การค้นหาขั้นสูง
ผู้เยี่ยมชม
11538
อัปเดตเกี่ยวกับ: 2554/06/21
 
รหัสในเว็บไซต์ fa884 รหัสสำเนา 14619
คำถามอย่างย่อ
เพราะเหตุใดจึงต้องคลุมฮิญาบ และทำไมอิสลามจำกัดสิทธิสตรี?
คำถาม
เพราะเหตุใดจึงต้องคลุมฮิญาบ อิสลามถือว่าทั้งหญิงและชายเกิดมาเท่าเทียมกันมิไช่หรือ? แล้วเหตุใดจึงกำหนดกฏเกณฑ์เฉพาะสตรี หากยอมรับว่าสองเพศมิได้แตกต่างกัน ผู้ชายก็ต้องคลุมฮิญาบด้วยมิไช่หรือ?
คำตอบโดยสังเขป

สุภาพบุรุษและสุภาพสตรีมีความคล้ายคลึงกันในแง่ของการที่มีต้นกำเนิดเดียวกัน และการที่ควรได้รับความเสมอภาคทางสังคม อาทิเช่น การศึกษา, การแสดงความเห็น...ฯลฯ
อย่างไรก็ดี ในแง่สรีระและอารมณ์กลับมีข้อแตกต่างหลายประการ ข้อแตกต่างเหล่านี้เองที่ส่งผลให้เกิดบทบัญญัติพิเศษอย่างเช่นการสวมฮิญาบในสังคม ทั้งนี้ก็เนื่องจากสุภาพสตรีมีความโดดเด่นในแง่ความวิจิตรสวยงาม แต่สุภาพบุรุษมีความโดดเด่นในแง่ผู้แสวงหา ด้วยเหตุนี้จึงมีการเน้นย้ำให้สุภาพสตรีสงวนตนในที่สาธารณะมากกว่าสุภาพบุรุษ ทั้งนี้และทั้งนั้น หาได้หมายความว่าจะมีข้อจำกัดด้านการแต่งกายเพียงสุภาพสตรี โดยที่สุภาพบุรุษไม่ต้องระมัดระวังใดๆไม่.

คำตอบเชิงรายละเอียด

เพื่อจะได้คำตอบที่ชัดเจน จำเป็นต้องคำนึงถึงข้อเท็จจริงต่างๆดังต่อไปนี้
1. หญิงและชายมีความเสมอภาคกันในแง่ของการที่มีต้นกำเนิดเดียวกัน[1] และการที่ควรได้รับสิทธิทางสังคมอย่างเสมอภาค เช่นการสมรส, การศึกษาเล่าเรียน, การเรียกร้องสิทธิตามกฏหมาย, อิสรภาพทางความคิด...ฯลฯ
2. แม้ทั้งสองเพศจะมีความคล้ายคลึงบางประการ แต่ก็มีข้อแตกต่างหลายประการเช่นกัน
อัลลามะฮ์ ฏอบาฏอบาอี กล่าวถึงประเด็นนี้ว่าแม้สุภาพสตรีจะมีส่วนคล้ายคลึงกับสุภาพบุรุษ แต่ก็ยังมีข้อแตกต่างมากมายอันเกิดจากคุณลักษณะทางกายภาพที่แตกต่างกันระหว่างสองเพศโดยเฉลี่ย ไม่ว่าจะเป็นสมอง, หัวใจ, ระบบใหลเวียนของเลือด, ระบบประสาท น้ำหนักและส่วนสูง ซึ่งนักกายวิพากษ์ได้ให้ทัศนะไว้ว่า มีการเจริญเติบโตที่แตกต่างกันระหว่างสองเพศ ภาวะดังกล่าวส่งผลให้ผิวพรรณของสุภาพสตรีทั่วไปมีลักษณะละเอียดและอ่อนนุ่มกว่า ในทางตรงกันข้าม ผิวพรรณของสุภาพบุรุษหยาบกร้านและมีสรีระที่บึกบึนกว่า สุภาพสตรีมีสภาวะทางจิตใจที่ละเอียดอ่อนกว่า ไม่ว่าจะในแง่ความรัก, ความสงสาร, ความรักสวยรักงาม, การแต่งกาย ส่วนสุภาพบุรุษจะโดดเด่นกว่าในด้านความรอบคอบเชิงเหตุและผล สรุปคือ วิถีชีวิตของสุภาพสตรีทั่วไปเน้นด้านอารมณ์ความรู้สึก ส่วนสุภาพบุรุษเน้นด้านตรรกะเป็นหลัก [2]
3. มิไช่สุภาพสตรีเท่านั้นที่ต้องระมัดระวังการแต่งกาย แต่สุภาพบุรุษก็ต้องระมัดระวังด้วยในระดับหนึ่ง[3]
4. เราเชื่อว่าปรัชญาหรือเหตุผลของการสวมฮิญาบสำหรับสุภาพสตรีขึ้นอยู่กับปัจจัยบางประการ ไม่ว่าจะปัจจัยทางจิตวิทยา ปัจจัยทางสถาบันครอบครัว และปัจจัยทางสังคม.
ในแง่จิตวิทยา ฮิญาบช่วยส่งเสริมสุขภาวะทางจิตใจแก่สังคม
ในแง่สถาบันครอบครัว ฮิญาบจะช่วยกระชับสัมพันธ์ระหว่างสมาชิกในครอบครัว โดยเฉพาะระหว่างสามีภรรยา.
ในแง่สังคม ฮิญาบจะช่วยปกป้องและส่งเสริมให้ทรัพยากรบุคคลสามารถทุ่มเทกับการทำงานมากขึ้น

กล่าวได้ว่า อิสลามต้องการจะจำกัดความสุขทางกามารมณ์ไว้ในบรรยากาศครอบครัวที่เกิดจากการสมรสอันถูกทำนองคลองธรรม โดยส่งเสริมให้พื้นที่ทางสังคมเป็นพื้นที่สำหรับประกอบอาชีพอย่างเต็มประสิทธิภาพ แนวคิดดังกล่าวสวนทางกับสังคมตะวันตกในปัจจุบันที่ผูกโยงอาชีพการงานไว้กับการปลุกเร้ากามารมณ์ อิสลามเพียงต้องการจะแยกพื้นที่ของสองปัจจัยนี้ออกจากกันเท่านั้น.[4]

5. นอกจากเหตุผลต่างๆข้างต้นแล้ว คุณสมบัติเฉพาะของสุภาพสตรีก็มีส่วนทำให้ต้องระมัดระวังการแต่งกายมากเป็นพิเศษ ทั้งนี้ก็เนื่องจากสุภาพสตรีมีภาพลักษณ์โดดเด่นในแง่ความวิจิตรสวยงาม ส่วนสุภาพบุรุษโดดเด่นในแง่ของนักแสวงหา จึงควรเตือนให้สุภาพสตรีระมัดระวังการเผยสรีระมากกว่าจะเตือนสุภาพบุรุษ เพราะถึงแม้ศาสนาจะกำชับผู้ชายเกี่ยวกับเรื่องนี้น้อยกว่า แต่คุณสมบัติเฉพาะดังกล่าวทำให้ผู้ชายมักจะแต่งตัวปกปิดร่างกายมากกว่าผู้หญิง ทั้งนี้ก็เนื่องจากโดยทั่วไปแล้ว ผู้ชายมักจะเอร็ดอร่อยกับการได้จ้องมองความงามของผู้หญิงมากกว่าที่จะเผยสรีระตนเอง และผู้หญิงก็มักจะมีความสุขที่ได้เผยความงามมากกว่าจะจ้องมองผู้ชาย และการที่ผู้ชายปรารถนาจะจ้องมองผู้หญิง มักจะกระตุ้นให้ฝ่ายหญิงสนองตอบด้วยการเผยความงามมากขึ้น เพราะเหตุนี้เองที่ตะบัรรุจ”(การเผยตน)ถือเป็นหนึ่งในคุณลักษณะของผู้หญิง[5]
6. อีกเหตุผลที่สำคัญก็คือ การแต่งกายมิดชิดจะช่วยยกระดับคุณค่าของสุภาพสตรีในทัศนะของสุภาพบุรุษ ทั้งนี้เนื่องจากนับแต่โบราณ การกำหนดพื้นที่หวงห้ามทางสังคมที่สุภาพสตรีกระทำต่อเพศตรงข้าม ถือเป็นเคล็ดลับที่สุภาพสตรีมักใช้รักษาสถานภาพของตนเองให้แลดูสูงส่งเสมอในทัศนะของเพศตรงข้าม  อิสลามสนับสนุนให้รักษาวิธีดังกล่าวไว้ทุกยุคสมัย ด้วยเหตุนี้ หากอิสลามสอนให้สุภาพสตรีเดินเหิรให้แลดูสง่า มั่นคง และรักษาจริตแห่งกุลสตรี และสอนให้หลีกเลี่ยงการเผยสรีระในที่สาธารณะ ก็เนื่องจากอิสลามต้องการจะยกระดับคุณค่าของสุภาพสตรีให้สูงขึ้น และไม่ปล่อยให้เธอเป็นเพียงสินค้าไร้ค่าที่ใครๆก็หยิบฉวยได้ตามใจชอบ[6]

สรุปคือ วัตถุประสงค์ของการปกปิดเรือนร่างในลักษณะที่อิสลามกำหนดไว้ คือการเพิ่มพูนเกียรติภูมิของสุภาพสตรี เนื่องจากฮิญาบจะช่วยปกป้องเธอให้ปลอดภัยจากการแทะโลมของบุคคลที่มักมากในตัณหาราคะ จึงกล่าวได้ว่าฮิญาบมิไช่กรงขัง แต่เป็นรั้วรอบขอบชิดที่ปลอดภัย ทั้งสำหรับตัวเธอเอง และสำหรับสังคมโดยรวมที่จะรอดพ้นจากกิเลศตัณหา.

เพื่อศึกษาเพิ่มเติม กรุณาอ่าน
1. อายะตุลลอฮ์ อะห์มัด มุห์ซินี โฆรฆอนี,ไข่มุกเลอค่าในฮิญาบ,สำนักพิมพ์อุลูมอิสลามี.
2. มุฮัมมัด เอชเทฮอรดี, ฮิญาบ:ภาพพจน์แห่งบุคลิกภาพ,พิมพ์ครั้งแรก,สำนักตำรวจฝ่ายบำบัดปัญหาสังคม.
3. อะห์มัด รอซซากี, สาเหตุอบายมุข, ฮิญาบไม่มิดชิด และวิธีแก้ปัญหา, พิมพ์ครั้งที่สี่, องค์การเผยแผ่อิสลาม.
4. มุฮัมมัด โชญออี, ไข่มุกและหอยมุข,พิมพ์ครั้งที่สาม.
5. อายะตุลลอฮ์ มุรตะฎอ มุเฏาะฮารี, ประเด็นฮิญาบ,สำนักพิมพ์ศ้อดรอ.
6. มุฮซิน กิรออะตี, อาภรณ์สตรีในอิสลาม,พิมพ์ครั้งที่เก้า,สำนักพิมพ์นาศิร.
7. อายะตุลลอฮ์ ญะวาดี ออโมลี, สตรีในภาพลักษณ์แห่งความสง่าและความงาม,พิมพ์ครั้งที่สอง, สำนักพิมพ์ระญอ.
8. ฟัตฮียะฮ์ ฟัตตาฮีซอเดะฮ์, ฮิญาบในปริทรรศน์กุรอานและซุนนะฮ์, พิมพ์ครั้งที่สอง, สนง.เผยแผ่อิสลาม.



[1] ซูเราะฮ์นิซาอ์,1:

یا ایها الناس اتقوا ربکم الذی خلقکم من نفس واحدة و خلق منها زوجها و بث منهما رجالا کثیرا و نساء و اتقوا الله الذی تسالون به و الارحام ان الله کان علیکم رقیبا

[2] อัลมีซานฉบับแปล, เล่ม 2 หน้า 416.

[3] เช่น..วาญิบต้องปกปิดเอาเราะฮ์ ส่วนบริเวณอื่นของร่างกายก็จำเป็นต้องปิดเฉพาะในกรณีที่หากเพศตรงข้ามเห็นแล้วจะเกิดความไคร่ ยกเว้นบริเวณที่เปิดโดยปกติ(เช่นใบหน้าและศีรษะ). ปัญหาฟิกเกาะฮ์ใหม่, เล่ม 3,หน้า 227,228.

[4] มุรตะฎอ มุเฏาะฮะรี, รวมงานประพันธ์,เล่ม 19, หน้า 432.

[5] มุรตะฎอ มุเฏาะฮะรี, รวมงานประพันธ์,เล่ม 19, ภาคประเด็นฮิญาบ,การปกปิดเอาเราะฮ์.

[6] ดู: อ้างแล้ว, แตกต่างเล็กน้อย.

แปลคำถามภาษาต่างๆ
ความเห็น
จำนวนความเห็น 0
กรุณาป้อนค่า
ตัวอย่าง : Yourname@YourDomane.ext
กรุณาป้อนค่า
<< ลากฉัน
กรุณากรอกจำนวนที่ถูกต้องของ รหัสรักษาความปลอดภัย

หมวดหมู่

คำถามสุ่ม

  • เพราะเหตุใดอัลกุรอานจึงเป็นโองการ โองการ? และซูเราะฮฺใดจากซูเราะฮฺต่างๆ ที่ได้ประทานแก่นะบี (ซ็อลฯ) ในครั้งเดียว?
    11696 วิทยาการกุรอาน
    อัลกุรอานถูกประทานลงมาในสองลักษณะกล่าวคือ ลงมาคราวเดียวกัน และทยอยลงมา (เป็นโองการ โองการ และเป็นซูเราะฮฺ ซูเราะฮฺ) ขณะเดียวกันได้มีเหตุผลกล่าวไว้ถึงการทยอยประทานลงมา เช่น : 1.เพื่อสร้างความมั่นคงแก่จิตใจของนะบี 2.เพื่อความต่อเนื่องของวะฮฺยู และการทยอยประทานลงมานั้นได้สร้างความอบอุ่นใจแก่ท่านนะบี (ซ็อลฯ) และบรรดามุสลิมทั้งหลาย 3.เพื่อจะได้ทิ้งช่วงในการอ่านแก่ประชาชน เป็นการง่ายดายต่อการจดจำของพวกเขา สามารถคิดใคร่ครวญได้อย่างรอบคอบ และจดจำได้สะดวกขึ้น นอกจากนั้นยังให้ความรู้และการปฏิบัติตามใกล้ชิดมากยิ่งขึ้น และเนื่องจากว่ามีประเด็นเรื่องราวถูกกล่าวไว้ในอัลกุรอานมากมาย ด้วยเหตุนี้ จำเป็นต้องจัดแบ่งประเด็นเหล่านั้นให้เป็นหมวดหมู่ และหมวดหมู่เหล่านั้น ที่มีความเหมาะสมกันยังถูกจัดไว้ในหมวดเดียวกัน ซึ่งแยกไปจากหมวดอื่น ด้วยเหตุนี้เอง จึงเห็นว่าอัลกุรอานถูกจัดเป็นโองการๆ และเป็นบทแยกต่างหาก สิ่งจำเป็นต้องกล่าวถึงขอบข่าย การเริ่มต้น และสิ้นสุดของทุกโองการ ได้ถูกกระทำขึ้นตามคำสั่งของท่านนะบี (ซ็อลฯ) ซึ่งจำเป็นต้องยอมรับสิ่งนั้นโดยปริยาย แน่นอน อัลกุรอานบางบทอาจมีขนาดเล็ก ...
  • ถ้าหากมุมหนึ่งของพรหมเปื้อนนะญิส, การนมาซบนพรหมนั้นจะมีปัญหาหรือไม่ หรือเฉพาะบริเวณที่เปื้อนนะญิสเท่านั้นมีปัญหา? เสื้อเปื้อนเลือดและหลังจากซักออกแล้ว,ยังมีคราบสีเลือดตกค้างอยู่, สามารถใส่นมาซได้หรือไม่?
    15580 เฏาะฮาเราะฮ์
    1. หนึ่งในเงื่อนไขของสถานที่นมาซคือ ถ้าหากสถานที่นมาซนะญิส ในลักษณะที่ว่าความเปียกชื้นนั้นไม่ซึมเปียกเสื้อผ้า หรือร่างกาย, แต่บริเวณที่เอาหน้าผากลงซัจญฺดะฮฺนั้น, ถ้าหากนะญิสและถึงแม้ว่าจะแห้ง นมาซบาฏิล และอิฮฺติยาฏมุสตะฮับ สถานที่นมาซจะต้องไม่เปรอะเปื้อนนะญิส[1] ด้วยเหตุนี้, การนมาซบนพรหมที่เปื้อนนะญิสด้วยเงื่อนไขตามกล่าวมา จึงถือว่า ไม่เป็นไร. 2.ทุกสิ่งที่เปื้อนนะญิส ตราบที่นะญิสยังไม่ได้ถูกขจัดออกไปถือว่าไม่สะอาด. แต่ถ้ายังมีกลิ่น หรือสีนะญิสตกค้างอยู่ ถือว่าไม่เป็นไร. ฉะนั้น ถ้าหากซักรอยเลือดออกจากเสื้อแล้ว ตามขบวนการกำจัดนะญิส แต่ยังมีคราบสีเลือดหลงเหลืออยู่, ถือว่าสะอาด[2] ฉะนั้น, ถ้าเสื้อนะญิสเนื่องจากเปื้อนเลือด, และได้ซักแล้วตามขั้นตอน, แต่ยังมีคราบสีเลือดค้างอยู่ ถือว่าไม่เป็นไร และสามารถใส่เสื้อนั้นนมาซได้
  • มีรายงานจากอะฮฺลุลบัยตฺ (อ.) เกี่ยวกับผลบุญของการสาปแช่งบรรดาศัตรูบ้างไหม?
    3851 ดิรอยะตุลฮะดีซ
    มีรายงานจำนวนมากมายปรากฏในตำราฮะดีซของฝ่ายชีอะฮฺที่กล่าวเกี่ยวกับผลบุญของการสาปแช่งบรรดาศัตรูของอะฮฺลุลบัยตฺ (อ.) ท่านอิมามริฎอ (อ.) ได้กล่าวแก่ชะบีบบิน
  • ผมทำงานอยู่ในร้านค้าแห่งหนึ่ง วันหนึ่งเจ้าของร้านตัดสินใจไล่ผมออกจากงาน แต่ไม่ได้จ่ายค่าจ้างที่เหลือให้ผม อนุญาตหรือไม่ที่จะหยิบฉวยของในร้านหรือทรัพย์สินของเขาทดแทนค่าจ้างที่เขายังไม่ได้จ่ายให้ผม ?
    3193 สิทธิและกฎหมาย
    คำถามของคุณได้ถูกส่งไปยังสำนักงานมัรญะอ์ตักลีดหลายท่านแล้วและได้คำตอบมาดังนี้ท่านอายาตุลลอฮ์อัลอุซมาคอเมเนอี“การกระทำในลักษณะตอบโต้ลูกหนี้จะเป็นที่อนุมัติก็ต่อเมื่อลูกหนี้อ้างโดยมิชอบว่าตนไม่ได้เป็นหนี้หรือขัดขืนไม่ยอมจ่ายหนี้โดยไม่มีทางอื่นที่จะทวงหนี้ได้นอกจากวิธีนี้แต่หากนอกเหนือจากนี้แล้วการที่จะยึดและใช้ประโยชน์ในทรัพย์สินของเขาโดยไม่ได้รับอนุญาตถือว่าไม่เป็นที่อนุมัติ”ท่านอายาตุลลอฮ์อัลอุซมาซีซตานี“หากเขาเป็นหนี้เราและไม่ยอมจ่ายหนี้ในกรณีที่เขายอมรับว่าเขาเป็นหนี้เราสามารถชดเชยสิ่งนี้ด้วยการริบทรัพย์สินของเขาที่พบเห็น”ท่านอายาตุลลอฮ์อัลอุซมามะการิมชีรอซี“เราไม่ทราบถึงเรื่องส่วนตัวดังกล่าวแต่โดยทั่วไปแล้วหากผู้ใดลิดรอนสิทธิผู้อื่น
  • ถูกต้องไหม ขณะที่ท่านอิมามอะลี (อ.) ถูกฟันศีรษะขณะนมาซซุบฮฺ,อิมามฮะซันและอิมามฮุซัยนฺ มิได้อยู่ด้วย?
    5604 تاريخ بزرگان
    รายงานเกี่ยวกับการถูกฟันของท่านอิมามอะลี (อ.) ซึ่งขณะนั้นท่านอิมามฮะซันและอิมามฮุซัยนฺ (อ.) ร่วมอยู่ด้วยนั้นมีจำนวนมากด้วยเหตุนี้เองจึงมีความเป็นไปได้หลายกรณีเกี่ยวกับประเด็นที่กำลังวิภาษกันอยู่กล่าวคือ:1.
  • อัลกุรอานและรายงานกล่าวถึงหรือนำเสนอเรื่องราวของเคฎ (อ.) ไว้บ้างหรือเปล่า?
    6005 پیامبران و کتابهای آسمانی
    อัลกุรอาน มิได้กล่าวถึงนามของ ท่านเคฎ ไว้อย่างตรงไปตรงมา แต่กล่าวในฐานะของ "عَبْداً مِنْ عِبادِنا آتَيْناهُ رَحْمَةً مِنْ عِنْدِنا وَ عَلَّمْناهُ مِنْ لَدُنَّا عِلْماً" “แล้วทั้งสองได้พบบ่าวคนหนึ่งจากปวงบ่าวของเรา ที่เราได้ประทานความเมตตาจากเราให้แก่เขา และเราได้สอนความรู้จากเราให้แก่เขา”[i] โองการสาธยายถึงฐานะภาพความเป็นบ่าว และความรู้อันเฉพาะของเขา,และอยู่ในฐานะของครูของมูซา บิน อิมรอน ซึ่งรายงานจำนวนมากมายกล่าวแนะนำถึงชายผู้มีความรู้นี้คือ เคฎ นั่นเอง เขาเป็นหนึ่งในผู้มีความรู้ และได้รับความโปรดโปรานอันเฉพาะจากพระผู้อภิบาล นอกจากนั้นท่านยังล่วงรู้ในระบบกฎเกณฑ์การสร้างสรรค์โลก ความเร้นลับบางประการ และในด้านหนึ่งเป็นครูของศาสดามูซา บิน อิมรอน แม้ว่ามูซาจะมีความรู้เหนือพวกเขาอยู่หลายด้านก็ตาม บางส่วนของรายงาน และคำอรรถาธิบายโองการอัลกุรอาน เข้าใจได้ว่าเขามีฐานะเป็นนะบี และเป็นหนึ่งในศาสดาที่ถูกส่งมา ซึ่งอัลลอฮฺ ทรงแต่งตั้งเขาขึ้นเพื่อประชาชาติของเขา เพื่อเชิญชวนพวกเขาไปสู่การเคารพภักดีพระเจ้าองค์เดียว การเป็นศาสดา ...
  • เพราะเหตุใดอัลลอฮฺ (ซบ.) จึงทรงสร้างชัยฏอน?
    7007 เทววิทยาดั้งเดิม
    ประการแรก: บทบาทของชัยฏอนในการทำให้มนุษย์หลงผิดและหลงทางออกไปนั้นอยู่ในขอบข่ายของการเชิญชวนประการที่สอง : ความสมบูรณ์นั้นจะอยู่ท่ามกลางการต่อต้านและสิ่งตรงกันข้ามด้วยเหตุผลนี้เองการสร้างสรรพสิ่งเช่นนี้ขึ้นมาในระบบที่ดีงามมิได้เป็นสิ่งไร้สาระและไร้ความหมายแต่อย่างใดทว่าถูกนับว่าเป็นรูปโฉมหนึ่งจากความเมตตาและความดีของพระเจ้า ...
  • เกี่ยวกับวิลายะฮฺที่มีเหนือมุอฺมิน ซึ่งอยู่ในอำนาจของอะอิมมะฮฺ, ท่านมีทัศนะอย่างไร?
    3768 دانش، مقام و توانایی های معصومان
    คำตอบของท่านอายะตุลลอฮฺ มะฮฺดี ฮาดะวี เตหะรานนี (ขออัลลอฮฺทรงคุ้มครอง) มีรายละเอียดดังนี้ :บรรดาอิมามมะอฺซูม (อ.) มีวิลายะฮฺทั้งวิลายะฮฺตักวีนีและตัชรีอียฺเหนือบรรดาผู้ศรัทธาทั้งหลาย แต่การปฏิบัติวิลายะฮฺขึ้นอยู่กับความเหมาะสม ...
  • ฮะดีษนี้เศาะฮี้ห์หรือไม่? รายงานจากอิมามญะฟัร(อ.)ว่า "ก่อนท่านนบี(ซ.ล.)จะนอน ท่านจะแนบใบหน้าที่หว่างอกของท่านหญิงฟาฏิมะฮ์(อ.)เสมอ" (บิฮารุลอันว้าร,เล่ม 43,หน้า 78)
    5266 ดิรอยะตุลฮะดีซ
    ฮะดีษแบ่งออกเป็นสองประเภท ก.กลุ่มฮะดีษที่มีสายรายงานที่เชื่อถือได้แข็งแรงและเศาะฮี้ห์ ขกลุ่มฮะดีษที่มีสายรายงานที่ไม่น่าเชื่อถืออ่อนแอและไม่เป็นที่รู้จัก.ฮะดีษที่ยกมานั้นหนังสือบิฮารุลอันว้ารอ้างอิงจากหนังสือมะนากิ้บของอิบนิชะฮ์รอชู้บแต่เนื่องจากไม่มีสายรายงานที่ชัดเจนจึงจัดอยู่ในกลุ่มฮะดีษที่ไม่น่าเชื่อถือแต่สมมติว่าฮะดีษดังกล่าวเศาะฮี้ห์
  • บุคคลย้ำคิดย้ำทำที่ได้รับการอนุโลม ถามว่าได้รับการอนุโลมข้อสงสัยทุกประเภทหรือไม่?
    6417 สิทธิและกฎหมาย
    ตามหลัก “لاشکّلکثیرالشک”แล้ว ผู้ที่ชอบย้ำคิดย้ำทำ(ช่างสงสัย) ไม่ควรให้ความสำคัญแก่การสงสัยของตน อุละมาส่วนใหญ่เชื่อว่าหลักการนี้มิได้จำกัดเฉพาะกรณีการนมาซเท่านั้น แต่ยังรวมถึงอะมั้ลที่กระทำก่อนนมาซ อาทิเช่น การอาบน้ำนมาซ, ฆุสุลและตะยัมมุม, อีกทั้งรวมไปถึงชุดอิบาดะฮ์อย่างเช่นการทำฮัจย์ และครอบคลุมถึงการทำธุรกรรม และประเด็นความศรัทธาด้วย อุละมายกหลักฐานสนับสนุนทัศนะของตนอันได้แก่ หลักการ لا

เนื้อหาที่มีผู้อ่านมากที่สุด

  • อะไรคือหน้าที่ๆภรรยาพึงปฏิบัติต่อสามีบ้าง?
    52263 สิทธิและกฎหมาย
    ความมั่นคงของชีวิตคู่ขึ้นอยู่กับความรักความผูกพัน ความเข้าใจ การให้เกียรติและเคารพสิทธิของกันและกัน และเพื่อที่สถาบันครอบครัวจะยังคงมั่นคงเป็นปึกแผ่น อิสลามจึงได้ระบุถึงสิทธิของทั้งภรรยาและสามี ขณะเดียวกันก็ได้กำหนดหน้าที่สำหรับทั้งสองฝ่ายไว้ด้วย เนื่องจากเมื่ออัลลอฮ์ประทานสิทธิ ก็มักจะกำหนดหน้าที่กำกับไว้ด้วยเสมอ ข้อเขียนนี้จะนำเสนอหน้าที่ทางศาสนาบางส่วนที่ภรรยาพึงปฏิบัติต่อสามีดังต่อไปนี้:1. ...
  • ดุอาใดบ้างที่ทำให้ได้รับพรเร็วที่สุด?
    50161 จริยธรรมปฏิบัติ
    มีดุอาที่รายงานจากอิมาม(อ.)หลายบทที่กล่าวขานกันว่าเห็นผลตอบรับอย่างรวดเร็ว แต่เนื่องจากไม่สามารถนำเสนอเนื้อหาดุอาทั้งหมด ณ ที่นี้ได้ จึงขอกล่าวเพียงชื่อดุอาที่มีความสำคัญเป็นพิเศษดังต่อไปนี้1. ดุอาตะวัซซุ้ล2. ดุอาฟะร็อจ
  • กรุณานำเสนอบทดุอาเพื่อให้ได้พบคู่ครองที่เหมาะสมและเปี่ยมด้วยตักวา
    36907 จริยธรรมปฏิบัติ
    ทุกสิ่งทุกอย่างย่อมมีปัจจัยและเงื่อนไขจำเพาะตามที่พระเจ้าทรงกำหนดหากเราประสงค์สิ่งใดย่อมต้องเริ่มจากการตระเตรียมปัจจัยและเงื่อนไขเสียก่อนปัจจัยของการแต่งงานคือการเสาะหาและศึกษาอย่างละเอียดทว่าเพื่อความสัมฤทธิ์ผลในการดังกล่าวจำเป็นต้องขอความช่วยเหลือจากอัลลอฮ์เพื่อทรงชี้นำการตัดสินใจและความพยายามของเราให้บรรลุดังใจหมาย.การอ่านบทดุอาต่างๆที่รายงานจากบรรดาอิมาม(อ)ต้องควบคู่กับความพยายามศึกษาและเสาะหาคู่ครองอย่างถี่ถ้วน. หนึ่งในดุอาที่เกี่ยวกับเรื่องนี้โดยเฉพาะก็คือรายงานที่ตกทอดมาจากท่านอลี(อ)ดังต่อไปนี้: “ผู้ใดประสงค์จะมีคู่ครอง
  • ครูบาอาจารย์และลูกศิษย์(นักเรียนนักศึกษา)มีหน้าที่ต่อกันอย่างไร?
    34072 จริยธรรมปฏิบัติ
    ผู้สอนและผู้เรียนมีหน้าที่ต่อกันหลายประการด้วยกันซึ่งสามารถจำแนกออกเป็นสองส่วนก. หน้าที่ที่ผู้สอนมีต่อผู้เรียนอันประกอบด้วยหน้าที่ทางจริยธรรมการอบรมและวิชาการ ข. หน้าที่ที่ผู้เรียนมีต่อผู้สอนอาทิเช่นการให้เกียรติครูบาอาจารย์ยกย่องวิทยฐานะของท่านนอบน้อมถ่อมตน ...ฯลฯ ...
  • ด้วยเหตุผลอันใดที่ต้องกล่าว อะอูซุบิลลาฮิ มินัชชัยฏอน นิรเราะญีม ก่อน บิซมิลลาฮิรเราะฮฺมานนิรเราะฮีม?
    30130 วิทยาการกุรอาน
    หนึ่งในมารยาทของการอ่านอัลกุรอาน ซึ่งมีกล่าวไว้ในอัลกุรอาน และรายงานฮะดีซคือ การกล่าว อะอูซุบิลลาฮิ มินัชชัยฏอน นิรเราะญีม ก่อนที่จะเริ่มอ่านอัลกุรอาน หรือแม้แต่ให้กล่าวก่อนที่จะกล่าว บิซมิลลาฮิรเราะฮฺมานนิรเราะฮีม เสียด้วยซ้ำไป ด้วยเหตุผลที่ว่า บิซมิลลาฮิรเราะฮฺมานนิรเราะฮีม นั้นเป็นส่วนหนึ่งของอัลกุรอาน อย่างไรก็ตามการขอความคุ้มครองจากอัลลอฮฺ มิใช่แค่เป็นเพียงคำพูดเท่านั้น ทว่าสิ่งนี้จะต้องฝังลึกอยู่ภายในจิตวิญญาณของเรา ซึ่งต้องสำนึกสิ่งนี้อยู่เสมอตลอดการอ่านอัลกุรอาน ...
  • ก่อนการสร้างนบีอาดัม(อ) เคยมีการแต่งตั้งญินให้เป็นศาสนทูตสำหรับฝ่ายญินหรือไม่?
    28778 เทววิทยาดั้งเดิม
    อัลกุรอานยืนยันการมีอยู่ของเหล่าญินรวมทั้งได้อธิบายคุณลักษณะบางประการไว้ถึงแม้ว่าข้อมูลของเราเกี่ยวกับโลกของญินจะค่อนข้างจำกัดแต่เราสามารถพิสูจน์ว่าเหล่าญินเคยมีศาสนทูตที่เป็นญินก่อนการสร้างนบีอาดัมโดยอาศัยเหตุผลต่อไปนี้:1. เหล่าญินล้วนมีหน้าที่ทางศาสนาเฉกเช่นมนุษย์เราแน่นอนว่าหน้าที่ทางศาสนาย่อมเป็นผลต่อเนื่องจากการสั่งสอนศาสนาด้วยเหตุนี้จึงมั่นใจได้ว่าอัลลอฮ์ทรงเคยแต่งตั้งศาสนทูตสำหรับกลุ่มชนญินเพื่อการนี้2. เหล่าญินล้วนต้องเข้าสู่กระบวนการพิพากษาในวันกิยามะฮ์เฉกเช่นมนุษย์เราซึ่งโดยทั่วไปแล้วก่อนกระบวนการพิพากษาทุกกรณีจะต้องมีการชี้แจงข้อกฏหมายจนหมดข้อสงสัยเสียก่อนและการชี้แจงให้หมดข้อสงสัยคือหน้าที่ของบรรดาศาสนทูตนั่นเอง
  • เนื่องจากอัลลอฮฺทรงรอบรู้เหนือโลกและจักรวาล ฉะนั้น วัตถุประสงค์การทดสอบของอัลลอฮฺคืออะไร?
    24120 เทววิทยาดั้งเดิม
    ดังที่ปรากฏในคำถามว่าการทดสอบของอัลลอฮฺไม่ได้เพื่อการค้นหาสิ่งที่ยังไม่รู้เนื่องจากอัลลอฮฺ (ซบ.) ทรงปรีชาญาณเหนือทุกสรรพสิ่งแต่อัลกุรอานหลายโองการและรายงานที่ตกมาถึงมือเรากล่าวว่าการทดสอบเป็นแบบฉบับหนึ่งและเป็นกฎเกณฑ์ของพระเจ้าที่วางอยู่บนแบบฉบับอื่นๆอันได้แก่การอบบรมสั่งสอนการชี้นำโดยรวมของพระเจ้าอัลลอฮฺ
  • ปีศาจ (ซาตาน) มาจากหมู่มะลาอิกะฮฺหรือญิน ?
    22841 การตีความ (ตัฟซีร)
    เกี่ยวกับคำถามที่ว่าชัยฎอนเป็นมะลาอิกะฮฺหรือญินมีมุมมองและทัศนะแตกต่างกันแหล่งที่มาของความขัดแย้งนี้เกิดจากเรื่องราวการสร้างนบีอาดัม (อ.) เนื่องจากเป็นคำสั่งของพระเจ้ามวลมะลาอิกะฮ์ทั้งหลายจึงได้กราบสุญูดอาดัมแต่ซาตานไม่ได้ก้มกราบบางคนกล่าวว่าชัยฎอน (อิบลิส) เป็นมะลาอิกะฮฺ, โดยอ้างเหตุผลว่าเนื่องจากโองการอัลกุรอานกล่าวละเว้น, อิบลิสไว้ในหมู่ของมะลาอิกะฮฺ (มะลาอิกะฮ์ทั้งหมดลดลงกราบยกเว้นอิบลิส) ดังนั้นอิบลิส
  • อายะฮ์ إِذا مَا اتَّقَوْا وَ آمَنُوا وَ عَمِلُوا الصَّالِحاتِ ثُمَّ اتَّقَوْا وَ آمَنُوا ثُمَّ اتَّقَوْا وَ أَحْسَنُوا وَ اللَّهُ یُحِبُّ الْمُحْسِنین การกล่าวซ้ำดังกล่าวมีจุดประสงค์ใด?
    22197 การตีความ (ตัฟซีร)
    ในแวดวงวิชาการมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องการย้ำคำว่าตักวาในโองการข้างต้นบ้างเชื่อว่ามีจุดประสงค์เพื่อให้เล็งเห็นความสำคัญของประเด็นเกี่ยวกับตักวาอีหม่านและอะมั้ลที่ศอลิห์
  • เมื่ออัลลอฮฺ มิทรงสร้างสรรพสิ่งทั้งหลายจากสิ่งใดทั้งหมด, หมายความว่าอำนาจของพระองค์ได้ถ่ายโอนไปสู่วัตถุปัจจัยกระนั้นหรือ?
    21432 รหัสยทฤษฎี
    ใช่แล้ว การสร้างจากสิ่งไม่มีตัวตนมีความหมายตามกล่าวมา, เนื่องจากคำว่า ไม่มีตัวตน คือไม่มีอยู่ก่อนจนกระทั่งอัลลอฮฺ ทรงสร้างสิ่งนั้นขึ้นมา รายงานฮะดีซก็กล่าวถึงประเด็นนี้ไว้เช่นกันว่า อำนาจสัมบูรณ์ของพระเจ้า มีความเป็นหนึ่งเดียวกันกับคุณลักษณะอื่นของพระองค์ ซึ่งเกินเลยอำนาจความรอบรู้ของมนุษย์ เนื่องจากสรรพสิ่งถูกสร้างทั้งหลายได้ถูกสร้างขึ้นมา จากสิ่งไม่มี ซึ่งตามความเป็นจริงแล้วสรรพสิ่งถูกสร้างทั้งหลาย เปรียบเสมือนภาพที่ถ่ายโอนอำนาจสัมบูรณ์ของพระเจ้า เราเรียกนิยามนี้ว่า “การสะท้อนภาพ”[1]ซึ่งในรายงานฮะดีซได้ใช้คำว่า “การเกิดขึ้นของคุณลักษณะ” : อัลลอฮฺ (ซบ.) ทรงเป็นพระผู้อภิบาลของเราที่มีความเป็นนิรันดร์ ความรอบรู้คือ อาตมันของพระองค์ ขณะที่ไม่มีความรอบรู้อันใด การได้ยินคืออาตมันของพระองค์ ขณะที่ไม่มีการได้ยินใดๆ การมองเห็นคือ อาตมันของพระองค์ ขณะที่ไม่มีการมองเห็นอันใด อำนาจคืออาตมันของพระองค์ ขณะที่ไม่มีอำนาจอันใด และเนื่องจากพระองค์คือ ผู้ทรงสร้างสรรพสิ่งทั้งหลาย ทำให้สิ่งเหล่านั้นมีและเป็นไป ความรู้ของพระองค์ได้ปรากฏบนสิ่งถูกรู้จักทั้งหลาย การได้ยิน ได้ปรากฏบนสิ่งที่ได้ยินทั้งหลาย การมองเห็นได้ปรากฏบนสิ่งมองเห็น และอำนาจของพระองค์ ...