี่ยวกับอะฮฺลุลบัยตฺ (อ.)  โดยเฉพาะอย่างยิ่งประวัติศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับลูกหลานของท่านอิมามอะลี (อ.) แล้วได้รับการบิดเบือนมากเป็นพิเศษ ห่างไกลจากความจริงและความยุติธรรมทางสังคม ด้วยเหตุนี้ จึงจำเป็นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องนำเอาหลักฐานและเครื่องหมายที่กระจัดกระจายอยู่ตามที่ต่างๆ หรือในหนังสือประวัติศาสตร์ แล้วรวบรวมเข้าด้วยกันเพื่อประกอบความเข้าใจเกี่ยวกับบุคลลิคของมุฮัมมัด ฮะนะฟียฺ ซึ่งเครื่องหมายเหล่านั้นประกอบด้วย:

1 .ความรักผูกพันระหว่างมุฮัมมัด บินฮะนีฟะฮฺ กับบิดาผู้ยิ่งใหญ่ ท่านอิมามอะลี (.) และความรักที่อิมามอะลีมีต่อเขา

บุคคลใดก็ตามได้ติดตามประเด็นนี้ หรือได้ค้นคว้าเกี่ยวกับช่วงเวลาที่รายงานต่างๆ ได้กระจัดกระจายออกไปและปรากฏอยู่ในตำราทั้งฝ่ายซุนนีย์ และชีอะฮฺ ซึ่งเป็นฮะดีซเกี่ยวกับอิมาม (อ.) จะเข้าใจได้ทันทีว่า ท่านอิมามอะลี (อ.) นั้นรักบรรดาบุตรของท่านมากน้อยเพียงใด ถึงขั้นที่ว่าบางคนท่านได้กล่าวกับพวกเขาว่า “ใครก็ตามที่ต้องการทำดีกับฉันทั้งโลกนี้และโลกหน้า เขาต้องทำดีกับมุฮัมมัดบุตรชายของฉันคนนี้”[4]

เจ้าของหนังสือ อัลอิตติฮาฟ วะซียัตอิมาม (อ.) กล่าวว่า “หลังจากอิมามได้มองไปยังมุฮัมมัด ฮะนะฟียะฮฺ แล้วกล่าวว่า : เจ้ายังจำได้ไหมสิ่งที่พ่อได้สั่งเสียและแนะนำเกี่ยวกับพี่ชายทั้งสองของเจ้า? มุฮัมมัด กล่าวว่า ได้ครับ หลังจากนั้นท่านอิมามได้กล่าวว่า : ดังนั้น พ่อขอสั่งเจ้าอีกเหมือนเช่นเคยว่า เจ้าต้องให้ความเคารพพี่ทั้งสอง เนื่องจากเขาทั้งสองมีบุญคุณใหญ่หลวงนักกับเจ้า เจ้าจงเชื่อฟังคำสั่งของเขา จงอย่ากระทำการใดๆ โดยปราศจากคำปรึกษาจากทั้งสอง หลังจากนั้นท่านอิมามได้กำชับอีกว่า : พ่อขอกำชับเจ้าทั้งสอง (ฮะซะนัยนฺ) เกี่ยวกับมุฮัมมัด ฮะนะฟียะฮฺ, เนื่องจากเขาเป็นน้องชายของเจ้าทั้งสอง[5]และเป็นลูกของบิดาของเจ้าทั้งสอง และเจ้าทั้งสองรู้ดีว่าบิดาของเจ้าทั้งสองคักเขามากเพียงใด”[6]

ประโยคนี้เป็นหนึ่งในคำสั่งเสียของท่านอิมามอะลี (อ.) ซึ่งบ่งบอกให้เห็นว่าท่านนั้นรักและเป็นห่วงมุฮัมมัด ฮะนะฟียฺมากน้อยเพียงใด ทว่ายังเห็นได้อีกว่าท่านอิมามพยายามเสริมสร้างความรักระหว่างพี่น้องด้วยกันให้มีความเข็มแข็งขึ้น

ในโอกาสนี้ มีความเหมาะสมยิ่งที่จะหยิบยกคำสั่งเสียของท่านอิมาม (อ.) ที่มีความยึดยาวพอสมควร ซึ่งท่านเชคซะดูก ได้กล่าวเอาไว้เป็นการบงชี้ให้เห็นถึง การเอาใจใส่เป็นพิเศษของท่านอิมามอะลี (อ.) ที่มีต่อ มุฮัมมัด ฮะนะฟียะฮฺ บุตรชายของท่าน แต่เนื่องจากคำสั่งเสียนั้นมีความยาวจึงขอหยิบยกบางส่วนจากท่อนแรก และท่อนสุดท้ายมากล่าวเป็นตัวอย่างแก่ท่านผู้อ่านดังนี้ : คำสั่งเสียของท่านอิมามอะลี (อ.) ที่มีต่อบุตรชายคนหนึ่งของท่าน มุฮัมมัด ฮะนะฟียะฮฺ ท่านกล่าวว่า : โอ้ บุตรชายของฉัน จงระวังตัวเชื่อถือความฝันทางโลกนี้เป็นจริงจัง เนื่องจากความหวังทั้งหลาย ....ถ้าหากเจ้าต้องการได้รับความดีงามทั้งจากโลกนี้และโลกหน้า จงตัดขาดจากขาดจากความอยากได้ทั้งหลายที่อยู่ในมือของประชาชน”[7]

เป็นที่ชัดเจนว่าพินัยกรรมนี้เป็นพินัยกรรมสุดท้ายของท่านอิมามอะลี (อ.) ซึ่งได้สาธยายถึงความผูกพันและความรักของท่านอิมาม (อ.) ที่มีต่อมุฮัมมัด ฮะนะฟียะฮฺ และความกรุณาที่ท่านมอบต่อบุคลิก และการชี้นำไปสู่แนวทางของอะฮฺลุลบัยตฺ (อ.) ในลักษณะที่ว่าท่านอิมามมีปัญหารอบด้านรายล้อมอยู่ กระนั้นท่านย้งเขียนพินัยกรรมอันยาวนี้ขึ้นมา สิ่งนี้บ่งบอกให้เห็นถึงความสำคัญของประเด็นดังกล่าว

2.อธิบายถึงความรักผูกพันระหว่างมุฮัมมัด บินฮะนีฟะฮฺ กับอิมามฮะซัน (อ.) และความรักผูกพันที่อิมามฮะซันมีต่อเขา

หลักฐานและเครื่องหมายเกี่ยวกับคำพูดดังกล่าวมีจำนวนมาก ซึ่งในที่นี้จะขอหยิบยกบางประเด็นมาอธิบายดังต่อไปนี้

2.1 เป็นที่ชัดเจนว่าท่านอิมามอะลี (อ.) ได้ปกป้องชีวิตของอิมามฮะซะนัยฺ (อ.) ไว้อย่างมั่นคงและเข็มแข็งที่สุด เนื่องความต่อเนื่องการเป็นอิมามด้านหนึ่ง และอีกด้านหนึ่งสายตระกูลของท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) ต่อสืบทอดจากทั้งสอง นั่นหมายความว่ามีความเกี่ยวข้องกับปัญหาการมีชีวิตของท่านอิมามทั้งสอง ด้วยเหตุนี้เอง ท่านอิมาม (อ.) จึงต้องมอบหน้าที่อันตรายยิ่งกว่าให้เป็นหน้าที่ของมุฮัมมัด ฮะนะฟียะฮฺ ดังนั้น บางคนจึงต้องการสร้างความแตกแยกระหว่างมุฮัมมัดฮะนะฟียะฮฺ กับพี่ชายทั้งสอง -หรือถ้าจะคิดดีกับพวกเขา- พวกเขาได้พยายามที่จะค้นหาเหตุผลในพฤติกรรมที่แตกต่างของท่านอิมามอะลี (อ.) ก็ต้องถามเขาว่า บิดาของท่านส่งท่านให้ไปปฏิบัติหน้าที่อันตรายได้อย่างไร ทำไมไม่ส่งฮะซะนัยนฺไปทำแทน? พวกเขาพยายามสร้างสถานการณ์ให้มุฮัมมัด ฮะนะฟียะฮฺ โดยสร้างคำพูดที่ก่อให้เกิดความคิดแตกแยกทางความคิด ความรัก และความศรัทธาที่แตกต่างกับพี่ชายทั้งสอง และการตัดสินใจของบิดาของพวกเขา แต่เขาได้ตอบข้อสงสัยของบุคคลเหล่านั้นว่า : พี่ชายทั้งสองของฉันคือ แก้วตาดวงใจของบิดา ส่วนฉันคือมือของท่าน แน่นอน ถูกต้องแล้วที่บิดาของฉันใช้มือของท่านปกป้องดวงตาของตน[8]

2.2 เมื่อท่านอิมามฮะซัน (อ.) ใกล้ที่จะสิ้นชีพ ท่านได้เรียกฆัมบัรให้เข้ามาหา แล้วสั่งว่า เธอจงเรียกมุฮัมมัด ฮะนะฟียะฮฺ มาพบฉันหน่อยซิ ฆัมบัร กล่าวว่า เมื่อฉันได้บอกกับมุฮัมมัด ฮะนะฟียะฮฺว่า อิมามฮะซัน (อ.) ได้ให้มาตามท่าน เขาได้ถามฉันทันทีว่า มีอะไรเกิดขึ้นกับท่านอิมามหรือ? ฉันตอบว่า ท่านจงไปหาท่านอิมามเถิด และเขาได้รีบไปหาท่านอิมามอย่างรวดเร็ว เมื่อมาถึงแล้วเขาได้กล่าวสลาม แล้วท่านอิมามได้กล่าวกับเขาว่า จงนั่งลงซิ โอ้ มุฮัมมัด บุตรของอะลี ฉันไม่เคยหวาดกลัวเรื่องความริษยาที่มีต่อเธอ ดังเช่นที่อัลลอฮฺ ทรงสาธยายถึงคุณลักษณะเหล่านี้เอาไว้แก่บรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธาทั้งหลาย และฉันก็ไม่เห็นว่าชัยฏอนจะมีหนทางหลอกลวงเธอได้ ...หลังจากนั้นมุฮัมมัด ได้กล่าวแก่พี่ชายของท่านว่า : ท่านคืออิมามและเป็นนายของฉัน และแนวทางของฉันที่ไปสู่ศาสดา ฉันขอสาบานต่ออัลลอฮฺว่า ฉันปรารถนาความตายก่อนที่จะได้ยินคำพูดเหล่านี้จากท่าน[9]

คำพูดนี้คือตัวอธิบายระดับชั้นของความศรัทธาของมุฮัมมัด ฮะนะฟียะฮฺ และความเชื่อของเขาที่มีต่ออิมามะฮฺของพี่ชาย[10]

และคำยืนยันของท่านอิมามฮะซัน (อ.) ที่กล่าวถึงมุฮัมมัด ฮะนะฟียะฮฺ ว่าเขานั้นห่างไกลจากความอิจฉาริษยา และชัยฏอนไม่อาจมีอิทธิพลเหนือตัวเขาได้ แน่นอน มุฮัมมัด ฮะนะฟียะฮฺ คือ หนึ่งในองค์ประกอบสำคัญของโองการที่ว่า : ชัยฏอนไม่มีอำนาจเหนือปวงบ่าวทีแท้จริงของฉัน[11] สิ่งนี้ย่อมเป็นเหตุผลอันชัดแจ้งที่ยืนยันให้เห็นถึงบุคลิกภาพอันยิ่งใหญ่ของท่าน

2.3 เมื่อท่านอิมามฮะซัน (อ.) ได้ชะฮาดัต มุฮัมมัด ฮะนะฟียะฮฺ ได้เสียใจเป็นที่สุด ท่านร่ำไห้และพรรณนาถึงพี่ชายสุดที่รักแถบขาดใจตาย เสียงรำพันและถ้อยคำที่เอื้อนเอ่ยออกมา บ่งบอกให้เห็นถึงความจงรักภักดีที่ท่านมีต่อพี่ชาย

ยะอฺกูบียฺ นักประวัติศาสตร์ที่มีชื่อเสียงคนหนึ่งได้กล่าวถึงประเด็นนี้ว่า : เมื่อร่างของท่านอิมามฮะซัน (อ.) ได้วางลงเพื่อกะฟั่น มุฮัมมัด ฮะนะฟียะฮฺกล่าวว่า : โอ้ อะบามุฮัมมัด ขออัลลอฮฺ ทรงเมตตาท่าน ฉันขอสาบานต่ออัลลอฮฺว่า ชีวิตของท่านเปี่ยมไปด้วยเกียรติยศ ความตายของท่านคือการชี้นำทาง ไม่ว่าดวงวิญญาณจะอยู่ในร่างของท่านเหรือไม่ก็ตาม หรือร่างที่ปราศจากดวงวิญญาณซึ่งกำลังจะถูกกะฟั่นในไม่ช้านี้, แล้วทำไมจะไม่เป็นเช่นนี้เล่า ขณะที่ท่านมาจากมวลผู้ให้การชี้นำทาง ท่านคือพันธแห่งความสำรวมตน เป็นหนึ่งในห้าท่านจากบุคคลที่ได้รับอาหารสวรรค์จากอัลลอฮฺ ท่านได้รับการอบรมเลี้ยงดูจากบ้านแห่งอิสลาม, ท่านได้ดื่มน้ำนมจากอกของหญิงที่เป็นแหล่งความศรัทธา, ท่านได้ดำรงชีวิตอย่างผู้บริสุทธิ์และจากโลกนี้ไปด้วยความสะอาด ขออัลลอฮฺทรงสรรเสริญและประสาทพรแด่ท่าน ...[12]

ถ้าหากบุคคลใดพิจารณาใคร่ครวญคำพูดของมุฮัมมัด ฮะนะฟียะฮฺอย่างรอบคอบแล้วละก็จะเห็นว่า ท่านได้ยกย่องเกียติของพี่ชายด้วยคำพูดสั้นๆ แต่เปี่ยมด้วยความหมาย คำพูดของเขาเป็นหนึ่งในคำพูดที่ดีที่สุดที่บ่งบอกถึงเกียรติยศและความประเสริฐ แล้วยังจะได้พบอีกว่าคำพูดของเขาครอบคลุมเหนือความจริงที่ปรากฏ และเมื่อเขาได้สาธยายถึงเรือนร่าง และวิญญาณของท่านอิมามฮะซัน ทำให้รู้ว่ายังจะมีผู้ใดที่รู้จักฐานะภาพของอิมามยิ่งไปกว่ามุฮัมมัด ฮะนะฟียะฮฺอีก[13]

3. ความรักผูกพันระหว่างมุฮัมมัด บินฮะนีฟะฮฺ กับอิมามฮุซัยนฺ (.) และความรักผูกพันที่อิมามฮุซัยนฺมีต่อเขา

หลักฐานที่ยืนยันให้เห็นถึงความผูกพันทั้งสองฝ่าย จึงทำให้บังเกิดสิ่งตามมาคือ :

3.1 ท่านอิมามบากิร (อ.) กล่าวว่า เมื่อท่านอิมามฮุซัยนฺ (อ.) อยู่ต่อหน้าท่านอิมามฮะซัน เพื่อให้เกียรติและเคารพพี่ชายท่านจะไม่กล่าวสิ่งใด ทำนองเดียวกันเมื่อมุฮัมมัด ฮะนะฟียะฮฺ อยู่ต่อหน้าท่านอิมามฮุซัยนฺ (อ.) ก็จะปฏิบัติเช่นเดียวกัน[14]

3.2 ซิบฏ์ บิน เญาซียฺ ได้กล่าวไว้ในหนังสือ “ตัซกิเราะตุลคอซ” ว่า : เมื่อมุฮัมมัด ฮะนะฟียะฮฺ ทราบข่าวการเดินทางของท่านอิมามฮุซัยนฺ (อ.) ขณะนั้นเขากำลังวุฎูอฺ เขาได้เสียใจและร้องไห้อย่างหนัก” สิ่งนี้คือเครื่องยืนยันให้เห็นถึงความผูกพันอย่างยิ่ง ระหว่างมุฮัมมัด ฮะนะฟียะฮฺกับท่านอิมามฮุซัยนฺ (อ.) พี่ชาย ผู้เป็นหนึ่งในอะฮฺลุลบัยตฺที่ยิ่งใหญ่[15]

3.3 คำสนทนาระหว่างท่านอิมามฮุซัยนฺ (อ.) กับมุฮัมมัดฮะนะฟียะฮฺ ดังที่ฏ็อบรียฺได้บันทึกไว้ : โอ้ พี่ชายของฉัน ท่านคือบุคคลที่เป็นที่รักยิ่งและมีเกียรติที่สุดในหมู่ประชาชน ณ ฉัน และ...[16]

จากสิ่งที่กล่าวมาจะพบว่า สถานภาพของมุฮัมมัด ฮะนะฟียะฮฺ ณ บิดาผู้ยิ่งใหญ่ของเขา ท่านอิมามอะลี (อ.) หรือ ณ พี่ชายทั้งสองท่านอิมามฮะซะนัยนฺ (อ.) เป็นที่ประจักษ์ชัดเจนยิ่ง

แต่ก็ยังมีคำถามเกิดขึ้นว่า เพราะเหตุใดมุฮัมมัด ฮะนะฟียฺ ไม่ร่วมเดินทางไปกัรบะลาอฺพร้อมกับท่านอิมามฮุซัยนฺ (อ.)

ปรัชญาของการไม่เข้าร่วมในเหตุการณ์กัรบะลาอฺ ของมุฮัมมัด ฮะนะฟียะฮฺคือ อะไร

นี่คือคำถาม ที่ได้รับการอธิบายต่างๆ นานา, ดังที่ปรากฏในสาระของคำถามตั้งแต่ต้นแล้ว ดังนั้น เพื่อความชัดเจนของเรืองนี้ คำตอบสำหรับประเด็นดังกล่าวจึงต้องพิจารณาหลายด้านด้วยกัน :

1.เนื่องจากการเดินทางของท่านอิมามฮุซัยนฺ (อ.) นั้นมีชะฮีดอยู่ ณ เบื้องหน้า และการที่จะทำให้เป้าหมายดังกล่าวสำเร็จสมบูรณ์ก็ด้วยจำนวนสหายที่ร่วมเดินทางไปพร้อมกับท่านเท่านั้น ด้วยเหตุนี้เอง ท่านอิมามฮุซัยนฺ (อ.) จึงเห็นว่าไม่สมควรแต่อย่างใด ที่จะให้ลูกหลานแห่งอะฮฺลุลบัยตฺเข้าร่วมทั้งหมดโดยพร้อมหน้ากัน เนื่องจากการสู้รบในครั้งนี้บทสรุปคือการเป็นชะฮีดของเหล่าสหายทุกคน ซึ่งทัศนะนี้เป็นหลักฐานที่ยืนยันมาจากคำพูดของมุฮัมมัด ฮะนะฟียะฮฺ ที่ว่า : สหายพวกนั้นทุกคนชื่อของเขาและชื่อบิดาของเขาได้ถูกบันทึกไว้แล้ว ณ พวกเรา”[17]

2.อีกทัศนะหนึ่งกล่าวว่า ขณะที่ท่านอิมามฮุซัยนฺ (ฮ.) ออกเดินทางนั้นเขาไม่สบายมาก แต่มีความขัดแย้งกันเรื่องอาการไข้ที่เขาเป็นอยู่[18]

3.ทัศนะที่สามเป็นทัศนะที่มีเหตุผลในการยอมรับมากที่สุดกล่าวคือ, ท่านอิมามฮุซัยนฺ (อ.) ได้มอบหมายหน้าที่ให้มุฮัมมัด ฮะนะฟียะฮฺ น้องชายเป็นผู้ดูแลจัดการแทนท่านในมะดีนะฮฺ ขณะที่ท่านไม่อยู่ ซึ่งทัศนะดังกล่าวนี้มีหลักฐานยืนยันประกอบหลายประการด้วยกัน กล่าวคือ :

. อัลลามะฮฺ มัจญฺลิซซียฺ และอัลลามะฮฺมุฮฺซิน อะมีน กล่าวว่า, ท่านอิมาม (อ.) ได้มอบหมายให้น้องชายคอยระวังศัตรูและดูแลการเคลื่อนไหวของพวกเขาให้มะดีนะฮฺ, ขณะที่ท่านอิมาม (อ.) กับสหายและครอบครัวได้เคลื่อนขบวนออกจากมะดีนะฮฺ ไปยังมักกะฮฺ ท่านได้แต่งตั้งน้องชายไว้ในฐานะเป็นผู้สืบข่าวกรอง ซึ่งคอยแจ้งข่าวแก่ท่านแม้แต่เรื่องเล็กๆ น้อยๆ ที่เกิดขึ้นในมะดีนะฮฺก็อย่าให้เล็ดรอดการับรู้ของท่านอิมาม : ท่านอิมามกล่าวว่า ส่วนเธอจะไม่อยู่ในมะดีนะฮฺ เว้นเสียแต่ว่าต้องเป็นหูเป็นตาแทนฉันในมะดีนะฮฺ และคอยส่งข่าวการเคลื่อนไหวของฝ่ายศัตรูให้ฉันทราบทุกระยะ”[19] และนี่เป็นตัวอย่างของเหตุผลที่ว่า ท่านอิมามได้มอบหมายภารกิจสำคัญให้เขาดูแลและรับผิดชอบ เป็นธรรมดาที่ว่าท่านอิมาม (อ.) ย่อมให้ความสำคัญกับเมืองใหญ่ของอิสลาม เฉกเช่นมะดีนะฮฺเป็นต้น ดังนั้น เมื่อท่านเดินทางออกไปก็ไม่ต้องการให้ตัวท่านตกข่าวการเคลื่อนไหวของเมืองนั้น

. หลักฐานที่สอง : จดหมายฉบับสุดท้ายที่อิมาม (อ.) ได้เขียนถึงมุฮัมมัด ฮะนะฟียะฮฺ นักประวัติศาสตร์กล่าวว่า จดหมายฉบับสุดท้ายที่ท่านอิมามฮุซัยนฺ (อ.) เขียนคือ จดหมายที่ท่านเขียนส่งให้น้องชายคือ มุฮัมมัด ฮะนะฟียะฮฺ ซึ่งท่านอิมามบากิร (อ.) ได้กล่าวถึงประเด็นดังกล่าวว่า : ท่านอิมามฮุซัยนฺ (อ.) ไดเขียนจดหมายจากกัรบะลาอฺ เพื่อส่งให้น้องชายที่อยู่ในมะดีนะฮฺว่า : ด้วยพระนามแห่งอัลลอฮฺ พระผู้ทรงเมตตา พระผู้ทรงปรานียิ่งเสมอ จากฮุซัยนฺ บุตรของอะลี (อ.) ถึงมุฮัมมัด ฮะนะฟียะฮฺ บุตรของอะลี จากแผ่นดินกัรบะลาอฺ, โลกมิได้รับการปฏิเสธ ขณะเดียวกันปรโลกก็มิเคยถูกทำลายให้สิ้นไป”[20]

ด้วยเหตุนี้, ถ้าหากท่านอิมามไม่พอใจน้องชายที่ไม่ร่วมขบวนการกัรบะลาอฺกับท่านแล้วไซร์ ท่านจะไม่มีวันเขียนจดหมายฉบับสุดท้ายส่งให้น้องชายอย่างแน่นอน

. หลักฐานที่สาม : ความจริงจังและความพยายามของฮะนะฟียะฮฺ ในการยืนหยัดต่างๆ หลังจากนั้น โดยมีเจตนาเพื่อทวงหนี้เลือดให้แก่ท่านอิมามฮุซัยนฺ (อ.)  ถ้าหากเขาไม่ได้ช่วยเหลือท่านอิมามเป็นความผิดแล้วละก็ ท่านอิมามต้องท้วงติงเขาในขณะที่ท่านยังมีชีวิตอยู่ว่า ทำไมไม่ช่วยเหลืออิมาม ขณะที่มุฮัมมัด ฮะนะฟียะฮฺ ได้ท้วงติงมุคตารในความล่าช้าที่จะประหารชีวิต อุมะริบนิสะอัด, ท่านอายะตุลลอฮฺ คูอียฺ กล่าวถึงประเด็นนี้ว่า : มุฮัมมัด ฮะนะฟียะฮฺได้นั่งร่วมกับบรรดาชีอะฮฺ ในงานชุมนุมหนึ่ง ได้ท้วงติงมุคตารในการประหารชีวิตอุมะริบสะอัด และไม่ทันที่ท่านจะกล่าวจบศรีษะของศัตรูสองคนได้ถูกนำมาวางตรงหน้าท่าน หลังจากนั้นท่านได้ลงซัจญฺดะฮฺขอบคุณ และยกมือดุอาอฺ พร้อมกับกล่าวว่า : โอ้ อัลลอฮฺ ขอพระองค์อย่าทรงลืมวันเวลาเหล่านี้ของมุคตาร โปรดให้เขาเป็นสหายที่ดีที่สุดของอะฮฺลุลบัยตฺของท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) ด้วยเถิด หลังจากนั้น ท่านได้สาบานว่าหลังจากนี้ฉันจะไม่ขอทักท้วงงานของมุคตารอีกต่อไป[21]

. ตัวอย่างที่สี่ เมื่อศึกษาประวัติศาสตร์โดยละเอียดถี่ถ้วนแล้ว เราจะพบว่าประวัติศาสตร์ตอนหนึ่งว่า ท่านอิมามซัยนุลอาบิดีน (อ.) ได้ขอให้อาของท่านมาช่วยเหลือและเป็นที่ปรึกษาในการยืนหยัดต่างๆ ใจความจดหมายของท่านอิมามซัจญาด (อ.) : โอ้ ท่านอาที่รัก ถ้าหากท่านมีความเสียใจและเป็นห่วงเป็นใยอะฮฺลุลบัยตฺ (อ.) เป็นวาญิบสำหรับประชาชนต้องช่วยเหลือเขา ดังนั้น ฉันเห็นว่าท่านมีความสมควรอย่างยิ่งสำหรับภารกิจนี้ ฉะนั้น สิ่งใดที่ท่านเห็นสมควรจงกระทำเถิด”[22]

การมอบหมายการเป็นผู้นำในการยืนหยัดจากท่านอิมามซัจญาด ที่มีต่ออาของท่าน ฮะนะฟียะฮฺ เป็นวิถีที่ดีที่สุด, เนื่องจากท่านได้รับการใส่ร้ายจากผู้ปกครองว่า เป็นผู้ต่อต้านการปกครอง และเป็นความเข้าใจผิดจากศัตรู เนื่องจากท่านมิได้ติดตามตำแหน่งอิมามะฮฺ แต่อย่างใด ขณะเดียวกันท่านอิมามซัจญาด (อ.) ก็ได้รับการควบคลุมพฤติกรรมอย่างใกล้ชิดจากฝ่ายปกครอง เนื่องจากท่านอิมามอยู่ในฐานะของ วะลี ผู้มีสิทธิทวงหนี้เลือดบรรดาชะฮีดแห่งกัรบะลาอฺ อีกทั้งมีคุณสมบัติในการเป็นอิมามดีด้วย, เนื่องจากความรู้ ความสำรวมตน ความประเสริฐและเกียรติยศของท่าน, ขณะเดียวกันท่านอิมามก็มิได้เล็ดรอดสายตาของสายสืบจากรัฐบาล ซึ่งมีชีอะฮฺบางกลุ่มเชื่อมั่นในการเป็นอิมามของท่าน, ด้วยเหตุนี้เอง เป็นความจำเป็นที่อิมามต้องปกป้องชีวิตให้รอดพ้นจากน้ำมือของพวกบนีอุมัยยะฮฺ และต้องฟื้นฟูแนวทางของศาสนา ขณะเดียวกันต้องจัดเตรียมความพร้อมเพื่อก่อตั้งรัฐปกครองแห่งความยุติธรรม ซึ่งท่านอิมาม (อ.) มิได้ละเลยหน้าที่หรือเพิกเฉยต่อการทวงหนี้เลือดของบรรดาชีอะฮฺแม้แต่น้อย[23] และบุคคลใดก็ตามหากพิจารณาอย่างรอบคอบเขาก็จะพบว่า การยืนหยัดดังกล่าวไม่อาจเกิดขึ้นได้อย่างแน่นอน ถ้าปราศจากการพยายามของมุฮัมมัด ฮะนะฟียะฮฺ

การพาดพิงคำกล่าวอ้างการเป็นอิมามไปยังฮะนะฟียะฮฺ

จากสิ่งที่อธิบายมาเป็นที่ประจักษ์ชัดถึงบุคลิกภาพทั้งในแง่สวนตัว และสังคม และฐานะภาพของฮะนะฟียะฮฺในหน้าประวัติศาสตร์, และด้วยบุคลิกภาพทั้งหมดที่มี พร้อมทั้งความพิเศษต่างๆ ที่กล่าวไปแล้วเกี่ยวกับเขา หากจะเชื่อว่าเขาเป็นผู้บริสุทธิ์คนหนึ่งที่ไม่มีความผิดพลาดแต่อย่างใด ซึ่งเราจะเห็นว่าท่านอายะตุลลอฮฺ คูอียฺ นักปราชญ์ผู้ยิ่งใหญ่ มากด้วยประสบการและความรู้ และมีควมเชี่ยวชาญด้าน ริญาล เป็นอย่างดี กล่าวว่า ฉันไม่พบรายงานที่กล่าวขัดแย้ง หรือกล่าวท้วงติงอีมานของมุฮัมมัด ฮะนะฟียะฮฺ แต่อย่างใด หรือแม้แต่รายงานที่กล่าวพาดพิงว่าเขาได้กล่าวอ้างการเป็นอิมาม ฉันก็ไม่เห็นว่าจะมีรายงานใดถูกต้องสักรายงานเดียว และความศรัทธาของเขาก็ไม่เป็นที่สงสัยแต่อย่างใด ซัยยิดคูอียฺ กล่าวอีกว่า : รายงานที่เชื่อได้บ่งบอกให้เห็นถึงความศรัทธามั่นคงของมุฮัมมัด ฮะนะฟียะฮฺ ความเชื่อศรัทธาของเขาที่มีต่อสถานะการเป็นอิมามของท่านอิมามซัจญาด (อ.)[24]

ตามความคิดเห็นของเราทัศนะของอายะตุลลอฮฺ คูอียฺ ถูกต้อง, เนื่องจากถ้าหากบุคคลใดใคร่ครวญรายงานดังกล่าวด้วยความรอบคอบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในท่อนแรกของรายงาน เขาก็จะพบประโยคที่มีความสวยงาม คำพูดที่แฝงเร้นไว้ด้วยมารยาทอันดีงาม จากมุฮัมมัดฮะนะฟียะฮฺเกี่ยวกับบุตรของพี่ชายของเขา อิมามซัจญาด (อ.) และในตอนท้ายของารยงานได้กล่าวไว้อย่างชัดเจนถึงการยอมรับการเป็นอิมามของท่านอิมามซัจญาด (อ.) รายงานกล่าวว่า :“หลังจากมุฮัมมัด ฮะนะฟียะฮฺได้กลับมา เขาได้ให้สัตยาบันยอมรับวิลายะฮฺของท่านอิมามซัจญาด (อ.)[25]

 


[1] อิบนุฮิชาม, อับดุลมาลิก บุตรขิงชองฮิชาม อัลฮะมีรี อัลมะอาฟิรี, ซีเราะฮฺนะบะวียฺ, เล่ม 1, หน้า 4, ค้นคว้าโดย, มุศเฏาะฟา อัสสะกอ และอิบรอฮีม อัลอบียารี และอับดล ฮะฟีซ ชะลียี, เบรุต ดารุลมะอฺริฟัต บีทอ.

[2] อิบนุ อะอ์ษัม, อบูมุฮัมมัด อะฮฺมัดอัลกูฟี, กิตาบอัลฟะตูฮฺ, เล่ม 5, หน้า 14, ค้นคว้าโดย อะลี ชีรียฺ, เบรูต, ดารุลอัฎวาอ์, พิมพ์ครั้งแรก, ฮ.ศ. 1411, คศ. 1991.

[3] เกี่ยวกับประเด็นนี้ เพียงพอแล้วที่ท่านอัลลามะฮฺอะมีนนี ได้บันทึกไว้ถึง 10 รายการด้วยกันในหนังสือ เมาซูอะฮฺ ภายใต้หัวข้อว่า ฆุลู ฟี ฟะซออิล

[4] กาฟียฺ, เล่ม 1 หน้า 300, บิฮารุลอันวาร, เล่ม 44, หน้า 174.

[5] ฟุตูห์ อิบนุ อะอ์ซัม, เล่ม 4, หน้า 28, ได้กล่าวด้วยประโยคว่า "أوصيت أخاكما بكما و أوصيكما به".

[6] ฏ็อบรียฺ อบูญะอฺฟัร มุฮัมมัด บิน ญะรีร, ตารีคอัลอุมัม วัลมะลูก, เล่ม 5, หน้า 147, ค้นคว้าโดยมุฮัมมัด อบุลฟัลฎ์ อิบรอฮีม, เบรูต,ดารุลตุรอษ, พิมพ์ครั้งที่ 2, ปี ฮศ. 1387, คศ 1967.

[7] เชคซะดูก, อบูญะอฺฟัร, มันลายะเฎาะเราะฮูลฟะกีฮฺ, เล่ม 4, หน้า 284+292 ญามิอฺมุดัรริซซีน, กุม ฮศ. 1413.

[8]อิบนุอิมาด อัลฮันบะลียฺ ชะฮาบุดดีน อบุล ฟัลลาฮฺ อัดดิมิชกียฺ,ชัซรอตุซซะฮับ ฟี อัคบาร มิน ซิฮับ, เล่ม 1, หน้า 331, ค้นคว้าโดยอัลอัรนาอูฏ ดะมิชก์ เบรูต, ดารุ อิบนุ กะซีร, พิมพ์ครั้งแรก, ฮศ. 1406, คศ. 1986.

[9] บิฮารุลอันวาร, เล่ม 44, หน้า 176, 177, กาฟียฺ, เล่ม 1, หน้า 300.

[10] อีกรายงานหนึ่งได้บ่งชี้ให้เห็นถึง ความเชื่อที่มีต่ออิมามะฮฺของท่านอิมามฮุซัยนฺ (อ.) แต่เพือไม่ให้เยิ่นเย้อในบทความจึงไม่ได้กล่าวไว้ ณ ที่นี้

[11] อัลกุรอาน บท ฮิจญฺร์, 42.

[12] ยะอฺกูบียฺ, อะฮฺมัดบินอบียะอฺกูบ บินญะอฺฟัร, ตารีคยะอฺกูบียฺ, เล่ม 2, หน้า 225, เบรูต, ดารุลซอดิร, บีทอ.

[13] นะญะฟียฺ อะลี บิน อัลฮุซัยนฺ อัลฮาชิมี, มุฮัมมัด บิน อัลฮะนะฟี, หน้า 94, ค้นคว้าโดย สถาบันอิสลามียะฮฺ สำหรับการวิพากษ์เกี่ยวกับวิชาการ, พิมพ์ครั้งแรก ปี ฮศ. 1424

[14] บิฮารุลอันวาร, เล่ม 43, หน้า 319.

[15] ตัซกิเราะตุลคอซ, หน้า 217, คัดลอกมาจาก นะญะฟี, อลี บิน อัลฮุซัยนฺ อัลฮาชิมี, มุฮัมมัด บิน อัลฮะนะฟียะฮฺ, หน้า 100.

[16] ตารีค ฏ็อบรียฺ, เล่ม 5, หน้า 341.

[17] บิฮารุลอันวาร, เล่ม 44, หน้า 186, อิบนุ ชะฮฺริ อาชูบ, อัลมะนากิบ, เล่ม 4, หน้า 53, สำนักพิมพ์ อัลลามะฮฺ, กุม 1379.

[18]มุฮัมมัด บิน ฮะนะฟียะฮฺ, หน้า 109-112, คัดลอกมาจากเชคญะอฺฟัร, อันนักดี, อัซซัยยิดะฮฺ ซับนับ อัลกุบรอ, หน้ 9, เมะฮฺนาบ บิน ซินาน จากริญาลของอัลลามะฮฺ ลาฮีญี, หน้า 119, ฉบับเขียนด้วยลายมือ

[19] บิฮารุลอันวาร, เล่ม 44, หน้า 329, อะอฺยานุลชีอะฮฺ , เล่ม 1 หน้า 588. ดารุตตะอาริฟ ลิลมัฏบูอาต, เบรูต

[20] กุมมี, กามิล อัซซิยารัต, หน้า 75, สำนักพิมพ์ มุรตะเฎาะวียะฮฺ, นะญัฟ ฮศ. 1356.

[21] คูอียฺ, ซัยยิดอบุลกอซิม, มุอฺญิม ริญาล อัลฮะดีซ, เล่ม 18, หน้า 100, คัดลอกมาจากบิฮารุลอันวาร, บาบอะฮฺวาลมุคตาร, เล่ม 45.

[22] บิฮารุลอันวาร, เล่ม 45, หน้า 365.

[23] ฮุซัยนี ญ

แปลคำถามภาษาต่างๆ
ความเห็น
จำนวนความเห็น 0
กรุณาป้อนค่า
ตัวอย่าง : Yourname@YourDomane.ext
กรุณาป้อนค่า
<< ลากฉัน
กรุณากรอกจำนวนที่ถูกต้องของ รหัสรักษาความปลอดภัย

หมวดหมู่

คำถามสุ่ม

  • ฟิรอูนถูกลงโทษต่อพฤติกรรมที่เป็นบททดสอบของอัลลอฮ์ได้อย่างไร?
    11136 การตีความ (ตัฟซีร) 2555/04/02
    หนึ่งในจารีตของพระองค์ที่ไม่เปลี่ยนแปลงก็คือ “การทดสอบปวงบ่าว” ซึ่งกระทำผ่านเหตุการณ์และปัจจัยต่างๆ บางครั้งพระองค์ใช้ผู้กดขี่เป็นบททดสอบทั้งๆที่ตัวผู้กดขี่เองไม่ทราบว่าตนเองเป็นบททดสอบ กรณีเช่นนี้จึงหาได้ลดทอนความน่ารังเกียจของพฤติกรรมของพวกเขาไม่ และไม่ทำให้สมควรได้รับการลดหย่อนโทษแต่อย่างใด ทั้งนี้ก็เนื่องจากว่าพระองค์ไม่ได้สั่งให้เขาเป็นบททดสอบสำหรับผู้อื่น ทว่าพระองค์ทรงตระเตรียมการในลักษณะที่ว่า เมื่อใดก็ตามที่ผู้กดขี่แสดงพฤติกรรมกดขี่ด้วยการตัดสินใจของตนเอง การกดขี่ดังกล่าว (ซึ่งขัดต่อคำสอนของพระองค์) ก็จะกลายเป็นบททดสอบสำหรับผู้อื่น และเนื่องจากการกดขี่ดังกล่าวเกิดขึ้นโดยเจตนาของผู้กดขี่เอง จึงสมควรได้รับบทลงโทษ ...
  • ปรัชญาของการมีทาสในอิสลามคืออะไร? อิสลามมีวิธีการจัดการกับสิ่งเหล่าอย่างไร?
    12956 بیشتر بدانیم 2555/08/22
    ถูกต้องบทบัญญัติเกี่ยวกับ การแต่งงานกับทาส, การเป็นมะฮฺรัมกับทาส, สัญญาซื้อขาย (ข้อตกลงที่จะปล่อยทาสเป็นไท) และ ...ได้ถูกกล่าวไว้ในอัลกุรอาน, การมีทาสได้รับการยืนยันว่ามีจริงในสมัยของท่านเราะซูล (ซ็อลฯ) และต้นยุคอิสลาม แต่จำเป็นต้องกล่าวว่าอิสลามมีโปรแกรมที่ละเอียดอ่อน และมีกำหนดเวลาในการปลดปล่อยทาสให้เป็นไท ซึ่งบั้นปลายสุดท้ายของทั้งหมดเหล่านั้นคือ การได้รับอิสรภาพเป็นไททั้งสิ้น ดังนั้นการเผชิญหน้าของอิสลามกับปัญหาเหล่านี้ จำเป็นต้องกล่าวถึงประเด็นสำคัญดังต่อไปนี้: 1-อิสลามมิเคยเริ่มต้นปัญหาเรื่องทาส 2-อิสลามถือว่าปัญหาชะตากรรม และความเจ็บปวดใจของทาสในอดีตที่ผ่านมาคือ ปัญหาความล้าหลังอันยิ่งใหญ่ของสังคม 3-อิสลามได้วางโครงการที่ละเอียดอ่อน เพื่อปลดปล่อยทาสให้เป็นไท, เนื่องจากครึ่งหนึ่งของพลเมืองในสมัยก่อนเป็นทาสทั้งสิ้น, พวกเขาไม่มีอิสรเสรีในการประกอบอาชีพการงาน, ไม่มีปัจจัยสำหรับการดำเนินชีวิตต่อไป.ถ้าหากอิสลามได้มีคำสั่งต่อสาธารณชนว่าให้ทั้งหมดปล่อยทาสให้เป็นไท, ซึ่งเป็นไปได้ว่าส่วนใหญ่ของพวกเขาจะต้องสูญเสียชีวิต หรือไม่ชนส่วนใหญ่ก็จะต้องว่างงานไร้อาชีพ หิวโหย ถูกกีดกัน และพวกเขาต้องได้รับแรงกดดันจนกระทั่งเข้าทำร้ายและโจมตีในทุกที่ การประจัญบาน การนองเลือด และการทำลายกฎระเบียบของสังคมก็จะทวีความรุนแรงขึ้น ด้วยเหตุนี้เอง อิสลามได้วางแผนการไว้อย่างละเอียด เพื่อดึงดูดสังคมให้ทาสเหล่านี้ได้รับอิสรภาพ และเป็นไทไปที่ละน้อย ซึ่งแผนการดังกล่าวมีองค์ประกอบหลายประการด้วยกัน ...
  • ถ้าก่อนที่จะเกิดความถูกต้อง (สงบ) ฝ่ายหนึ่งได้อ้างการบีบบังคับ หรือขู่กรรโชก ถือว่าสิ่งนี้มีผลต่อข้อผูกมัดหรือไม่?
    6319 สิทธิและกฎหมาย 2554/06/21
    ในกรณีนี้บุคคลที่กล่าวอ้างว่าข้อผูกมัด (อักด์) ถูกต้องนั้นมาก่อนแต่ต้องกล่าวคำสาบานด้วยส่วนบุคคลที่กล่าวอ้างว่าได้มีการบีบบังคับหรือกรรโชกขู่เข็ญเกิดขึ้นจำเป็นต้องมีพยานยืนยันด้วย ...
  • อิสลามมีทัศนะอย่างไร เกี่ยวกับใบยาสูบ?
    10099 สิ่งเสพติด 2555/07/16
    อิสลามได้ห้ามการบริโภค ดื่ม และการใช้สิ่งต่างๆ ที่ก่อให้เกิดอันตรายต่อร่างกาย และสุขภาพ และถ้าอันตรายยิ่งมีมากเท่าใด การห้ามโดยสาเหตุก็ยิ่งหนักหน่วงและรุนแรงขึ้นไปตามลำดับ, จนถึงระดับของการ ฮะรอม ท่านอิมามโคมัยนี (รฎ.) กล่าวว่า : “การบริโภคสิ่งของที่ก่อให้เกิดอันตรายต่อมนุษย์ถือว่า ฮะรอม”[1] เป็นที่ประจักษ์ชัดเจนว่า เกณฑ์ของฮะรอม, ขึ้นอยู่กับอันตราย กล่าวคือไม่ว่าอันตรายจะเกิดจากการบริโภค หรือเกิดจากแนวทางอื่นก็ตาม, มิได้มีการระบุไว้ตายตัวแน่นอน. บุหรี่เป็นหนึ่งในสิ่งต่างๆ เหล่านั้น ซึ่งการสูบบุหรี่เป็นอันตรายต่อสุขภาพของมนุษย์ แต่อันตรายนั้นจะถึงขั้นที่ว่า การสูบบุหรี่เป็นฮะรอมหรือไม่? บรรดาแพทย์ส่วนใหญ่และผู้เชี่ยวชาญเรื่องนี้, ต่างมีความเห็นพร้องต้องกันว่า บุหรี่เป็นอันตรายสำคัญและผลเสียเกิดขึ้นตามมามากมาย หนังสือและตำราต่างๆ จำนวนมากได้กล่าวอธิบายถึงอันตรายและผลเสียต่างๆ ที่เกิดจากการใช้ใบยาสูบ,โดยเฉพาะอย่างยิ่งบุหรี่,ซึ่งได้กลายเป็นสาขาหนึ่งที่มีการวิเคราะห์วิจัยออกมาอย่างกว้างขวาง[2] ...
  • มีคำอธิบายอย่างไรเกี่ยวกับโองการที่ ซูเราะฮ์เราะอ์ด وَ لَوْ أَنَّ قُرْآناً سُیِّرَتْ بِهِ الْجِبالُ أَوْ قُطِّعَتْ بِهِ الْأَرْضُ أَوْ کُلِّمَ بِهِ الْمَوْتى‏ بَلْ لِلَّهِ الْأَمْرُ جَمیعا
    9265 การตีความ (ตัฟซีร) 2555/02/18
    ในประเด็นที่ว่าโองการوَ لَوْ أَنَّ قُرْآناً سُیِّرَتْ بِهِ الْجِبالُ أَوْ قُطِّعَتْ بِهِ الْأَرْضُ... หมายความว่าอย่างไรนั้นนักอรรถาธิบายกุรอานได้นำเสนอไว้สองทัศนะด้วยกัน1. โองการต้องการจะสื่อว่าหากจะมีตำราใดที่จะสามารถเคลื่อนย้ายภูเขาหรือแยกแผ่นดินหรือทำให้ผู้ตายสนทนาได้ตำรานั้นย่อมมิไช่อื่นใดนอกจากกุรอานทั้งนี้ก็เพราะกุรอานประเสริฐเหนือทุกคัมภีร์2. โองการข้างต้นเป็นคำตอบโต้ข้อเรียกร้องของบรรดากาเฟรแห่งมักกะฮ์ที่เรียกร้องให้ท่านนบีแสดงอภินิหารโดยโองการนี้สื่อว่าคนพวกนี้มีนิสัยดื้อรั้นแม้หากกุรอานแสดงอภินิหารเคลื่อนย้ายภูเขาตามที่พวกเขาต้องการหรือแม้จะแยกแผ่นดินและผุดตาน้ำหรือแม้จะชุบชีวิตผู้ตายให้ปฏิญาณถึงความเป็นศาสดาของเจ้า (โอ้มุฮัมมัด)ให้เป็นที่ประจักษ์แก่พวกเขาก็ตามแต่คนเหล่านี้ก็จะยังดื้อแพ่งไม่ศรัทธาอยู่วันยังค่ำ. ...
  • มีการกล่าวถึงรายชื่อบุคคลทั้งห้าในคัมภีร์เตารอตและคัมภีร์อินญีลหรือไม่?
    6632 เทววิทยาดั้งเดิม 2554/12/11
    ดังที่ฮะดีษบางบทกล่าวไว้ว่ารายชื่อของบุคคลทั้งห้าผู้เป็นชาวผ้าคลุม (อ.) อันประกอบด้วยท่านศาสดา (ซ.ล.), อิมามอลี (อ.), ท่านหญิงฟาติมะฮ์ (ซ.), อิมามฮะซัน (อ.), อิมามฮุเซน (อ.) มีการกล่าวถึงในคัมภีร์เตารอตและคัมภีร์อินญีลซึ่งในการถกระหว่างอิมามริฏอ (อ.) กับบาทหลวงคริสต์และแร็บไบยิวได้มีกล่าวถึงประเด็นดังกล่าวด้วย ...
  • หากประสบกับภาวะน้ำแพง จะอาบน้ำยกหะดัสใหญ่อย่างไร?
    8770 สิทธิและกฎหมาย 2554/08/08
    โดยปกติแล้วการทำอาบน้ำยกหะดัสใหญ่ถือเป็นมุสตะฮับแต่จะเป็นวาญิบต่อเมื่อต้องทำนมาซฟัรดูหรืออิบาดะฮ์อื่นๆ[1]แต่ถ้าหากน้ำที่ใช้เพื่ออาบน้ำยกหะดัสใหญ่นั้นมีราคาสูงเสียจนอาจสร้างปัญหาแก่คุณในแง่ทุนทรัพย์ในกรณีเช่นนี้การหาน้ำและการอาบน้ำยกหะดัสใหญ่ก็ไม่เป็นวาญิบอีกต่อไปและสามารถทำตะยัมมุมแทนได้[2]ควรใช้น้ำสำหรับการอาบน้ำยกหะดัสใหญ่เท่าที่ความสามารถของท่านจะอำนวยฉะนั้นการอาบน้ำยกหะดัสใหญ่กับน้ำนั้นจะเป็นวาญิบเฉพาะกรณีที่เงื่อนไขด้านน้ำเอื้ออำนวยเท่านั้นอนึ่งหากในหนึ่งวันท่านสามารถอาบน้ำยกหะดัสใหญ่ได้เพียงครั้งเดียวท่านสามารถเลื่อนการนมาซซุฮริ-อัซริออกไปและอาบน้ำยกหะดัสใหญ่เพื่อให้สามารถทำนมาซซุฮ์ริ, อัซริ, มักริบและอีชาด้วยกับการอาบน้ำยกหะดัสใหญ่ครั้งเดียวได้และหากท่านสามารถอาบน้ำยกหะดัสใหญ่ได้๒ครั้งให้อาบน้ำยกหะดัสใหญ่สำหรับนมาซซุบฮิหนึ่งครั้งและทำอาบน้ำยกหะดัสใหญ่สำหรับนมาซ๔เวลาที่เหลือดังที่ได้กล่าวไปแล้วข้างต้น (โดยเลื่อนการนมาซซุฮริและอัศริออกไปจนใกล้ถึงเวลานมาซมักริบและอิชา)[1]ประมวลปัญหาศาสนาโดยบรรดามัรญะอ์,เล่ม 1,
  • ท่านสุลัยมาน (อ.) หลังจากได้สูญเสียบุตรชายไป จึงได้วอนขออำนาจการปกครอง แต่ท่านอิมามฮุซัยนฺ (อ.) กล่าว่า โอ้ อะลีหลังจากเจ้าแล้วโลกจะพบกับความหายนะ?
    11483 ข้อมูลน่ารู้ 2556/08/19
    เหตุการณ์แห่งกัรบะลาอฺ เราได้เห็นท่านอิมามฮุซัยนฺ (อ.) คือแบบอย่างของความอดทน และการยืนหยัด ขณะที่ท่านมีความประเสริฐและฐานันดรที่สูงส่ง เมื่อเทียบกับบรรดาศาสดาทั้งหลาย (อ.) หรือแม้แต่ศาสดาที่เป็นเจ้าบทบัญญัติก็ตาม แต่ท่านได้กล่าวขณะท่านอิมามอะลี (อ.) ชะฮาดัตว่า “โอ้ อะลีเอ๋ย หลังจากเจ้าแล้วโลกจะพบกับหายนะ” ถ้าพิจารณาตามอัลกุรอาน โองการที่กล่าวถึงสอนให้รู้ว่า ทั้งคำพูดและความประพฤติของท่านศาสดาสุลัยมาน (อ.) เป็นความประเสริฐหนึ่ง ดังนั้น เรามีคำอธิบายอย่างไรกับคำกล่าวอย่างสิ้นหวังของท่านอิมามฮุซัยนฺ (อ.) กรุณาหักล้างคำพูดดังกล่าวด้วยเหตุผลเชิงสติปัญญา แม้ว่าคำพูดของท่านศาสดาสุลัยมาน (อ.) จะชี้ให้เห็นถึง ฐานะภาพความยิ่งใหญ่ของท่านก็ตาม และความโปรดปรานอันอเนกอนันต์จากอัลลอฮฺ ซึ่งเมือเทียบกับสามัญชนทั่วไปแล้ว ดีกว่ามากยิ่งนัก แต่เมื่อเทียบกับฐานะภาพเฉพาะของท่านอิมามฮุซัยนฺ (อ.) ไม่อาจเทียบเทียมกันได้ เนื่องจากโองการเหล่านี้ หนึ่ง,แสดงให้เห็นว่าท่านศาสดาสุลัยมาน ในชั่วขณะหนึ่งเกิดความลังเล แต่มิได้ละทิ้งสิ่งที่ดีกว่า และการที่ท่านได้สูญเสียบุตรชายไปนั้น ถือว่าเป็นหนึ่งในชะตากรรม สอง, บุตรชายที่ท่านได้สูญเสียไปนั้นเป็นเด็กที่ไม่สมบูรณ์ และคลอดเร็วเกินกว่ากำหนด ดังนั้น โดยปรกติการสูญเสียบุตรลักษณะนี้ จะไม่เป็นสาเหตุทำให้ผู้เป็นบิดามารดาต้องเสียใจหรือระทมทุกข์อย่างหนัก แต่ท่านอิมามฮุซัยนฺ ...
  • การสัมผัสสิ่งที่เป็นนะญิสจะทำให้เราเป็นนะญิสด้วยหรือไม่? หากต้องการทำความสะอาดเราจะต้องอาบน้ำยกฮะดัษใหญ่หรือไม่?
    8335 สิทธิและกฎหมาย 2554/08/25
    หากสิ่งหนึ่งที่สะอาดสัมผัสกับสิ่งที่เปื้อนนะญิสโดยหนึ่งในสองหรือทั้งสองสิ่งนั้นมีความชื้นในลักษณะที่ถ่ายทอดถึงกันได้สิ่งสะอาดดังกล่าวก็จะเปื้อนนะญิสด้วย[1]สำหรับการทำความสะอาดสิ่งนั้นหลังจากที่ได้กำจัดธาตุนะญิสออกแล้วหากสิ่งที่เป็นนะญิสที่ไม่ใช่ปัสสาวะการล้างด้วยน้ำปริมาตรกุรน้ำปริมาตรก่อลี้ลหรือน้ำไหลผ่านถือว่าเพียงพอแล้ว       อิฮติยาตวาญิบให้บิดหรือสะบัดพรมเสื้อผ้าฯลฯเพื่อให้น้ำที่คงเหลืออยู่ในนั้นใหลออกมาหากต้องการทำความสะอาดสิ่งที่เป็นนะญิสโดยปัสสาวะจะต้องล้างด้วยน้ำก่อลี้ลโดยให้ราดน้ำหนึ่งครั้งโดยให้น้ำไหลผ่านหากไม่หลงเหลือปัสสาวะแล้วให้ราดน้ำอีกหนึ่งครั้งก็จะสะอาดแต่ในกรณีพรมหรือเสื้อผ้าและสิ่งทอประเภทอื่นๆทุกครั้งที่ราดน้ำจะต้องบีบหรือบิดจนน้ำไหลออกมา[2]ไม่ว่ากรณีใดข้างต้นก็ไม่จำเป็นจะต้องทำอาบน้ำยกฮะดัษนอกจากผู้ที่ได้สัมผัสศพก่อนอาบน้ำมัยยิตและหลังจากที่ศพเย็นลงแล้วในกรณีนี้นอกจากเขาจะต้องล้างส่วนๆนั้นของร่างกายที่สัมผัสกับศพแล้วเขาจะต้องทำกุซุลมัสส์มัยยิต(สัมผัสศพ)ด้วยเช่นกัน[3]หากสิ่งที่สะอาดสัมผัสกับสิ่งที่เปื้อนนะญิสโดยที่สองสิ่งดังกล่าวแห้งหรือมีความชื้นต่ำเสียจนไม่ถ่ายทอดถึงกันสิ่งที่สะอาดก็จะไม่เปื้อนนะญิส[4]
  • มีรายงานจากอะฮฺลุลบัยตฺ (อ.) เกี่ยวกับผลบุญของการสาปแช่งบรรดาศัตรูบ้างไหม?
    7094 ดิรอยะตุลฮะดีซ 2554/12/21
    มีรายงานจำนวนมากมายปรากฏในตำราฮะดีซของฝ่ายชีอะฮฺที่กล่าวเกี่ยวกับผลบุญของการสาปแช่งบรรดาศัตรูของอะฮฺลุลบัยตฺ (อ.) ท่านอิมามริฎอ (อ.) ได้กล่าวแก่ชะบีบบิน

เนื้อหาที่มีผู้อ่านมากที่สุด

  • อะไรคือหน้าที่ๆภรรยาพึงปฏิบัติต่อสามีบ้าง?
    61381 สิทธิและกฎหมาย 2554/07/07
    ความมั่นคงของชีวิตคู่ขึ้นอยู่กับความรักความผูกพัน ความเข้าใจ การให้เกียรติและเคารพสิทธิของกันและกัน และเพื่อที่สถาบันครอบครัวจะยังคงมั่นคงเป็นปึกแผ่น อิสลามจึงได้ระบุถึงสิทธิของทั้งภรรยาและสามี ขณะเดียวกันก็ได้กำหนดหน้าที่สำหรับทั้งสองฝ่ายไว้ด้วย เนื่องจากเมื่ออัลลอฮ์ประทานสิทธิ ก็มักจะกำหนดหน้าที่กำกับไว้ด้วยเสมอ ข้อเขียนนี้จะนำเสนอหน้าที่ทางศาสนาบางส่วนที่ภรรยาพึงปฏิบัติต่อสามีดังต่อไปนี้:1. ...
  • ดุอาใดบ้างที่ทำให้ได้รับพรเร็วที่สุด?
    58977 จริยธรรมปฏิบัติ 2554/07/03
    มีดุอาที่รายงานจากอิมาม(อ.)หลายบทที่กล่าวขานกันว่าเห็นผลตอบรับอย่างรวดเร็ว แต่เนื่องจากไม่สามารถนำเสนอเนื้อหาดุอาทั้งหมด ณ ที่นี้ได้ จึงขอกล่าวเพียงชื่อดุอาที่มีความสำคัญเป็นพิเศษดังต่อไปนี้1. ดุอาตะวัซซุ้ล2. ดุอาฟะร็อจ
  • กรุณานำเสนอบทดุอาเพื่อให้ได้พบคู่ครองที่เหมาะสมและเปี่ยมด้วยตักวา
    43403 จริยธรรมปฏิบัติ 2554/06/12
    ทุกสิ่งทุกอย่างย่อมมีปัจจัยและเงื่อนไขจำเพาะตามที่พระเจ้าทรงกำหนดหากเราประสงค์สิ่งใดย่อมต้องเริ่มจากการตระเตรียมปัจจัยและเงื่อนไขเสียก่อนปัจจัยของการแต่งงานคือการเสาะหาและศึกษาอย่างละเอียดทว่าเพื่อความสัมฤทธิ์ผลในการดังกล่าวจำเป็นต้องขอความช่วยเหลือจากอัลลอฮ์เพื่อทรงชี้นำการตัดสินใจและความพยายามของเราให้บรรลุดังใจหมาย.การอ่านบทดุอาต่างๆที่รายงานจากบรรดาอิมาม(อ)ต้องควบคู่กับความพยายามศึกษาและเสาะหาคู่ครองอย่างถี่ถ้วน. หนึ่งในดุอาที่เกี่ยวกับเรื่องนี้โดยเฉพาะก็คือรายงานที่ตกทอดมาจากท่านอลี(อ)ดังต่อไปนี้: “ผู้ใดประสงค์จะมีคู่ครอง
  • ด้วยเหตุผลอันใดที่ต้องกล่าว อะอูซุบิลลาฮิ มินัชชัยฏอน นิรเราะญีม ก่อน บิซมิลลาฮิรเราะฮฺมานนิรเราะฮีม?
    41577 วิทยาการกุรอาน 2555/08/22
    หนึ่งในมารยาทของการอ่านอัลกุรอาน ซึ่งมีกล่าวไว้ในอัลกุรอาน และรายงานฮะดีซคือ การกล่าว อะอูซุบิลลาฮิ มินัชชัยฏอน นิรเราะญีม ก่อนที่จะเริ่มอ่านอัลกุรอาน หรือแม้แต่ให้กล่าวก่อนที่จะกล่าว บิซมิลลาฮิรเราะฮฺมานนิรเราะฮีม เสียด้วยซ้ำไป ด้วยเหตุผลที่ว่า บิซมิลลาฮิรเราะฮฺมานนิรเราะฮีม นั้นเป็นส่วนหนึ่งของอัลกุรอาน อย่างไรก็ตามการขอความคุ้มครองจากอัลลอฮฺ มิใช่แค่เป็นเพียงคำพูดเท่านั้น ทว่าสิ่งนี้จะต้องฝังลึกอยู่ภายในจิตวิญญาณของเรา ซึ่งต้องสำนึกสิ่งนี้อยู่เสมอตลอดการอ่านอัลกุรอาน ...
  • ครูบาอาจารย์และลูกศิษย์(นักเรียนนักศึกษา)มีหน้าที่ต่อกันอย่างไร?
    40033 จริยธรรมปฏิบัติ 2554/11/14
    ผู้สอนและผู้เรียนมีหน้าที่ต่อกันหลายประการด้วยกันซึ่งสามารถจำแนกออกเป็นสองส่วนก. หน้าที่ที่ผู้สอนมีต่อผู้เรียนอันประกอบด้วยหน้าที่ทางจริยธรรมการอบรมและวิชาการ ข. หน้าที่ที่ผู้เรียนมีต่อผู้สอนอาทิเช่นการให้เกียรติครูบาอาจารย์ยกย่องวิทยฐานะของท่านนอบน้อมถ่อมตน ...ฯลฯ ...
  • ก่อนการสร้างนบีอาดัม(อ) เคยมีการแต่งตั้งญินให้เป็นศาสนทูตสำหรับฝ่ายญินหรือไม่?
    35199 เทววิทยาดั้งเดิม 2554/06/12
    อัลกุรอานยืนยันการมีอยู่ของเหล่าญินรวมทั้งได้อธิบายคุณลักษณะบางประการไว้ถึงแม้ว่าข้อมูลของเราเกี่ยวกับโลกของญินจะค่อนข้างจำกัดแต่เราสามารถพิสูจน์ว่าเหล่าญินเคยมีศาสนทูตที่เป็นญินก่อนการสร้างนบีอาดัมโดยอาศัยเหตุผลต่อไปนี้:1. เหล่าญินล้วนมีหน้าที่ทางศาสนาเฉกเช่นมนุษย์เราแน่นอนว่าหน้าที่ทางศาสนาย่อมเป็นผลต่อเนื่องจากการสั่งสอนศาสนาด้วยเหตุนี้จึงมั่นใจได้ว่าอัลลอฮ์ทรงเคยแต่งตั้งศาสนทูตสำหรับกลุ่มชนญินเพื่อการนี้2. เหล่าญินล้วนต้องเข้าสู่กระบวนการพิพากษาในวันกิยามะฮ์เฉกเช่นมนุษย์เราซึ่งโดยทั่วไปแล้วก่อนกระบวนการพิพากษาทุกกรณีจะต้องมีการชี้แจงข้อกฏหมายจนหมดข้อสงสัยเสียก่อนและการชี้แจงให้หมดข้อสงสัยคือหน้าที่ของบรรดาศาสนทูตนั่นเอง
  • ปีศาจ (ซาตาน) มาจากหมู่มะลาอิกะฮฺหรือญิน ?
    29298 การตีความ (ตัฟซีร) 2553/12/22
    เกี่ยวกับคำถามที่ว่าชัยฎอนเป็นมะลาอิกะฮฺหรือญินมีมุมมองและทัศนะแตกต่างกันแหล่งที่มาของความขัดแย้งนี้เกิดจากเรื่องราวการสร้างนบีอาดัม (อ.) เนื่องจากเป็นคำสั่งของพระเจ้ามวลมะลาอิกะฮ์ทั้งหลายจึงได้กราบสุญูดอาดัมแต่ซาตานไม่ได้ก้มกราบบางคนกล่าวว่าชัยฎอน (อิบลิส) เป็นมะลาอิกะฮฺ, โดยอ้างเหตุผลว่าเนื่องจากโองการอัลกุรอานกล่าวละเว้น, อิบลิสไว้ในหมู่ของมะลาอิกะฮฺ (มะลาอิกะฮ์ทั้งหมดลดลงกราบยกเว้นอิบลิส) ดังนั้นอิบลิส
  • เนื่องจากอัลลอฮฺทรงรอบรู้เหนือโลกและจักรวาล ฉะนั้น วัตถุประสงค์การทดสอบของอัลลอฮฺคืออะไร?
    29226 เทววิทยาดั้งเดิม 2554/03/08
    ดังที่ปรากฏในคำถามว่าการทดสอบของอัลลอฮฺไม่ได้เพื่อการค้นหาสิ่งที่ยังไม่รู้เนื่องจากอัลลอฮฺ (ซบ.) ทรงปรีชาญาณเหนือทุกสรรพสิ่งแต่อัลกุรอานหลายโองการและรายงานที่ตกมาถึงมือเรากล่าวว่าการทดสอบเป็นแบบฉบับหนึ่งและเป็นกฎเกณฑ์ของพระเจ้าที่วางอยู่บนแบบฉบับอื่นๆอันได้แก่การอบบรมสั่งสอนการชี้นำโดยรวมของพระเจ้าอัลลอฮฺ
  • อายะฮ์ إِذا مَا اتَّقَوْا وَ آمَنُوا وَ عَمِلُوا الصَّالِحاتِ ثُمَّ اتَّقَوْا وَ آمَنُوا ثُمَّ اتَّقَوْا وَ أَحْسَنُوا وَ اللَّهُ یُحِبُّ الْمُحْسِنین การกล่าวซ้ำดังกล่าวมีจุดประสงค์ใด?
    29073 การตีความ (ตัฟซีร) 2555/02/07
    ในแวดวงวิชาการมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องการย้ำคำว่าตักวาในโองการข้างต้นบ้างเชื่อว่ามีจุดประสงค์เพื่อให้เล็งเห็นความสำคัญของประเด็นเกี่ยวกับตักวาอีหม่านและอะมั้ลที่ศอลิห์
  • เมื่ออัลลอฮฺ มิทรงสร้างสรรพสิ่งทั้งหลายจากสิ่งใดทั้งหมด, หมายความว่าอำนาจของพระองค์ได้ถ่ายโอนไปสู่วัตถุปัจจัยกระนั้นหรือ?
    26908 รหัสยทฤษฎี 2555/05/17
    ใช่แล้ว การสร้างจากสิ่งไม่มีตัวตนมีความหมายตามกล่าวมา, เนื่องจากคำว่า ไม่มีตัวตน คือไม่มีอยู่ก่อนจนกระทั่งอัลลอฮฺ ทรงสร้างสิ่งนั้นขึ้นมา รายงานฮะดีซก็กล่าวถึงประเด็นนี้ไว้เช่นกันว่า อำนาจสัมบูรณ์ของพระเจ้า มีความเป็นหนึ่งเดียวกันกับคุณลักษณะอื่นของพระองค์ ซึ่งเกินเลยอำนาจความรอบรู้ของมนุษย์ เนื่องจากสรรพสิ่งถูกสร้างทั้งหลายได้ถูกสร้างขึ้นมา จากสิ่งไม่มี ซึ่งตามความเป็นจริงแล้วสรรพสิ่งถูกสร้างทั้งหลาย เปรียบเสมือนภาพที่ถ่ายโอนอำนาจสัมบูรณ์ของพระเจ้า เราเรียกนิยามนี้ว่า “การสะท้อนภาพ”[1]ซึ่งในรายงานฮะดีซได้ใช้คำว่า “การเกิดขึ้นของคุณลักษณะ” : อัลลอฮฺ (ซบ.) ทรงเป็นพระผู้อภิบาลของเราที่มีความเป็นนิรันดร์ ความรอบรู้คือ อาตมันของพระองค์ ขณะที่ไม่มีความรอบรู้อันใด การได้ยินคืออาตมันของพระองค์ ขณะที่ไม่มีการได้ยินใดๆ การมองเห็นคือ อาตมันของพระองค์ ขณะที่ไม่มีการมองเห็นอันใด อำนาจคืออาตมันของพระองค์ ขณะที่ไม่มีอำนาจอันใด และเนื่องจากพระองค์คือ ผู้ทรงสร้างสรรพสิ่งทั้งหลาย ทำให้สิ่งเหล่านั้นมีและเป็นไป ความรู้ของพระองค์ได้ปรากฏบนสิ่งถูกรู้จักทั้งหลาย การได้ยิน ได้ปรากฏบนสิ่งที่ได้ยินทั้งหลาย การมองเห็นได้ปรากฏบนสิ่งมองเห็น และอำนาจของพระองค์ ...