การค้นหาขั้นสูง
ผู้เยี่ยมชม
16594
อัปเดตเกี่ยวกับ: 2550/10/13
 
รหัสในเว็บไซต์ fa1609 รหัสสำเนา 28161
คำถามอย่างย่อ
เพราะเหตุใดอัลกุรอานจึงเป็นโองการ โองการ? และซูเราะฮฺใดจากซูเราะฮฺต่างๆ ที่ได้ประทานแก่นะบี (ซ็อลฯ) ในครั้งเดียว?
คำถาม
สาเหตุที่อัลกุรอานแบ่งเป็นโองการ โองการคืออะไร? และมีกี่ซูเราะฮฺที่ได้ประทานแยกลงมาแก่นะบี (ซ็อลฯ)
คำตอบโดยสังเขป

อัลกุรอานถูกประทานลงมาในสองลักษณะกล่าวคือ ลงมาคราวเดียวกัน และทยอยลงมา (เป็นโองการ โองการ และเป็นซูเราะฮฺ ซูเราะฮฺ) ขณะเดียวกันได้มีเหตุผลกล่าวไว้ถึงการทยอยประทานลงมา เช่น :

1.เพื่อสร้างความมั่นคงแก่จิตใจของนะบี

2.เพื่อความต่อเนื่องของวะฮฺยู และการทยอยประทานลงมานั้นได้สร้างความอบอุ่นใจแก่ท่านนะบี (ซ็อลฯ) และบรรดามุสลิมทั้งหลาย

3.เพื่อจะได้ทิ้งช่วงในการอ่านแก่ประชาชน เป็นการง่ายดายต่อการจดจำของพวกเขา สามารถคิดใคร่ครวญได้อย่างรอบคอบ และจดจำได้สะดวกขึ้น นอกจากนั้นยังให้ความรู้และการปฏิบัติตามใกล้ชิดมากยิ่งขึ้น

และเนื่องจากว่ามีประเด็นเรื่องราวถูกกล่าวไว้ในอัลกุรอานมากมาย ด้วยเหตุนี้ จำเป็นต้องจัดแบ่งประเด็นเหล่านั้นให้เป็นหมวดหมู่ และหมวดหมู่เหล่านั้น ที่มีความเหมาะสมกันยังถูกจัดไว้ในหมวดเดียวกัน ซึ่งแยกไปจากหมวดอื่น ด้วยเหตุนี้เอง จึงเห็นว่าอัลกุรอานถูกจัดเป็นโองการๆ และเป็นบทแยกต่างหาก

สิ่งจำเป็นต้องกล่าวถึงขอบข่าย การเริ่มต้น และสิ้นสุดของทุกโองการ ได้ถูกกระทำขึ้นตามคำสั่งของท่านนะบี (ซ็อลฯ) ซึ่งจำเป็นต้องยอมรับสิ่งนั้นโดยปริยาย แน่นอน อัลกุรอานบางบทอาจมีขนาดเล็ก และถูกประทานลงมาในคราวเดียวกันทั้งหมด ซึ่งจะอธิบายรายละเอียดต่อไปในคำตอบโดยละเอียด

คำตอบเชิงรายละเอียด

มิต้องสงสัยเลยว่า อัลกุรอานได้ถูกทยอยประทานลงมาแก่ท่านศาสดา (ซ็อลฯ) ตลอดระยะเวลาภายใน 23 ปี อีกด้านหนึ่งเรากล่าวว่า : “อัลกุรอานได้ถูกประทานลงมาในเดือนรอมฎอนในคืนเดียว”[1] โองการอธิบายให้เห็นว่า อัลกุรอานได้ถูกประทานลงมาในเดือนรอมฎอน ทำนองเดียวกันบางโองการกล่าวว่า "إِنَّا أَنْزَلْناهُ فِي لَيْلَةِ الْقَدْرِ"[2] และโองการที่กล่าวว่า

 "إِنَّا أَنْزَلْناهُ فِي لَيْلَةٍ مُبارَكَةٍ"[3] แสดงให้เห็นว่าอัลกุรอาน ได้ถูกประทานลงมาทั้งหมดภายในคืนเดียวกัน ดังนั้น เมื่อเปรียเทียบกันทั้งสามโองการ ทำให้ประจักษ์ชัดว่า และคืนนั้น คือคืนหนึ่งในเดือนรอมฎอน

รายงานฮะดีซบางบทได้กล่าวเน้นย้ำถึงประเด็นนี้ว่า อัลกุรอาน ได้ถูกประทานลงมาในสองลักษณะ กล่าวคือ :

ฮัฟซ์ บิน ฆิยาษ เล่าว่า เขาได้ถามท่านอิมามญะอฺฟัร อัซซอดิก (อ.) ว่า การที่อัลลอฮฺ (ซบ.) ตรัสไว้ในโองการหนึ่งว่า : شَهْرُ رَمَضانَ الَّذِي أُنْزِلَ فِيهِ الْقُرْآنُ เดือนรอมฎอนเป็นเดือนแห่งการประทานกุรอาน ขณะที่อัลกุรอาน ได้ถูกทยอยประทานลงมาตั้งแต่แรก จนจบภายในระยะเวลา 23 ปีนั้นหมายถึงอะไร? กล่าวว่า  : อัลกุรอานได้ถูกประทานลงมาในคราวเดียวกันทั้งหมด ภายในเดือนรอมฎอน ณ บัยตุลมะอฺมูร หลังจากนั้นได้ทยอยประทานลงมาภายในระยะเวลา 23 ปี[4] ขณะที่รายงานจากฝ่ายอะฮฺลิซซุนนะฮฺ กล่าวถึง บัยตุลอิซซะฮฺ แทนคำว่าบัยตุลมะอฺมูร

ตัฟซีรซอฟียฺ บทนำที่เก้าอธิบายว่า บัยตุลมะอฺมูร หมายถึงหัวใจของท่านศาสดา (ซ็อลฯ) : ประหนึ่งว่าวัตถุประสงค์คือ การประทานอัลกุรอานลงมาที่หัวใจของท่านศาสดา (ซ็อลฯ) ดังที่อัลลอฮฺ ตรัสไว้อีกที่หนึ่งว่า "نَزَلَ بِهِ الرُّوحُ الْأَمِينُ عَلى‏ قَلْبِكَ" ได้ประทานรูฮุลอามีนลงมายังหัวใจของเขา โดยทยอยประทานออกจากหัวใจของเขา ไปสู่คำพูดภายในระยะเวลา 23 ปี เวลานั้น ญิบรออีลจะลงมาเพื่ออ่านวะฮฺยูเป็นคำแก่เขา

ส่วนสาเหตุของการทยอยประทานลงมา :

ในสมัยของท่านศาสดา (ซ็อลฯ) ทุกครั้งที่มีเหตุการณ์เกิดขึ้น หรือมุสลิมประสบกับชะตากรรมและปัญหา หรือในการติดต่อระหว่างกัน หรือเพื่อขจัดอุปสรรคปัญหา หรือเพื่อต้องการตอบข้อสงสัยและคำถามต่างๆ ที่ได้ถูกตั้งขึ้นในสมัยนั้น โองการกลุ่มหนึ่งหรืออัลกุรอานบางบทจึงได้ถูกประทานลงมา

ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นก่อนการประทานโองการลงมา โดยทั่วไปเรียกว่า สาเหตุแห่งการประทานลงมา ซึ่งการรู้จักถึงสาเหตุของการประทานลงมาก่อน จะช่วยสร้างความเข้าใจอันลึกซึ้งต่อโองการเหล่านั้นได้เป็นอย่างดี

ดังนั้นตลอดระยะเวลา 23 ปี ทั้งก่อนและหลังการอพยพของท่านศาสดา (ซ็อลฯ) อัลกุรอานจึงได้ถูกทยอยประทานลงมา ตามเหตุการณ์ และความเหมาะสม ซึ่งการประทานลงมาลักษณะนี้ บางครั้งก็เป็นโองการๆ และบางครั้งก็เป็นทั้งซูเราะฮฺ จนกระทั้งถึงวาระสุดท้ายแห่งชีวิตอันจำเริญของท่านศาสดา (ซ็อลฯ) หลังจากโองการต่างๆ ที่ถูกประทานลงมา ได้ถูกรวบรวมขึ้นเป็น อัลกุรอาน

การประทานลงมาในลักษณะนี้ ถือเป็นคุณลักษณะพิเศษประการหนึ่งของอัลกุรอาน ที่แตกต่างไปจากคัมภีร์แห่งฟากฟ้าฉบับอื่นๆ เนื่องจากคัมภีร์ ซุฮุฟ ของศาสดาอิบรอฮีม และอัลวาฮฺ ของมูซา (อ.) ได้ประทานลงมาในคราวเดียวกันทั้งหมด ด้วยเหตุนี้เอง จึงกลายเป็นที่โจมตีของบรรดามุชริกีน อัลกุรอานกล่าวว่า : บรรดาผู้ปฏิเสธกล่าวว่า ทำไมอัลกุรอานจึงไม่ถูกประทานลงมาแก่เขาครั้งเดียวกันทั้งหมด? ได้มีคำตอบแก่พวกเขาว่า “เช่นนั้นแหละ เพื่อเราจะทำให้หัวใจของเจ้ามั่นคงหนักแน่น (ด้วยเหตุนี้) เราจึงได้ทยอยอ่านแก่เจ้า”[5] บางที่พระองค์ตรัสว่า “อัลกุรอาน (โองการ) นี้ เราได้แยกไว้อย่างชัดเจน เพื่อเจ้าจะได้อ่านแก่มนุษย์อย่างช้าๆ และเราได้ทยอยประทานลงมาเป็นขั้นตอน”[6] อัลลามะฮฺ เฏาะบาเฏาะบาอียฺ (รฮ.) อธิบายไว้ในตัฟซีร อัลมีซานถึงประเด็นที่มีค่าอย่างยิ่งว่า : โองการเหล่านี้ นอกจากบริบทแล้วยังได้ครอบคลุมความรู้ทั้งหมดของอัลกุรอาน ซึ่งความรู้เหล่านั้นอยู่ ณ อัลลอฮฺ ในรูปของคำและประโยค ซึ่งนอกจากการทยอยประทานลงมาแล้ว มนุษย์จะไม่เข้าใจความหมาย, ด้วยเหตุนี้ พระองค์จึงต้องทยอยประทานลงมา อันเป็นคุณลักษณะพิเศษอันเฉพาะสำหรับโลกนี้ เพื่อประชาชนจะได้สามารถทำความเข้าใจ และคบคิดสิ่งนั้น อีกทั้งยังสะดวกต่อการท่องจำ ฉะนั้นตามที่กล่าวมา โองการข้างต้นจึงให้ความหมายดังกล่าวได้อย่างเหมาะสม

« إِنَّا جَعَلْناهُ قُرْآناً عَرَبِيًّا لَعَلَّكُمْ تَعْقِلُونَ وَ إِنَّهُ في‏ أُمِّ الْكِتابِ لَدَيْنا لَعَلِيٌّ حَكيم‏ »[7]

แท้จริง เราได้ประทานคัมภีร์เป็นกุรอานภาษาอาหรับ เพื่อพวกเจ้าจะได้ใช้สติปัญญา แท้จริงอัลกุรอาน อยู่ในแม่บทแห่งคัมภีร์ ณ ที่เรา คือสูงส่งพรั่งพร้อมด้วยวิทยา สิ่งที่กำลังกล่าวถึงคือ วิทยปัญญาของการทยอยประทานลงมาของอัลกุรอาน และความใกล้ชิดระหว่างวิทยปัญญาและการปฏิบัติตามอัลกุรอาน กับการได้รับศักยภาพทั้งหมด[8] ในความก้าวหน้าของประชาชาติ การประทานอัลกุรอาน โดยทยอยลงมาเป็นบทๆ หรือเป็นโองการ ก็เพื่อให้ประศักยภาพทั้งหมดของประชาชน เกิดความก้าวหน้า และพัฒนาด้านวิชาการอันเป็นหลักของความศรัทธา และบทบัญญัติซึ่งถือเป็นหลักในการปฏิบัติ โดยมุ่งเน้นที่ความเหมาะสมและความพอดีสำหรับปวงมนุษย์ และสิ่งนี้ก็คือ ความใกล้ชิดกันระหว่างวิทยปัญญาของอัลกุรอาน กับการปฏิบัติ เพื่อให้มนุษย์ไม่เกิดความเบื่อหน่ายในการศึกษาวิชาการ และบทบัญญัติ เขาจะได้รับวิชาการติดต่อกันอันต่ออัน เพื่อว่าจะได้ไม่ประสบปัญหาเฉกเช่นคัมภีร์เตารอต ที่ได้ประทานลงมาในคราวเดียวกัน อันเป็นสาเหตุทำให้ชาวยิวไม่มีการพัฒนาด้านวิชาการ จนกระทั่งว่าถ้าหากอัลลอฮฺ ไม่นำภูเขาชูขึ้นเหนือศีรษะพวกเขา พวกเขาก็ไม่พร้อมที่จะยอมรับความจริง”[9]

ในทำนองเดียวกันสามารถเข้าใจได้จากอัลกุรอาน ถึงวิทยปัญญาของการทยอยประทานอัลกุรอานลงมา เพื่อให้ท่านศาสดา (ซ็อลฯ) และบรรดามุสลิมมีความรู้สึกว่า ตนได้ร่วมอยู่ในความการุณย์ของพระผู้อภิบาลเสมอ และพวกเขามีความสัมพันธ์กับอัลลอฮฺอย่างแนบแน่น ดังนั้น การที่อัลกุรอานถูกประทานลงมาอย่างต่อเนื่อง สร้างความอบอุ่นและความมั่นใจ ให้เกิดแก่จิตใจของพวกเขา[10]

ดังนั้น การประทานอัลกุรอานในช่วงเวลาต่างๆ และตามความเหมาะสม และรวมรวมขึ้นเป็นบทต่างๆ ในรูปแบบของคัมภีร์ ซึ่งเรียกว่า “กุรอาน” จำนวนโองการต่างๆ ในแต่ละบทนั้นถือว่าเป็นคำสั่งที่เป็นการกำหนดไว้แล้ว โดยเริ่มต้นจากบทที่เล็กที่สุด (บทเกาษัร ซึ่งมีอยู่ 3 โองการ) จนถึงบทที่ใหญ่ที่สุด (บทบะเกาะเราะฮฺมีทั้งสิ้น 286 โองการ) ซึ่งการรวบรวมโองการและบทนั้น ได้รับคำสั่งอันเฉพาะจากท่านศาสดา (ซ็อลฯ) และดำรงอยู่จนถึงปัจจุบันโดยปราศจากการยุ่งเกี่ยว ซึ่งเป็นคำสั่งอันเร้นลับซ่อนอยู่ในนั้น ซึ่งเกี่ยวข้องกับปาฏิหาริย์ของอัลกุรอาน และมีความเหมาะสมกับโองการเหล่านั้น[11]

ในทำนองเดียวกันเกี่ยวกับวิธีการจัดวางบท จากโองการต่างๆ จำเป็นต้องกล่าวว่า : การเรียบเรียง, ความเป็นระบบและจำนวนโองการในบทต่างๆ ได้ถูกรวบรวมขึ้นในสมัยของท่านศาสดา (ซ็อลฯ) โดยปฏิบัติไปตามคำสั่งของท่าน อันถือว่าเป็นการกำหนด ซึ่งจำเป็นต้องยอมรับและต้องอ่านไปตามนั้น ในแต่ละบทจะมีบิสมิลลาฮฺ ถูกประทานลงมาตอนต้นของทุกๆ บท และโองการต่างๆ ได้ถูกบันทึกเรียงไว้ตามวาระของการประทานลงมา จนกระทั่งบิสมิลลาฮฺ ถูกประทานลงมาเท่ากับบทใหม่ได้เริ่มต้นแล้ว และนี่เป็นระเบียบทางธรรมชาติของโองการ บางครั้งก็เกิดสิ่งที่ขัดกับธรรมชาติ โดยท่านศาสดา (ซ็อลฯ) ได้รับการบ่งชี้จากญิบรออีล เพื่อว่าให้โองการนั้นขัดกับธรรมชาติของความเป็นระเบียบ ในบทอื่น เช่น โองการที่กล่าวว่า [12]« وَ اتَّقُوا يَوْماً تُرْجَعُونَ فيهِ إِلَى اللَّهِ ثُمَّ تُوَفَّى كُلُّ نَفْسٍ ما كَسَبَتْ وَ هُمْ لا يُظْلَمُونَ»  ซึ่งกล่าวว่าเป็นโองการสุดท้ายที่ถูกประทานลงมา แต่ท่านศาสดา (ซ็อลฯ) ได้สั่งให้เอาโองการดังกล่าววางไว้ระหว่างโองการที่กล่าวถึง ดอกเบี้ย และโองการที่กล่าวถึง ดีน ในบทบะเกาะเราะฮฺ โองการที่ 281

ด้วยเหตุนี้ การบันทึกโองการต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นไปตามระเบียบของธรรมชาติ หรือเป็นไปตามกำหนดด้วยคำสั่งของท่านศาสดา (ซ็อลฯ) ซึ่งจำเป็นต้องปฏิบัติตาม แต่ก็มิได้หมายความว่าในทุกๆ เมื่อจบเรื่องแล้ว จะเป็นการสิ้นสุดโองการ แล้วกี่มากน้อยแล้วที่เรื่องราวได้จบลงตอนตรงกลางของโองการ และไปต่อเรื่องในโองการอื่นหลังจากนั้น ดังนั้น ไม่ว่าโองการจะสั้นหรือยาวก็มิได้ขึ้นอยู่เรื่องราว สิ่งนี้เป็นคำสั่งที่กำหนดไว้แล้ว ซึ่งอดีตมีความขัดแย้งกันอยู่บ้างเล็กน้อย ด้วยเหตุนี้เอง ท่านศาสดา (ซ็อลฯ) จึงมีคำสั่งให้หยุด และไม่

ส่วนบทต่างๆ ที่ได้ถูกประทานลงมาแก่ท่านนะบี (ซ็อลฯ) ในคราวเดียวกัน ประกอบด้วยบท : อัฎฎุฮา, อัลฟาติฮะฮฺ, อิคลาซ, เกาษัร, ตับบัต, บัยยินะฮฺ, นัซรฺ, อันนาส, ฟะลัก, มุรซะลาต, มาอิดะฮฺ, อันอาม, เตาบะฮฺ, มุรสะลาต, ซ็อฟ, อาดียาต, กาฟิรูน,[13]

 


[1] บทบะเกาะเราะฮฺ โองการ 185, "شَهْرُ رَمَضانَ الَّذِي أُنْزِلَ فِيهِ الْقُرْآنُ ".

[2] บทก็อดร์ โองการ 1.

[3] บทอัดดุคอน 3

[4] อัลกาฟียฺ, คัดลอกมาจากตัฟซีรซอฟียฺ, บทนำที่ 9

[5] บทอัลฟุรกอน, 32, กล่าวว่า وَ قالَ الَّذينَ كَفَرُوا لَوْ لا نُزِّلَ عَلَيْهِ الْقُرْآنُ جُمْلَةً واحِدَةً كَذلِكَ لِنُثَبِّتَ بِهِ فُؤادَكَ وَ رَتَّلْناهُ تَرْتيلاً

[6] บทอัลอิสรอ, 106, กล่าวว่า وَ قُرْآناً فَرَقْناهُ لِتَقْرَأَهُ عَلَى النَّاسِ عَلى‏ مُكْثٍ وَ نَزَّلْناهُ تَنْزيلا

[7] บทซุครุฟ, 3, 4

[8] เพื่อความก้าวหน้า และการบรรลุถึงศักยภาพของประชาชน

[9] เฏาะบาเฏาะบาอีย, มุฮัมมัดฮุซัยนฺ, ตัฟซีรมีซานฉบับแปล, เล่ม 13, หน้า 305, 306.

[10] มะอฺริฟัต, มุฮัมมัดฮาดี, อุลูมกุรอาน, กุม, มุอัซเซะเซะ ฟังฮังกี ตัมฮีด, 1380, หน้า 60-61.

[11] อุลูมกุรอาน, เล่มก่อนหน้านี้, หน้า 111

[12] บะเกาะเราะฮฺ 281

[13] อัสรอร,มุซเฏาะฟา,ดอเนสตันนีฮอเยะกุรอาน, ฮะซันซอเดะฮฺ, ซอดิก, กิลีด กุรอาน, หน้า 134.

 

แปลคำถามภาษาต่างๆ
ความเห็น
จำนวนความเห็น 0
กรุณาป้อนค่า
ตัวอย่าง : Yourname@YourDomane.ext
กรุณาป้อนค่า
<< ลากฉัน
กรุณากรอกจำนวนที่ถูกต้องของ รหัสรักษาความปลอดภัย

หมวดหมู่

คำถามสุ่ม

  • เพราะสาเหตุใด การถอนคิ้วสำหรับสาววัยรุ่นทั้งหลาย จึงไม่อนุญาต?
    10461 ความสัมพันธ์ระหว่างชายหญิงและครอบครัว 2556/01/24
    คำตอบจากสำนักมัรญิอฺตักลีดทั้งหลาย เกี่ยวกับการถอนคิ้วของสาววัยรุ่น มีรายละเอียดดังนี้ มัรญิอฺตักลีดทั้งหมด : มีความเห็นพร้องต้องกันว่า การทำเช่นนี้โดยตัวของมันแล้วถือว่า ไม่มีปัญหาทางชัรอียฺ (แม้ว่าจะมองไม่ออกนักก้ตาม) ซึ่งโดยปกติต้องปกปิดหน้าตนจากชายที่สามารถแต่งงานกันได้[1] ฉะนั้น การกระทำดังกล่าว โดยตัวของมันแล้วถือว่าไม่มีปัญหา แม้ว่าในกรณีนี้บรรดามัรญิอฺตักลีด จะมีความเห็นว่าการใส่ใจต่อสาธารณเป็นสิ่งดีงามก็ตาม[2] [1] ข้อมูลจาก ซีดี เพรเซะมอน
  • อิสลามมีทัศนะอย่างไร เกี่ยวกับใบยาสูบ?
    10036 สิ่งเสพติด 2555/07/16
    อิสลามได้ห้ามการบริโภค ดื่ม และการใช้สิ่งต่างๆ ที่ก่อให้เกิดอันตรายต่อร่างกาย และสุขภาพ และถ้าอันตรายยิ่งมีมากเท่าใด การห้ามโดยสาเหตุก็ยิ่งหนักหน่วงและรุนแรงขึ้นไปตามลำดับ, จนถึงระดับของการ ฮะรอม ท่านอิมามโคมัยนี (รฎ.) กล่าวว่า : “การบริโภคสิ่งของที่ก่อให้เกิดอันตรายต่อมนุษย์ถือว่า ฮะรอม”[1] เป็นที่ประจักษ์ชัดเจนว่า เกณฑ์ของฮะรอม, ขึ้นอยู่กับอันตราย กล่าวคือไม่ว่าอันตรายจะเกิดจากการบริโภค หรือเกิดจากแนวทางอื่นก็ตาม, มิได้มีการระบุไว้ตายตัวแน่นอน. บุหรี่เป็นหนึ่งในสิ่งต่างๆ เหล่านั้น ซึ่งการสูบบุหรี่เป็นอันตรายต่อสุขภาพของมนุษย์ แต่อันตรายนั้นจะถึงขั้นที่ว่า การสูบบุหรี่เป็นฮะรอมหรือไม่? บรรดาแพทย์ส่วนใหญ่และผู้เชี่ยวชาญเรื่องนี้, ต่างมีความเห็นพร้องต้องกันว่า บุหรี่เป็นอันตรายสำคัญและผลเสียเกิดขึ้นตามมามากมาย หนังสือและตำราต่างๆ จำนวนมากได้กล่าวอธิบายถึงอันตรายและผลเสียต่างๆ ที่เกิดจากการใช้ใบยาสูบ,โดยเฉพาะอย่างยิ่งบุหรี่,ซึ่งได้กลายเป็นสาขาหนึ่งที่มีการวิเคราะห์วิจัยออกมาอย่างกว้างขวาง[2] ...
  • มีคำอธิบายอย่างไรเกี่ยวกับโองการที่ ซูเราะฮ์เราะอ์ด وَ لَوْ أَنَّ قُرْآناً سُیِّرَتْ بِهِ الْجِبالُ أَوْ قُطِّعَتْ بِهِ الْأَرْضُ أَوْ کُلِّمَ بِهِ الْمَوْتى‏ بَلْ لِلَّهِ الْأَمْرُ جَمیعا
    9204 การตีความ (ตัฟซีร) 2555/02/18
    ในประเด็นที่ว่าโองการوَ لَوْ أَنَّ قُرْآناً سُیِّرَتْ بِهِ الْجِبالُ أَوْ قُطِّعَتْ بِهِ الْأَرْضُ... หมายความว่าอย่างไรนั้นนักอรรถาธิบายกุรอานได้นำเสนอไว้สองทัศนะด้วยกัน1. โองการต้องการจะสื่อว่าหากจะมีตำราใดที่จะสามารถเคลื่อนย้ายภูเขาหรือแยกแผ่นดินหรือทำให้ผู้ตายสนทนาได้ตำรานั้นย่อมมิไช่อื่นใดนอกจากกุรอานทั้งนี้ก็เพราะกุรอานประเสริฐเหนือทุกคัมภีร์2. โองการข้างต้นเป็นคำตอบโต้ข้อเรียกร้องของบรรดากาเฟรแห่งมักกะฮ์ที่เรียกร้องให้ท่านนบีแสดงอภินิหารโดยโองการนี้สื่อว่าคนพวกนี้มีนิสัยดื้อรั้นแม้หากกุรอานแสดงอภินิหารเคลื่อนย้ายภูเขาตามที่พวกเขาต้องการหรือแม้จะแยกแผ่นดินและผุดตาน้ำหรือแม้จะชุบชีวิตผู้ตายให้ปฏิญาณถึงความเป็นศาสดาของเจ้า (โอ้มุฮัมมัด)ให้เป็นที่ประจักษ์แก่พวกเขาก็ตามแต่คนเหล่านี้ก็จะยังดื้อแพ่งไม่ศรัทธาอยู่วันยังค่ำ. ...
  • ความหมายของวิลายะฮฺของฮากิมบนสิ่งต้องห้ามคืออะไร?
    9659 สิทธิและกฎหมาย 2555/05/17
    คำนิยามที่ชัดเจนและสั้นของกฎนี้คือ ผู้ปกครองบรรดามุสลิม มีสิทธิบังคับในบางเรื่องซึ่งบุคคลนั้นมีหน้าที่จ่ายสิทธิ์ (ในความหมายทั่วไป) แต่เขาได้ขัดขวาง ดังนั้น ผู้ปกครองมีสิทธิ์บังคับให้เขาจ่ายสิทธิที่เขารับผิดชอบอยู่ ในช่วงระยะเวลาที่ไม่ใกล้ไกลนี้ มรดกทางบทบัญญัติได้ให้บทสรุปแก่มนุษย์ในการยอมรับว่า วิลายะฮฺของฮากิมที่มีต่อสิ่งถูกห้าม ในฐานะที่เป็นแก่นหลักของประเด็น (โดยหลักการเป็นที่ยอมรับ) ณ บรรดานักปราชญ์ทั้งหมด โดยไม่ขัดแย้งกัน, แม้ว่าบางท่านจะกล่าวถึงองค์ประกอบที่แตกต่างกันก็ตาม ...
  • จริงหรือไม่ที่ทุกคนมีญินเป็นคู่กำเนิด?
    14742 ดิรอยะตุลฮะดีซ 2555/01/15
    มีฮะดีษหลายบทที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับคู่กำเนิดบางบทระบุว่าอัลลอฮ์ทรงมีดำรัสแก่อิบลีสว่า “ข้าจะไม่ประทานบุตรแก่มนุษย์คนใดเว้นแต่จะประทานบุตรแก่เจ้าเช่นกัน” ฉะนั้นมนุษย์แต่ละคนย่อมมีคู่กำเนิดเป็นญิน[1]ท่านนบี(ซ.ล.)เคยกล่าวว่า “พูดได้ว่าทุกคนต่างก็มีคู่กำเนิดเป็นญินด้วยกันทั้งสิ้น” สาวกถามว่าโอ้ศาสนทูตของพระองค์ท่านเองก็มีญินคู่กำเนิดด้วยหรือ? ท่านตอบว่า “มีสิแต่พระองค์ทรงทำให้เขายอมสยบต่อฉันโดยที่เขาไม่ทำอะไรนอกจากกำชับให้ทำความดี”[2]จากฮะดีษข้างต้นท่านนบี(ซ.ล.)ต้องการจะกำชับให้เราป้องกันและระวังภัยจากญินคู่กำเนิดที่จะล่อลวงเนื่องจากอยู่ใกล้ชิดเราดังนั้นเมื่อคำนึงถึงการที่อัลลอฮ์ทรงแต่งตั้งศาสดาเพื่อชี้นำมนุษยชาติและอีกด้านหนึ่งก็เป็นที่ทราบกันดีว่าชัยฏอนและพงศ์พันธุ์ของมันจ้องจะหลอกลวงให้มนุษย์หลงทางตลอดเวลาแน่นอนว่าบุคคลที่หลงลืมอัลลอฮ์เท่านั้นที่ชัยฏอนจะสามารถกุมบังเหียนได้ดังที่พระองค์ทรงตรัสในกุรอานว่า “และผู้ใดที่เพิกเฉยต่อการรำลึกถึงเราเราจะส่งชัยฏอนยังเขาเพื่อให้เป็นคู่สหาย”[3][1]มัจลิซี,มุฮัมมัดบากิร
  • เหตุใดโองการที่สาม ซูเราะฮ์อัลอินซานที่ว่า اما شاکرا و اما کفورا กล่าวถึงการขอบคุณในรูปของอิสมุ้ลฟาอิ้ล แต่ในส่วนของการปฏิเสธกลับใช้ในรูปของศีเฆาะฮ์ มุบาละเฆาะฮ์
    10824 การตีความ (ตัฟซีร) 2555/02/18
    คำว่า “ชากิร” เป็นอิสมุ้ลฟาอิ้ลจากรากศัพท์ “ชุกร์” และ กะฟู้ร เป็นศีเฆาะฮ์ มุบาละเฆาะฮ์จากรากศัพท์ “กุฟร์” เหตุที่คำหนึ่งใช้ในรูปอิสมุ้ลฟาอิ้ล และอีกคำหนึ่งใช้ในรูปศีเฆาะฮ์ มุบาละเฆาะฮ์นั้น นักอรรถาธิบายให้ทัศนะไว้ว่า เนื่องจากจำนวนของชากิร (ผู้ขอบคุณ) มีน้อยกว่าผู้ลำเลิกบุญคุณ จึงใช้อิสมุ้ลฟาอิ้ลกับการขอบคุณ และใช้ศีเฆาะฮ์มุบาละเฆาะฮ์กับการลำเลิก[1]ตัฟซี้รเนมูเนะฮ์ให้ทัศนะเกี่ยวกับเรื่องนี้ไว้ว่า ...
  • ในอายะฮ์ "وَمَنْ عَادَ فَینتَقِمُ اللّهُ مِنْهُ وَاللّهُ عَزِیزٌ ذُو انْتِقَامٍ"، สาเหตุของการชำระโทษคืออะไร
    7748 การตีความ (ตัฟซีร) 2555/02/05
    อายะฮ์ที่ได้ยกมาในคำถามข้างต้นนั้นเป็นอายะฮ์ที่ถัดจากอายะฮ์ก่อนๆในซูเราะฮ์อัลมาอิดะฮ์ซึ่งมีเนื้อหาว่าการล่าสัตว์ขณะที่กำลังครองอิฮ์รอมถือเป็นสิ่งต้องห้ามในที่นี่อัลลอฮ์ (ซ.บ.) ได้กล่าวว่าผู้ใดที่ได้ละเมิดขอบเขตของอัลลอฮ์ (ซ.บ.) กล่าวคือไม่ยี่หระสนใจเกี่ยวกับข้อห้ามในการล่าสัตว์ในขณะที่ครองอิฮ์รอมอยู่โดยได้ล่าสัตว์ขณะที่กำลังทำฮัจญ์  อัลลอฮ์ (ซ.บ.) ก็จะชำระโทษพวกเขาดังนั้นสาเหตุของการชำระโทษในที่นี้ก็คือการดื้อดึงที่จะทำบาปนั้นเอง[1]ใครก็ตามที่ได้กระทำสิ่งต้องห้าม (ล่าสัตว์ขณะครองอิฮ์รอม) พระองค์ย่อมจะสำเร็จโทษเขาอายะฮ์ดังกล่าวต้องการแสดงให้เห็นว่าบาปนี้เป็นบาปที่ใหญ่หลวงถึงขั้นที่ว่าผู้ที่ดื้อแพ่งจะกระทำซ้ำไม่อาจจะชดเชยบาปดังกล่าวได้ในอันดับแรกสามารถชดเชยบาปได้โดยการจ่ายกัฟฟาเราะฮ์และเตาบะฮ์แต่ถ้าหากได้กระทำบาปซ้ำอีกอัลลอฮ์จะชำระโทษผู้ที่ฝ่าฝืนเนื่องจากพระองค์ทรงเป็นผู้มีชัยและเป็นจ้าวแห่งการชำระโทษและสำนวนอายะฮ์นี้แสดงให้เห็นว่าบาปดังกล่าวเป็นบาปที่ใหญ่หลวงสำหรับปวงบ่าวนั่นเอง[2]คำถามนี้ไม่มีคำตอบเชิงรายละเอียด[1]มัฆนียะฮ์, มุฮัมหมัดญะวาด
  • เหตุใดจึงห้ามกล่าวอามีนในนมาซ?
    11591 สิทธิและกฎหมาย 2555/04/02
    มีฮะดีษจากอะฮ์ลุลบัยต์ระบุว่าการกล่าวอามีนในนมาซไม่เป็นที่อนุมัติ และจะทำให้นมาซบาฏิล โดยหลักการแล้ว ไม่จำเป็นต้องพิสูจน์ถึงการไม่เป็นที่อนุมัติ ทั้งนี้ก็เพราะการนมาซเป็นอิบาดะฮ์ประเภทหนึ่ง ซึ่งย่อมไม่สามารถจะเพิ่มเติมได้ตามใจชอบ ฉะนั้น หากไม่สามารถจะพิสูจน์การเป็นที่อนุมัติของส่วนใดในนมาซด้วยหลักฐานทางศาสนา ก็ย่อมแสดงว่าพฤติกรรมนั้นๆไม่เป็นที่อนุมัติ เพราะหลักเบื้องต้นในการนมาซก็คือ ไม่สามารถจะเพิ่มเติมใดๆได้ หลักการสงวนท่าที(อิห์ติยาฏ)ก็หนุนให้งดเว้นการเพิ่มเติมเช่นนี้ เนื่องจากเมื่อเอ่ยอามีนออกไป ผู้เอ่ยย่อมไม่แน่ใจว่านมาซจะยังถูกต้องอยู่หรือไม่ ต่างจากกรณีที่มิได้กล่าวอามีน ...
  • ท่านอิมามฮุเซนเคยจำแนกระหว่างอรับและชนชาติอื่น หรือเคยกล่าวตำหนิชนชาติอื่นหรือไม่?
    6688 ดิรอยะตุลฮะดีซ 2554/10/11
    ฮะดีษที่อ้างอิงมานั้นเป็นฮะดีษจากอิมามศอดิก(อ.)มิไช่อิมามฮุเซน(อ.) ฮะดีษกล่าวว่า "เราสืบเชื้อสายกุเรชและเหล่าชีอะฮ์ของเราล้วนเป็นอรับแท้ส่วนผองศัตรูของเราล้วนเป็น"อะญัม"(ชนชาติอื่น) ไม่ว่าจะพิจารณาในแง่สายรายงานหรือเนื้อหาจะพบว่าฮะดีษนี้ปราศจากความน่าเชื่อถือใดๆทั้งสิ้นทั้งนี้เพราะสายรายงานของฮะดีษนี้มีนักรายงานฮะดีษที่ไม่น่าเชื่อถือ(เฎาะอี้ฟ)ปรากฏอยู่ส่วนเนื้อหาทั่วไปของฮะดีษนี้นอกจากขัดต่อสติปัญญาแล้วยังขัดต่อโองการกุรอานฮะดีษมากมายที่ถือว่าอีหม่านและตักวาเท่านั้นที่เป็นมาตรวัดคุณค่ามนุษย์หาไช่ชาติพันธุ์ไม่ทั้งนี้ท่านนบีได้ให้หลักเกณฑ์ไว้ว่า "หากฮะดีษที่รายงานจากเราขัดต่อประกาศิตของกุรอานก็จงขว้างใส่กำแพงเสีย(ไม่ต้องสนใจ)"อย่างไรก็ดีเราปฏิเสธที่จะรับฮะดีษดังกล่าวในกรณีที่ตีความตามความหมายทั่วไปเท่านั้นแต่น่าสังเกตุว่าคำว่า"อรับ"และ"อะญัม"หาได้หมายถึงชาติพันธุ์เท่านั้นแต่ในทางภาษาศาสตร์แล้วสองคำนี้สามารถสื่อถึงคุณลักษณะบางอย่างได้สองคำนี้สามารถใช้กับสมาชิกเผ่าพันธุ์เดียวกันก็ได้อาทิเช่นคำว่าอรับสามารถตีความได้ว่าหมายถึงการ"มีชาติตระกูล" และอะญัมอาจหมายถึง"คนไร้ชาติตระกูล" ในกรณีนี้สมมติว่าฮะดีษผ่านการตรวจสอบสายรายงานมาได้ก็ถือว่าไม่มีปัญหาในแง่เนื้อหาทั้งนี้ก็เพราะเรามีฮะดีษมากมายที่ยกย่องชาติพันธุ์ที่ไม่ไช่อรับเนื่องจากมีอีหม่านอะมั้ลที่ดีงามและความอดทน ...
  • อัศล์ อะมะลีและดะลี้ล อิจติฮาดีหมายความว่าอย่างไร และมีความเกี่ยวโยงกันหรือไม่?
    7880 สิทธิและกฎหมาย 2555/02/18
    อัศล์อะมะลีอัศล์อะมะลีในวิชาฟิกเกาะฮ์หมายถึงหลักการที่นำมาใช้เมื่อไม่สามารถพิสูจน์ฮุก่มชัรอีได้โดยตรงโดยจะกำหนดหน้าที่ของมุกัลลัฟในยามที่ไม่พบหลักฐานหรือข้อสันนิษฐานใดๆกล่าวคืออัศล์อะมะลีหรืออุศู้ลอะมะลียะฮ์ก็คือหลักที่จะกำหนดหน้าที่ของมุกัลลัฟในกรณีที่เผชิญกับข้อสงสัยฉะนั้นมูลเหตุของอุศู้ลอะมะลียะฮ์ก็คือ “ข้อสงสัย” อีกชื่อหนึ่งของอัศล์อะมะลีก็คือ “ดะลี้ลฟะกอฮะตี” ดะลี้ลฟะกอฮะตีคือหลักฐานที่เกี่ยวข้องกับการวินิจฉัยฮุก่มเฉพาะกาลอันได้แก่บะรออะฮ์เอียะฮ์ติยาฏตัคยี้รและอิสติศฮ้าบดะลี้ลอิจติฮาดีดะลี้ลอิจติฮาดีคือหลักฐานที่บ่งชี้ถึงฮุก่มที่แท้จริงสาเหตุที่ตั้งชื่อไว้เช่นนี้ก็เนื่องจากมีความเกี่ยวโยงกับนิยามของอิจติฮาด (การทุ่มเทความพยายามเพื่อแสวงหาข้อสันนิษฐานสู่ฮุกุ่มที่แท้จริง) และเนื่องจากหลักฐานประเภทนี้ทำให้เกิดข้อสันนิษฐานสู่ฮุกุ่มที่แท้จริงจึงขนานนามว่าดะลี้ลอิจติฮาดีซึ่งในส่วนของอัมมาเราะฮ์ก็ถือเป็นดะลี้ลอิจติฮาดีได้เช่นกันดะลี้ลอิจติฮาดีมีไว้เพื่อวินิจฉัยฮุ่กุ่มที่แท้จริงอันได้แก่กุรอานซุนนะฮ์อิจมาอ์และสติปัญญาความเชื่อมโยงระหว่างดะลี้ลและอัศล์ควรทราบว่าไม่มีความขัดแย้งระหว่างดะลี้ลและอัศล์แต่สองสิ่งนี้มีสัมพันธ์ในลักษณะลูกโซ่อยู่ทั้งนี้ก็เพราะหากข้อสงสัยใดมีดะลี้ลก็จะไม่เหลือความสงสัยอันเป็นมูลเหตุของอัศล์อะมะลีอีกต่อไปในประเด็นความขัดแย้งระหว่างดะลี้ลกับอัศล์นั้นในกรณีของดะลี้ลที่ชัดเจนแน่นอนว่าไม่มีอัศล์ใดจะสามารถเทียบเคียงได้เนื่องจากมูลเหตุของอัศล์คือความสงสัยเมื่อมีความแน่นอนในแง่มูลเหตุอัศล์ก็ย่อมหายไปแต่ในกรณีดะลี้ลที่ไม่ชัดเจนอย่างเช่นอิมาเราะฮ์ปะทะกับอัศล์ในกรณีเช่นนี้ถือเป็นการหักล้างกันซึ่งผู้เชี่ยวชาญด้านวิชาอุศู้ลเชื่อว่าควรถือข้างอิมาเราะฮ์มากกว่าอัศล์ทุกประเภทแม้กระทั่งอิสติศฮ้าบ (ตามหลักเฏาะรีกียะฮ์)[1][1]อ่านเพิ่มเติมได้ตามหนังสือวิชาอุศู้ล อาทิเช่น อุศูลุลฟิกฮ์ ของท่านมุซ็อฟฟัร, กิฟายะตุ้ลอุศู้ล ของออคูนด์โครอซอนี ฯลฯ ...

เนื้อหาที่มีผู้อ่านมากที่สุด

  • อะไรคือหน้าที่ๆภรรยาพึงปฏิบัติต่อสามีบ้าง?
    61280 สิทธิและกฎหมาย 2554/07/07
    ความมั่นคงของชีวิตคู่ขึ้นอยู่กับความรักความผูกพัน ความเข้าใจ การให้เกียรติและเคารพสิทธิของกันและกัน และเพื่อที่สถาบันครอบครัวจะยังคงมั่นคงเป็นปึกแผ่น อิสลามจึงได้ระบุถึงสิทธิของทั้งภรรยาและสามี ขณะเดียวกันก็ได้กำหนดหน้าที่สำหรับทั้งสองฝ่ายไว้ด้วย เนื่องจากเมื่ออัลลอฮ์ประทานสิทธิ ก็มักจะกำหนดหน้าที่กำกับไว้ด้วยเสมอ ข้อเขียนนี้จะนำเสนอหน้าที่ทางศาสนาบางส่วนที่ภรรยาพึงปฏิบัติต่อสามีดังต่อไปนี้:1. ...
  • ดุอาใดบ้างที่ทำให้ได้รับพรเร็วที่สุด?
    58912 จริยธรรมปฏิบัติ 2554/07/03
    มีดุอาที่รายงานจากอิมาม(อ.)หลายบทที่กล่าวขานกันว่าเห็นผลตอบรับอย่างรวดเร็ว แต่เนื่องจากไม่สามารถนำเสนอเนื้อหาดุอาทั้งหมด ณ ที่นี้ได้ จึงขอกล่าวเพียงชื่อดุอาที่มีความสำคัญเป็นพิเศษดังต่อไปนี้1. ดุอาตะวัซซุ้ล2. ดุอาฟะร็อจ
  • กรุณานำเสนอบทดุอาเพื่อให้ได้พบคู่ครองที่เหมาะสมและเปี่ยมด้วยตักวา
    43336 จริยธรรมปฏิบัติ 2554/06/12
    ทุกสิ่งทุกอย่างย่อมมีปัจจัยและเงื่อนไขจำเพาะตามที่พระเจ้าทรงกำหนดหากเราประสงค์สิ่งใดย่อมต้องเริ่มจากการตระเตรียมปัจจัยและเงื่อนไขเสียก่อนปัจจัยของการแต่งงานคือการเสาะหาและศึกษาอย่างละเอียดทว่าเพื่อความสัมฤทธิ์ผลในการดังกล่าวจำเป็นต้องขอความช่วยเหลือจากอัลลอฮ์เพื่อทรงชี้นำการตัดสินใจและความพยายามของเราให้บรรลุดังใจหมาย.การอ่านบทดุอาต่างๆที่รายงานจากบรรดาอิมาม(อ)ต้องควบคู่กับความพยายามศึกษาและเสาะหาคู่ครองอย่างถี่ถ้วน. หนึ่งในดุอาที่เกี่ยวกับเรื่องนี้โดยเฉพาะก็คือรายงานที่ตกทอดมาจากท่านอลี(อ)ดังต่อไปนี้: “ผู้ใดประสงค์จะมีคู่ครอง
  • ด้วยเหตุผลอันใดที่ต้องกล่าว อะอูซุบิลลาฮิ มินัชชัยฏอน นิรเราะญีม ก่อน บิซมิลลาฮิรเราะฮฺมานนิรเราะฮีม?
    41462 วิทยาการกุรอาน 2555/08/22
    หนึ่งในมารยาทของการอ่านอัลกุรอาน ซึ่งมีกล่าวไว้ในอัลกุรอาน และรายงานฮะดีซคือ การกล่าว อะอูซุบิลลาฮิ มินัชชัยฏอน นิรเราะญีม ก่อนที่จะเริ่มอ่านอัลกุรอาน หรือแม้แต่ให้กล่าวก่อนที่จะกล่าว บิซมิลลาฮิรเราะฮฺมานนิรเราะฮีม เสียด้วยซ้ำไป ด้วยเหตุผลที่ว่า บิซมิลลาฮิรเราะฮฺมานนิรเราะฮีม นั้นเป็นส่วนหนึ่งของอัลกุรอาน อย่างไรก็ตามการขอความคุ้มครองจากอัลลอฮฺ มิใช่แค่เป็นเพียงคำพูดเท่านั้น ทว่าสิ่งนี้จะต้องฝังลึกอยู่ภายในจิตวิญญาณของเรา ซึ่งต้องสำนึกสิ่งนี้อยู่เสมอตลอดการอ่านอัลกุรอาน ...
  • ครูบาอาจารย์และลูกศิษย์(นักเรียนนักศึกษา)มีหน้าที่ต่อกันอย่างไร?
    39928 จริยธรรมปฏิบัติ 2554/11/14
    ผู้สอนและผู้เรียนมีหน้าที่ต่อกันหลายประการด้วยกันซึ่งสามารถจำแนกออกเป็นสองส่วนก. หน้าที่ที่ผู้สอนมีต่อผู้เรียนอันประกอบด้วยหน้าที่ทางจริยธรรมการอบรมและวิชาการ ข. หน้าที่ที่ผู้เรียนมีต่อผู้สอนอาทิเช่นการให้เกียรติครูบาอาจารย์ยกย่องวิทยฐานะของท่านนอบน้อมถ่อมตน ...ฯลฯ ...
  • ก่อนการสร้างนบีอาดัม(อ) เคยมีการแต่งตั้งญินให้เป็นศาสนทูตสำหรับฝ่ายญินหรือไม่?
    35137 เทววิทยาดั้งเดิม 2554/06/12
    อัลกุรอานยืนยันการมีอยู่ของเหล่าญินรวมทั้งได้อธิบายคุณลักษณะบางประการไว้ถึงแม้ว่าข้อมูลของเราเกี่ยวกับโลกของญินจะค่อนข้างจำกัดแต่เราสามารถพิสูจน์ว่าเหล่าญินเคยมีศาสนทูตที่เป็นญินก่อนการสร้างนบีอาดัมโดยอาศัยเหตุผลต่อไปนี้:1. เหล่าญินล้วนมีหน้าที่ทางศาสนาเฉกเช่นมนุษย์เราแน่นอนว่าหน้าที่ทางศาสนาย่อมเป็นผลต่อเนื่องจากการสั่งสอนศาสนาด้วยเหตุนี้จึงมั่นใจได้ว่าอัลลอฮ์ทรงเคยแต่งตั้งศาสนทูตสำหรับกลุ่มชนญินเพื่อการนี้2. เหล่าญินล้วนต้องเข้าสู่กระบวนการพิพากษาในวันกิยามะฮ์เฉกเช่นมนุษย์เราซึ่งโดยทั่วไปแล้วก่อนกระบวนการพิพากษาทุกกรณีจะต้องมีการชี้แจงข้อกฏหมายจนหมดข้อสงสัยเสียก่อนและการชี้แจงให้หมดข้อสงสัยคือหน้าที่ของบรรดาศาสนทูตนั่นเอง
  • ปีศาจ (ซาตาน) มาจากหมู่มะลาอิกะฮฺหรือญิน ?
    29156 การตีความ (ตัฟซีร) 2553/12/22
    เกี่ยวกับคำถามที่ว่าชัยฎอนเป็นมะลาอิกะฮฺหรือญินมีมุมมองและทัศนะแตกต่างกันแหล่งที่มาของความขัดแย้งนี้เกิดจากเรื่องราวการสร้างนบีอาดัม (อ.) เนื่องจากเป็นคำสั่งของพระเจ้ามวลมะลาอิกะฮ์ทั้งหลายจึงได้กราบสุญูดอาดัมแต่ซาตานไม่ได้ก้มกราบบางคนกล่าวว่าชัยฎอน (อิบลิส) เป็นมะลาอิกะฮฺ, โดยอ้างเหตุผลว่าเนื่องจากโองการอัลกุรอานกล่าวละเว้น, อิบลิสไว้ในหมู่ของมะลาอิกะฮฺ (มะลาอิกะฮ์ทั้งหมดลดลงกราบยกเว้นอิบลิส) ดังนั้นอิบลิส
  • เนื่องจากอัลลอฮฺทรงรอบรู้เหนือโลกและจักรวาล ฉะนั้น วัตถุประสงค์การทดสอบของอัลลอฮฺคืออะไร?
    29133 เทววิทยาดั้งเดิม 2554/03/08
    ดังที่ปรากฏในคำถามว่าการทดสอบของอัลลอฮฺไม่ได้เพื่อการค้นหาสิ่งที่ยังไม่รู้เนื่องจากอัลลอฮฺ (ซบ.) ทรงปรีชาญาณเหนือทุกสรรพสิ่งแต่อัลกุรอานหลายโองการและรายงานที่ตกมาถึงมือเรากล่าวว่าการทดสอบเป็นแบบฉบับหนึ่งและเป็นกฎเกณฑ์ของพระเจ้าที่วางอยู่บนแบบฉบับอื่นๆอันได้แก่การอบบรมสั่งสอนการชี้นำโดยรวมของพระเจ้าอัลลอฮฺ
  • อายะฮ์ إِذا مَا اتَّقَوْا وَ آمَنُوا وَ عَمِلُوا الصَّالِحاتِ ثُمَّ اتَّقَوْا وَ آمَنُوا ثُمَّ اتَّقَوْا وَ أَحْسَنُوا وَ اللَّهُ یُحِبُّ الْمُحْسِنین การกล่าวซ้ำดังกล่าวมีจุดประสงค์ใด?
    29006 การตีความ (ตัฟซีร) 2555/02/07
    ในแวดวงวิชาการมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องการย้ำคำว่าตักวาในโองการข้างต้นบ้างเชื่อว่ามีจุดประสงค์เพื่อให้เล็งเห็นความสำคัญของประเด็นเกี่ยวกับตักวาอีหม่านและอะมั้ลที่ศอลิห์
  • เมื่ออัลลอฮฺ มิทรงสร้างสรรพสิ่งทั้งหลายจากสิ่งใดทั้งหมด, หมายความว่าอำนาจของพระองค์ได้ถ่ายโอนไปสู่วัตถุปัจจัยกระนั้นหรือ?
    26853 รหัสยทฤษฎี 2555/05/17
    ใช่แล้ว การสร้างจากสิ่งไม่มีตัวตนมีความหมายตามกล่าวมา, เนื่องจากคำว่า ไม่มีตัวตน คือไม่มีอยู่ก่อนจนกระทั่งอัลลอฮฺ ทรงสร้างสิ่งนั้นขึ้นมา รายงานฮะดีซก็กล่าวถึงประเด็นนี้ไว้เช่นกันว่า อำนาจสัมบูรณ์ของพระเจ้า มีความเป็นหนึ่งเดียวกันกับคุณลักษณะอื่นของพระองค์ ซึ่งเกินเลยอำนาจความรอบรู้ของมนุษย์ เนื่องจากสรรพสิ่งถูกสร้างทั้งหลายได้ถูกสร้างขึ้นมา จากสิ่งไม่มี ซึ่งตามความเป็นจริงแล้วสรรพสิ่งถูกสร้างทั้งหลาย เปรียบเสมือนภาพที่ถ่ายโอนอำนาจสัมบูรณ์ของพระเจ้า เราเรียกนิยามนี้ว่า “การสะท้อนภาพ”[1]ซึ่งในรายงานฮะดีซได้ใช้คำว่า “การเกิดขึ้นของคุณลักษณะ” : อัลลอฮฺ (ซบ.) ทรงเป็นพระผู้อภิบาลของเราที่มีความเป็นนิรันดร์ ความรอบรู้คือ อาตมันของพระองค์ ขณะที่ไม่มีความรอบรู้อันใด การได้ยินคืออาตมันของพระองค์ ขณะที่ไม่มีการได้ยินใดๆ การมองเห็นคือ อาตมันของพระองค์ ขณะที่ไม่มีการมองเห็นอันใด อำนาจคืออาตมันของพระองค์ ขณะที่ไม่มีอำนาจอันใด และเนื่องจากพระองค์คือ ผู้ทรงสร้างสรรพสิ่งทั้งหลาย ทำให้สิ่งเหล่านั้นมีและเป็นไป ความรู้ของพระองค์ได้ปรากฏบนสิ่งถูกรู้จักทั้งหลาย การได้ยิน ได้ปรากฏบนสิ่งที่ได้ยินทั้งหลาย การมองเห็นได้ปรากฏบนสิ่งมองเห็น และอำนาจของพระองค์ ...