การค้นหาขั้นสูง
ผู้เยี่ยมชม
8544
อัปเดตเกี่ยวกับ: 2555/01/19
 
รหัสในเว็บไซต์ fa5326 รหัสสำเนา 20875
คำถามอย่างย่อ
มีฮะดีษจากอิมามศอดิก(อ.)ระบุว่า “การก่อสงครามกับรัฐทุกครั้งที่เกิดขึ้นก่อนการปรากฏกายของอิมามมะฮ์ดี จะเป็นเหตุให้บรรดาอิมามและชีอะฮ์ต้องเดือดร้อนและเศร้าใจ” เราจะชี้แจงการปฏิวัติอิสลามในอิหร่านอย่างไร?
คำถาม
ในสายรายงานหนึ่งของเศาะฮีฟะฮ์ ซัจญาดียะฮ์ มีฮะดีษจากอิมามศอดิก(อ.)ระบุว่า “การก่อสงครามกับรัฐทุกครั้งที่เกิดขึ้นก่อนการปรากฏกายของอิมามมะฮ์ดี จะเป็นเหตุให้บรรดาอิมามและชีอะฮ์ต้องเดือดร้อนและเศร้าใจ” แล้วเราจะประยุกต์เข้ากับการปฏิวัติอิสลามในอิหร่านได้อย่างไร?
คำตอบโดยสังเขป

ต้องเรียนชี้แจงดังต่อไปนี้:
หนึ่ง: เป็นไปได้ว่าฮะดีษประเภทนี้อาจจะเกิดจากการตะกียะฮ์ หรือเกิดจากสถานการณ์ล่อแหลมในยุคที่การจับดาบขึ้นสู้มิได้มีผลดีใดๆ อนึ่ง ยังมีฮะดีษหลายบทที่อิมามให้การสนับสนุนการต่อสู้บางกรณี

สอง: ฮะดีษที่คุณยกมานั้น กล่าวถึงกรณีการปฏิวัติโค่นอำนาจด้วยการนองเลือด แต่ไม่ได้ห้ามมิให้เคลื่อนไหวปรับปรุงสังคม เพราะหากศึกษาประวัติศาสตร์ก็จะพบว่าบรรดาอิมามเองก็ปฏิบัติตามแนววิธีดังกล่าวเช่นกัน
หากพิจารณาถึงแนววิธีในการปฏิวัติอิสลามในอิหร่านกอปรกับแนวคิดของผู้นำการปฏิวัติ ก็จะทราบทันทีว่าการปฏิวัติดังกล่าวมิไช่การปฏิวัติด้วยการนองเลือด และผู้นำปฏิวัติก็ไม่สนับสนุนแนวคิดดังกล่าว
สรุปได้ว่า การปฏิวัติอิสลามมิได้ขัดต่อเนื้อหาของฮะดีษประเภทดังกล่าวแต่อย่างใด

คำตอบเชิงรายละเอียด

เราไม่สามารถจะชี้ขาดเกี่ยวกับความชอบธรรมของการปฏิวัติอิสลามในอิหร่าน และพิสูจน์ความสัมพันธ์ระหว่างการเคลื่อนไหวครั้งยิ่งใหญ่ดังกล่าวกับหลักการศาสนาด้วยฮะดีษเพียงบทเดียว ทว่าต้องพิจารณาตำราศาสนาและวัตรปฏิบัติของบรรดาอิมามในหน้าประวัติศาสตร์อย่างถี่ถ้วนเสียก่อน จึงจะสามารถได้ข้อสรุปที่ถูกต้องแม่นยำที่สุด

ด้วยเหตุนี้ เราจึงใคร่ขอแจกแจงและวิเคราะห์คำถามต่อไปนี้ในภาพรวม:
หนึ่ง. ฮะดีษที่ปรากฏในบทนำของเศาะฮีฟะฮ์ ซัจญาดียะฮ์สามารถใช้ปฏิเสธความชอบธรรมของการเคลื่อนไหวเชิงปฏิวัติหรือการจับอาวุธต่อสู้ได้หรือไม่?
สอง. จะชี้แจงอย่างไรเกี่ยวกับฮะดีษประเภทนี้ ที่ห้ามมิให้เรียกร้องการเปลี่ยนแปลงใดๆก่อนการปรากฏกายของอิมามมะฮ์ดี(อ.)?
สาม. จากคำถามข้างต้น เหตุใดผู้รู้ที่เคร่งครัดศาสนาอย่างอิมามโคมัยนีจึงเคลื่อนไหวต่อต้านและปฏิวัติรัฐบาล?

เราจะร่วมกันวิเคราะห์ปัญหาข้างต้น แล้วจึงนำเสนอบทสรุปในตอนท้าย

1. ขอชี้แจงคำถามข้อแรกดังนี้ว่า สมมุติว่าฮะดีษที่ปรากฏในบทนำของเศาะฮีฟะฮ์ สัจญาดียะฮ์มีสายรายงานที่น่าเชื่อถือจากอิมามศอดิก(อ.)ก็ตาม อย่างไรก็ดี เรากลับพบว่าเนื้อหาของฮะดีษนี้มีข้อสังเกตุที่ทำให้ไม่อาจจะคัดค้านการต่อสู้ก่อนการปรากฏกายของอิมามมะฮ์ดี(อ.)ทุกครั้งได้อย่างสิ้นเชิง เนื่องจาก:

หนึ่ง. ในฮะดีษดังกล่าวเล่าว่าท่านอิมามศอดิก(อ.)ร่ำไห้อย่างหนักเมื่อได้ยินข่าวการเป็นชะฮีดของยะฮ์ยา บุตรของเซด ซึ่งหากท่านเชื่อว่าการต่อสู้ดังกล่าวเป็นการหาเรื่องใส่ตัวโดยไม่มีประโยชน์ใดๆ ท่านคงจะไม่เสียใจถึงเพียงนี้ อย่างไรก็ดี บางคนอาจถือว่าการร่ำไห้ของอิมามเกิดจากความอาลัยอาวรณ์เครือญาติเท่านั้น ซึ่งไม่ได้หมายความว่าท่านจะให้การสนับสนุนการต่อสู้ดังกล่าว
สมมุติว่าเชื่อตามนั้น แต่จะหักล้างคำตอบถัดไปอย่างไร

สอง. สำนวนของฮะดีษนี้มีอยู่ว่า “ไม่มีผู้ใดในหมู่พวกเราอะฮ์ลุลบัยต์จะต่อสู้กับการกดขี่หรือทวงความยุติธรรมก่อนการปรากฏกายของมะฮ์ดี เว้นแต่จะประสบทุกข์ภัย อีกทั้งการต่อสู้ของเขาก็รังแต่จะทำให้พวกเราและสาวกเดือดร้อน”[1]
หากพิจารณาตัวบทภาษาอรับให้ดีจะพบว่านอกจากจะมีฮะดีษที่ใช้กริยาในรูปปัจจุบันกาล มีฮะดีษบางบทที่ใช้กริยาอดีตกาล ซึ่งหากยึดตามนี้ ย่อมต้องปฏิเสธทุกการต่อสู้ก่อนยุคอิมามศอดิก(อ.)ให้หมด เนื่องจากไม่มีระบุกรณียกเว้นใดๆในฮะดีษ

เมื่อเป็นเช่นนั้น จะพูดได้หรือไม่ว่าอิมามศอดิก(อ.)ไม่เห็นด้วยกับสงครามของอิมามอลี(อ.) ตลอดจนการต่อสู้ด้วยเลือดของอิมามฮุเซน(อ.) อีกทั้งถือว่าการต่อสู้สองกรณีข้างต้นเป็นผลเสียต่อชีอะฮ์โดยรวม?!

แม้ว่าเนื้อหาฮะดีษจะครอบคลุมทุกกรณี อันรวมถึงการต่อสู้ของอิมามอลีและอิมามฮุเซน(อ.) แต่ทว่าเป็นที่ทราบกันดีว่าอิมามศอดิก(อ.)มิได้ต้องการสื่อเช่นนั้นอย่างแน่นอน

ด้วยเหตุนี้จึงไม่สามารถนำฮะดีษในบทนำของเศาะฮีฟะฮ์ฯมาตัดสินความถูกต้องของการต่อสู้และการปฏิรูปทุกครั้งในหน้าประวัติศาสตร์ ยิ่งไปกว่านั้น เป็นไปได้ว่าอิมามกล่าวในภาวะตะกียะฮ์ หรือต้องการเพียงสื่อให้ทราบว่าการต่อสู้เหล่านี้จะไม่สัมฤทธิ์ผล และรัฐในอุดมคติจะเกิดขึ้นหลังจากที่อิมามมะฮ์ดีปรากฏกายเท่านั้น การต่อสู้ก่อนอิมามมะฮ์ดีแม้ในกรณีที่เป็นวาญิบก็ตาม ย่อมจะประสบกับอุปสรรคนานัปการ และนำความเดือดร้อนมาสู่เหล่าชีอะฮ์โดยรวม อย่างไรก็ดี ไม่สามารถจะนำภาวะดังกล่าวมาเป็นข้ออ้างมิให้มีการเคลื่อนไหวฟื้นฟูสังคม เนื่องจากเรามีหน้าที่ปฏิบัติ มิได้มีหน้าที่จะต้องฟันธงว่าจะสัมฤทธิ์ผลหรือไม่ ดังที่อิมามโคมัยนีกล่าวแก่ชะฮีด อายะตุลลอฮ์ สะอีดีว่า “หากคนเราได้ทำหน้าที่ที่อัลลอฮ์ทรงบัญชา ถือว่าเราได้ตามเป้าประสงค์แล้ว ไม่ว่าจะสัมฤทธ์ผลตามที่คาดหวังไว้หรือไม่ก็ตาม”[2]
เราจะอธิบายเพิ่มเติมเกี่ยวกับเรื่องนี้ในส่วนต่อไป

2. นอกจากฮะดีษที่คุณยกมา ยังมีฮะดีษอื่นๆที่มีเนื้อหาคล้ายคลึงกันนี้ อาทิเช่น “ทุกธงรบที่ชูขึ้นก่อนอิมามมะฮ์ดี(อ.)ล้วนเป็นธงของทรราชย์ทั้งสิ้น”[3] หรือ “...เสมือนลูกนกที่หวังจะเหิรบินทั้งที่ยังไม่พร้อม ซึ่งจะกลายเป็นของเล่นของเด็กๆในที่สุด”[4] ฯลฯ[5]

พึงสังเกตุว่าฮะดีษเหล่านี้กล่าวไว้ในช่วงการปกครองของราชวงศ์ทรราชย์อุมัยยะฮ์ ซึ่งทุกขบวนการที่ต่อต้านราชวงศ์นี้ล้วนได้รับความนิยมจากผู้คนแม้จะเป็นขบวนการที่แฝงเจตนาที่ไม่ซื่อสัตย์ก็ตาม อาทิเช่นขบวนการเคาะวาริจที่แม้จะมีแนวคิดที่ผิดเพี้ยน แต่ก็ต่อสู้กับอำนาจรัฐด้วยเช่นกัน

บรรดาอิมามชีอะฮ์ต้องการจะชี้แจงให้สาวกทราบว่า มิไช่ว่าทุกขบวนการต่อสู้จะถูกต้องเสมอไป ทั้งนี้เพื่อมิให้เลื่อมใสต่อขบวนการที่ผิดเพี้ยน แต่ก็มิได้หมายความว่าจะปฏิเสธการต่อสู้โดยสิ้นเชิงแม้จะในกรอบที่จำกัด ลองพิจารณาฮะดีษจากท่านอิมามศอดิก(อ.)ต่อไปนี้ว่าจะได้ผลสรุปอย่างที่กล่าวมาหรือไม่

ท่านกล่าวว่า “หากพบเห็นขบวนการต่อสู้ พวกท่านก็พิจารณาตามความเหมาะสมก็แล้วกัน แต่ท่านจะต้องไตร่ตรองว่าเป้าหมายของการต่อสู้ของท่านคืออะไร อย่ายึดติดเพียงแค่จะต่อสู้ตามอย่างเซด บิน อลีเท่านั้น เพราะเซดเป็นผู้รู้ที่ซื่อสัตย์ที่มิได้ต่อสู้เพื่อผลประโยชน์ส่วนตัว เขาเพียงเชิญชวนให้พวกท่านภักดีต่ออิมามจากวงศ์วานนบี(ซ.ล.) และหากได้รับชัยชนะ ก็จะปฏิบัติตามสัญญาดังกล่าวอย่างแน่นอน”
ท่านกล่าวต่อไปว่าสถานการณ์ยุคนั้นยังไม่เหมาะที่จะจับอาวุธขึ้นสู้ และได้กล่าวถึงประเด็นการต่อสู้ครั้งสุดท้ายของอิมามมะฮ์ดี(อ.)ด้วย[6]

ข้อคิดที่ได้จากฮะดีษประเภทนี้ก็คือ อัลลอฮ์ทรงประสงค์ให้อิมามมะฮ์ดีเป็นผู้ปฏิรูปประชาคมโลกอย่างสมบูรณ์ และหากมีผู้ใดแอบอ้างลักษณะดังกล่าวก็ย่อมเป็นเพียงแค่คำขวัญที่มิอาจเป็นไปได้จริง อย่างไรก็ดี พระประสงค์ดังกล่าวมิได้ขัดขวางผู้ศรัทธามิให้ปฏิบัติหน้าที่ในการฟื้นฟูสังคมในระดับความสามารถที่ตนมี เพราะมิเช่นนั้นการต่อสู้ของอิมามฮุเซน(อ.)ก็ย่อมผิดพลาดด้วย เนื่องจากเกิดขึ้นก่อนอิมามมะฮ์ดี(อ.)
แน่นอนว่าการฟื้นฟูสังคมในขอบเขตจำกัด จะต้องได้รับการชี้นำโดยผู้ที่มีอีหม่านแรงกล้าที่ยึดปณิธานเพื่ออัลลอฮ์เท่านั้น จึงจะถือว่าเป็นที่ยอมรับ

อิมามโคมัยนีก็เล็งเห็นจุดนี้เป็นอย่างดี ดังที่กล่าวไว้ว่า “แน่นอนว่าเราไม่สามารถเติมเต็มโลกนี้ด้วยความยุติธรรมได้อย่างสมบูรณ์ เพราะหากกระทำได้คงทำไปแล้ว แต่เพราะเกินความสามารถของเรา จึงต้องรอให้อิมามมะฮ์ดี(อ.)มาบริหารเอง ทุกวันนี้โลกเต็มไปด้วยการกดขี่ข่มเหง พวกคุณเป็นเพียงแค่จุดเล็กๆในโลกกว้างที่คราคร่ำไปด้วยการกดขี่ หากเราสามารถสกัดกั้นได้ก็จะต้องสกัดกั้น นี่เป็นหน้าที่ของเรา”[7]

เราขออ้างอิงฮะดีษต่อไปนี้จากอิมามซัยนุลอาบิดีน(อ.) ผู้เป็นตำนานแห่งเศาะฮีฟะฮ์ ซัจญาดียะฮ์เพื่อพิสูจน์แนวคิดของเรา
อิบ้าด บะเศาะรี ได้พบกับท่านอิมามซัยนุลอาบิดีน(อ.)ระหว่างทางสู่มักกะฮ์ เขามองอิมามอย่างเหยียดหยามแล้วถามว่า “โอ้บุตรของฮุเซน เจ้าเกาะการทำฮัจญ์ไว้แน่นเพราะเป็นเรื่องง่ายดาย แต่ละเลยการญิฮาดอันยากลำบาก (ไม่เคยได้ยินหรือว่า)อัลลอฮ์ทรงตรัสในกุรอานว่า “อัลลอฮ์ทรงซื้อชีวิตและทรัพย์สินของเหล่าผู้ศรัทธาด้วยมูลค่าแห่งสรวงสวรรค์ และพวกเขาสังหารและถูกสังหารในหนทางของพระองค์... และนี่คือชัยชนะอันยิ่งใหญ่”

ท่านอิมามตอบว่า “จงอ่านโองการต่อไปด้วย” เขาจึงอ่านต่อไปว่า “บรรดาผู้ยำเกรงที่กลับใจสู่พระองค์, เหล่าผู้แซ่ซ้องที่ถือศีลอด, เหล่าผู้ที่โค้งรุกู้อ์และสุญูดบ่อยครั้ง, เหล่าผู้กำชับสู่ความดีและห้ามปรามจากความชั่ว และระมัดระวังขอบเขตของอัลลอฮ์...” เมื่อถึงตรงนี้ ท่านอิมามซัยนุลอาบิดีน(อ.)กล่าวแก่เขาว่า “หากฉันพบบุคคลที่มีลักษณะเช่นนี้เมื่อใด เมื่อนั้นการญิฮาดเคียงข้างบุคคลเหล่านี้จึงจะมีค่ามากกว่าการทำฮัจย์”[8]

ควรทราบว่าในยุคนั้นมีนักรบในคราบมุสลิมอยู่สองกลุ่ม กลุ่มหนึ่งคือกองทัพของบนีอุมัยยะฮ์ที่หวังพิชิตดินแดนอย่างเดียว กลุ่มที่สองก็คือกลุ่มติดอาวุธอย่างเช่นพวกเคาะวาริจที่ต่อสู้กับกลุ่มแรกทั้งที่ตนมีแนวคิดที่ผิดเพี้ยน ซึ่งทั้งสองกลุ่มไม่จัดอยู่ในประเภทนักต่อสู้ที่มีการกล่าวถึงในโองการข้างต้น จะเห็นได้ว่าท่านอิมามซัยนุลอาบิดีน(อ.)มิได้ปฏิเสธหลักการญิฮาด ทว่าท่านไม่ตีขลุมว่าการต่อสู้ทุกประเภทเป็นญิฮาดเสมอไป ท่านเลือกที่จะแจกแจงหลักเกณฑ์ที่กุรอานกำหนด แล้วกล่าวว่าหากพบว่ามีบุคคลที่มีคุณสมบัติดังกล่าว เมื่อนั้นการญิฮาดจึงจะมีคุณค่า

เมื่อพิจารณาแล้วจะทราบว่า ทั้งตัวผู้นำการปฏิวัติอิสลามในอิหร่าน ตลอดจนผู้ที่สละชีพเพื่อการนี้ส่วนใหญ่มีคุณสมบัติดังกล่าวอย่างครบครัน

3. นอกจากฮะดีษประเภทที่อ้างในคำถามแล้ว ควรคำนึงถึงประเด็นอื่นๆดังต่อไปนี้ควบคู่ไปด้วย เพื่อจะได้บทสรุปว่าเหตุใดอิมามโคมัยนีจึงเป็นผู้นำการปฏิวัติอิสลาม

3.1. แม้กระทั่งอิมามมะอ์ศูมที่มิได้ขึ้นปกครองอาณาจักรหรือนำการต่อสู้โดยตรง ต่างก็เลือกที่จะดำเนินงานตามระบบที่มีลักษณะคู่ขนานกับรัฐทรราชย์ อาทิเช่นการส่งตัวแทนไปตามแว่นแคว้นต่างๆ การห้ามมิให้ชีอะฮ์ร้องเรียนศาลของรัฐ โดยให้ร้องเรียนกับตัวแทนของอิมาม(อ.)แทน[9]  ตลอดจนการระดมทุนทรัพย์ประเภทต่างๆ ปฏิบัติการเหล่านี้ทำให้ผู้ปกครองรัฐหวาดผวาและจ้องจะกำจัดบรรดาอิมามเสมอมา

รายงานว่ามีผู้ยุแยงตะแคงรั่วฮารูนอัรเราะชี้ดว่า ฉันแปลกใจเหตุใดบ้านเมืองจึงมีเคาะลีฟะฮ์(กาหลิบ)สององค์ องค์หนึ่งคือมูซา บิน ญะฟัรที่มีผู้คนส่งเงินทองมาให้ ณ มะดีนะฮ์ อีกองค์หนึ่งก็คือท่าน ที่กำลังเก็บภาษีผู้คน ณ แคว้นอิรัก![10]

ผู้สถาปนาสาธารณรัฐอิสลามในอิหร่านกล่าวถึงยุทธศาสตร์ดังกล่าวของบรรดาอิมามว่า “ถ้าหากบรรดาอิมามของเรานั่งเฉยๆอยู่ในบ้าน  และ...  อีกทั้งเชิญชวนผู้คนให้ภักดีต่อราชวงศ์อุมัยยะฮ์หรือราชวงศ์อับบาส แน่นอนว่าพวกเขาจะยกย่องอิมามของเราไว้เหนือเกล้าเหนือกระหม่อม แต่ความที่รู้ว่าอิมามแต่ละท่านดำเนินการใต้ดินเพื่อโค่นอำนาจพวกตนเนื่องจากไม่มีกำลังทหารพอจะสู้อย่างเปิดเผย จึงจับกุมและขังคุกกว่าสิบปี
อิมามมูซา กาซิมถูกจองจำเพียงเพราะท่านนมาซหรือถือศีลอดหรืออย่างไร? หรือถูกทรมานเพราะท่านเรียกร้องให้ประชาชนภักดีต่อฮารูนเราะชี้ดโดยดุษณี? หรือว่าไม่ไช่ แต่เป็นเพราะพวกเขาเห็นว่าท่านเป็นภัยคุกคามอำนาจของตน จึงใช้วิธีจับกุม สังหาร กดขี่ และเนรเทศกับบรรดาอิมาม”[11]

จากข้อวิเคราะห์ดังกล่าว ชีอะฮ์ที่แท้จริงจึงมิอาจนิ่งเฉยไม่ฟื้นฟูสังคมนานหลายศตวรรษเพียงเพราะข้ออ้างที่ว่าต้องการรอคอยการมาของอิมามมะฮ์ดีเท่านั้น 

3.2. เรามีฮะดีษมากมายที่กล่าวถึงและให้การยอมรับขบวนการต่อสู้บางกลุ่มก่อนการปรากฏกายของอิมามมะฮ์ดี(อ.) มีบทหนึ่งกล่าวถึงการต่อสู้ของชาวตะวันออกเพื่อปูทางสู่รัฐบาลของอิมามมะฮ์ดี(อ.)[12] ซึ่งอิมามโคมัยนีเองก็หวังว่าการปฏิวัติในอิหร่านคือกรณีดังกล่าว ท่านกล่าวว่า “อินชาอัลลอฮ์ การแผ่ขยายการปฏิวัติจะทำให้มหาอำนาจซาตานเสื่อมอำนาจลง เป็นผลให้เหล่าผู้ถูกกดขี่ขึ้นครองอำนาจ ปูทางสู่การจัดตั้งรัฐบาลโลกโดยอิมามมะฮ์ดี(อ.)”[13]
นอกจากนี้ยังมีฮะดีษบางบทกล่าวถึงการต่อสู้ของบุรุษชาวเยเมนก่อนยุคอิมามมะฮ์ดี โดยรณรงค์ให้เหล่าชีอะฮ์ให้การสนับสนุนบุคคลดังกล่าว”[14] ... ฯลฯ

3.3. บรรดาอิมามมะอ์ศูม(อ.)แต่งตั้งให้ผู้รู้ศาสนาเป็นตัวแทนของท่านในยามเร้นกาย[15] แน่นอนว่าประชาชนย่อมหวังจะเห็นพวกเขาเจริญรอยตามบรรดาอิมาม(อ.)แห่งวงศ์วานนบี(ซ.ล.) จึงเห็นได้ว่าผู้รู้ศาสนามีบทบาทในการปรับปรุงสังคมตลอดยุคแห่งการเร้นกายของอิมามมะฮ์ดี แม้กระทั่งบางท่านที่วิพากษ์วิจารณ์การปฏิวัติอิสลามในอิหร่านเองก็ยังจัดตั้งหน่วยงานมัรญะอียะฮ์ของตนขึ้นมาเพื่อเสริมศีลธรรมในหมู่ประชาชน โดยมิได้ถือว่าผิดคำสอนของบรรดาอิมาม(อ.)แต่อย่างใด

3.4. เป็นที่ชัดเจนว่าแม้การญิฮาดเชิงรุกจะเป็นสิ่งต้องห้ามในยุคเร้นกาย แต่ไม่มีผู้รู้ศาสนาท่านใดฟัตวาห้ามมิให้ต่อสู้เพื่อปกป้องชีวิตและทรัพย์สินแม้จะด้วยการจับอาวุธสู้ก็ตาม ซ้ำยังถือว่าเป็นวาญิบอีกด้วย
การปฏิวัติอิสลามในอิหร่านเกิดขึ้นในภาวะที่ชีวิต ทรัพย์สิน และเกียรติยศของมุสลิมถูกคุกคามโดยศัตรูในและนอกประเทศ อาทิเช่นกรณีการบังคับถอดฮิญาบอันนำพาสู่การสังหารหมู่ที่มัสญิดโกฮารช้อด กรณีสิทธิสภาพนอกอาณาเขต หรือกรณีการเฉลิมฉลองระบอบกษัตริย์อิหร่านครบ 2,500 ปี

3.5.. ทั้งๆที่ประเทศอิหร่านในขณะนั้นมีกลุ่มติดอาวุธมากมายที่มีแนวทางการต่อสู้ที่แตกต่างกัน แต่อิมามโคมัยนีที่เป็นผู้ควบคุมกระแสหลักของการปฏิวัติกลับเน้นแนวทางสันติวิธี อันเป็นสิ่งที่บรรดาอิมาม(อ.)เน้นย้ำในสภาวะเช่นนั้น แม้จะต้องเผชิญกับแรงกดดันจากกลุ่มนักปฏิวัติหลายกลุ่ม แต่ท่านก็ไม่อนุญาตให้จับอาวุธในการปฏิวัติเด็ดขาด แนววิธีนี้ตรงกับเนื้อหาของฮะดีษในเศาะฮีฟะฮ์ซัจญาดียะฮ์ที่อ้างอิงในคำถาม ผลคือรัฐบาลชาห์ต้องรับผิดชอบต่อการสังหารหมู่ทั้งหมดที่เกิดขึ้นเพียงฝ่ายเดียว

ท่านให้สัมภาษณ์นิตยสารฟิกาโร่ในช่วงที่กระแสปฏิวัติร้อนระอุที่สุดว่า “จนถึงบัดนี้ ฉันยังคงยืนหยัดบนคำแนะนำให้ดำเนินการด้วยแนวทางสันติวิธีเสมอ”[16]

สรุปคือ แม้การปราบปรามอย่างโหดร้ายของรัฐบาลชาห์ปาห์เลวีจะอำนวยให้สามารถจับอาวุธขึ้นป้องกันตัวได้ก็ตาม แต่อิมามโคมัยนีกลับเน้นแนวทางสันติวิธีอย่างชาญฉลาด ทำให้การปฏิวัติได้รับชัยชนะในที่สุด และถึงแม้ว่าประชาชนมากมายจะต้องเสียสละชีวิตในแนวทางดังกล่าว แต่ท้ายที่สุดการปฏิวัติในอิหร่านก็ไม่ถูกจัดอยู่ในการปฏิวัติด้วยอาวุธ ทว่าเป็นการเรียกร้องให้แก้ไขสังคมในมุมกว้าง ซึ่งไม่มีโองการหรือฮะดีษใดที่ปฏิเสธแนวคิดดังกล่าว 

ส่วนการที่มีผู้คนมากมายถูกสังหารในหนทางนี้ ก็เปรียบได้กับการสังหารบรรดาอิมาม(อ.)อย่างเช่นอิมามมูซา กาซิม(อ.) ซึ่งแม้ว่าท่านเหล่านั้นมิได้จับอาวุธขึ้นสู้กับทรราชย์ แต่ก็ถูกข่มเหง จับกุม และสังหารเพียงเพราะมีพฤติกรรมที่ฝ่ายกุมอำนาจมองว่าเป็นภัยคุกคาม



[1] เศาะฮีฟะฮ์ ซัจญาดียะฮ์,หน้า 20,สำนักพิมพ์อัลฮาดี,กุม

[2] เศาะฮีฟะฮ์อิมาม,เล่ม 2,หน้า 86

[3] ฮุร อามิลี,มุฮัมมัด บิน ฮะซัน, วะซาอิลุชชีอะฮ์,เล่ม 15,หน้า 52,ฮะดีษที่ 19969,สำนักพิมพ์อาลุลบัยต์,กุม,ฮ.ศ.1409

[4] เพิ่งอ้าง,หน้า 51,ฮะดีษที่ 19965

[5] ในหน้า 50,เล่ม 15,วะซาอิลุชชีอะฮ์ มีบทว่าด้วยสถานะการจับอาวุธต่อสู้ก่อนอิมามมะฮ์ดี(อ.) ซึ่งสามารถพบเห็นฮะดีษประเภทนี้ในบทดังกล่าว

[6] ฮุร อามิลี,มุฮัมมัด บิน ฮะซัน, วะซาอิลุชชีอะฮ์,เล่ม 15,หน้า 50 -51,ฮะดีษที่ 19964

[7] เศาะฮีฟะฮ์อิมาม,เล่ม 21,หน้า 16 -17,เกี่ยวกับเรื่องนี้สามารถพบสุนทรพจน์ของท่านได้ที่เล่ม 3,หน้า 339 -340

[8] กุลัยนี,มุฮัมมัด บิน ยะอ์กู้บ,อัลกาฟี,เล่ม 5,หน้า 22,ดารุ้ลกุตุบุลอิสลามียะฮ์,เตหราน

[9] ดู: ฮะดีษที่มีในหมวดแรกของบทว่าด้วยคุณลักษณะผู้พิพากษาในหนังสือวะซาอิลุชชีอะฮ์,เล่ม 27

[10] มัจลิซี,มุฮัมมัดบากิร,บิฮารุลอันว้าร,เล่ม 48,หน้า 239,ฮะดีษที่ 48,สำนักพิมพ์อัลวะฟา,เบรุต,ฮ.ศ.1404

[11] เศาะฮีฟะฮ์อิมาม,เล่ม 4,หน้า 21

[12] บิฮารุลอันว้าร,เล่ม 51,หน้า 87

[13] เศาะฮีฟะฮ์อิมาม,เล่ม 15,หน้า 248 -249

[14] บิฮารุลอันว้าร,เล่ม 52,หน้า 230

[15] วะซาอิลุชชีอะฮ์,เล่ม 27,หน้า 131,ฮะดีษที่ 33401

[16] เศาะฮีฟะฮ์อิมาม,เล่ม 4,หน้า 3

แปลคำถามภาษาต่างๆ
ความเห็น
จำนวนความเห็น 0
กรุณาป้อนค่า
ตัวอย่าง : Yourname@YourDomane.ext
กรุณาป้อนค่า
<< ลากฉัน
กรุณากรอกจำนวนที่ถูกต้องของ รหัสรักษาความปลอดภัย

หมวดหมู่

คำถามสุ่ม

  • เพราะสาเหตุอันใด มนุษย์จึงลืมเลือนอัลลอฮฺ?
    9681 จริยธรรมปฏิบัติ 2554/10/22
    การหยุแหย่ของชัยฏอนมารร้าย,เกี่ยวข้องทางโลกเท่านั้นอันเป็นความผิดที่เกิดจากความหลงลืมองค์พระผู้อภิบาลซึ่งในทางตรงกันข้ามนมาซ, กุรอาน, การใคร่ครวญในสัญลักษณ์ต่างๆของพระเจ้าการใช้ประโยชน์จากเหตุผลและข้อพิสูจน์
  • กฎของการออกนอกศาสนาของบุคคลหนึ่ง, ต้องขึ้นอยู่กับการตัดสินของผู้ปกครองหรือไม่?
    7002 ปัจจัยที่ทำให้นมาซเป็นโมฆะ 2555/05/17
    มีอยู่ 12 ประการที่ทำให้นมาซบาฏิล (เสีย) ซึ่งเรียกสิ่งเหล่านั้นว่า มุบฏิลลาตของนมาซ 1.สูญเสียหนึ่งในเงื่อนไขสำคัญระหว่างนมาซ 2.สิ่งที่เป็นสาเหตุทำให้วุฎูอฺ หรือฆุซลฺบาฏิล (เสีย) ได้เล็ดรอดออกมาขณะนมาซ 3. กอดอกขณะนมาซ 4.กล่าวคำว่า “อามีน” หลังจากกล่าวซูเราะฮฺฟาติฮะฮฺจบ 5. ผินหน้าออกจากกิบละฮฺ ขณะนมาซ 6.กล่าวคำพูดบางคำขณะนมาซ 7.หัวเราะโดยมีเสียดังออกมาหรือกระทำสิ่งที่คล้ายคลึงกัน 8.ตั้งใจร้องไห้เพื่อภารกิจทางโลก โดยมีเสียงดังออกมา 9. กระทำบางภารกิจอันเป็นเหตุทำให้สูญเสียสภาพนมาซ 10.กินและดื่ม
  • กฎทางชัรอียฺ และผลสะท้อนของการสาปแช่ง และการปฏิเสธความจริงแก่คนอื่น เป็นอย่างไร?
    12923 تبری و لعن 2555/05/20
    ตามหลักคำสอนของศาสนาของเรา นอกจากจะห้ามมิให้มีการสาปแช่ง หรือปฏิเสธอย่างไม่ถูกต้องต่อคนอื่นแล้ว ยังไม่อนุญาตให้กระทำเช่นนั้นอีกต่างหาก, มีรายงานจำนวนมากมายจากบรรดาอิมามผู้นำ กล่าวว่า, ถ้าหากใครก็ตาม, ได้สาปแช่งบุคคลหนึ่ง ทั้งที่บุคคลนั้นไม่สมควรได้รับการสาปแช่งแม้แต่นิดเดียว, การสาปแช่งนั้นจะย้อนกลับไปหาผู้สาปแช่ง ...
  • ดุอาใดบ้างที่ทำให้ได้รับพรเร็วที่สุด?
    59011 จริยธรรมปฏิบัติ 2554/07/03
    มีดุอาที่รายงานจากอิมาม(อ.)หลายบทที่กล่าวขานกันว่าเห็นผลตอบรับอย่างรวดเร็ว แต่เนื่องจากไม่สามารถนำเสนอเนื้อหาดุอาทั้งหมด ณ ที่นี้ได้ จึงขอกล่าวเพียงชื่อดุอาที่มีความสำคัญเป็นพิเศษดังต่อไปนี้1. ดุอาตะวัซซุ้ล2. ดุอาฟะร็อจ
  • ในอายะฮ์ที่ได้กล่าวว่า "فَمَنِ اعْتَدَى بَعْدَ ذَلِکَ فَلَهُ عَذَابٌ أَلِیمٌ"، คำว่า “ฟะมะนิอ์ตะดา” หมายถึงอะไร และสาเหตุใดจึงมีการเตือนว่าจะลงโทษ?
    9657 การตีความ (ตัฟซีร) 2555/02/18
    ข้อบังคับประการหนึ่งในพิธีฮัจญ์และอุมเราะฮ์ก็คือห้ามล่าสัตว์ในขณะที่ครองอิฮ์รอมซึ่งอายะฮ์ที่ 94-96 ซูเราะฮ์อัลมาอิดะฮ์ก็ได้กล่าวถึงประเด็นนี้ไว้กล่าวคือห้ามมิให้ล่าสัตว์ทะเลทรายและสัตว์น้ำในขณะที่ยังครองอิฮ์รอมก่อนที่จะกล่าวถึงความหมายของคำว่า “ตะอัดดี” (การรุกราน) จำเป็นที่จะต้องอธิบายว่าเหตุผลหนึ่งของการห้ามล่าสัตว์ในขณะครองอิฮ์รอมก็คือการที่พิธีฮัจญ์และอุมเราะฮ์เป็นอิบาดะฮ์ที่จะแยกมนุษย์ออกจากโลกิยะและจะนำพามนุษย์สู่โลกที่เต็มไปด้วยจิตวิญญาณอันสูงส่งส่วนสิ่งที่เป็นวัตถุ, การรบราฆ่าฟัน, ความอาฆาต, ความต้องการทางเพศ, ความสุขทางด้านวัตถุล้วนเป็นสิ่งที่พึงละเว้นในพิธีฮัจญ์และอุมเราะฮ์ซึ่งถือเป็นวิธีฝึกฝนที่ได้รับการอนุมัติจากพระองค์ฉะนั้นการห้ามล่าสัตว์ในขณะครองอิฮ์รอมก็อาจจะเนื่องด้วยสาเหตุเหล่านี้[1]ศาสนบัญญัติข้อนี้ได้รับการกำหนดไว้อย่างละเอียดโดยมิได้เจาะจงห้ามล่าสัตว์เพียงอย่างเดียวแต่รวมไปถึงการช่วยชี้เป้าหรือการหาเหยื่อให้ผู้ล่าก็เป็นสิ่งต้องห้ามด้วยเช่นกันดังที่ในฮะดีษได้กล่าวไว้ว่าอิมามศอดิก (อ.) กล่าวกับสหายของท่านว่า “จงอย่าถือว่าการล่าสัตว์ในขณะที่ยังครองอิฮ์รอมเป็นสิ่งอนุมัติไม่ว่าจะอยู่ในเขตฮะร็อมหรือนอกเขตฮะร็อมก็ตามและถึงแม้ว่าพวกท่านจะไม่ได้ครองอิฮ์รอมก็ไม่สามารถล่าสัตว์ได้และจงอย่าชี้เป้าแก่บุคคลที่กำลังครองอิฮ์รอมหรือผู้ที่มิได้ครองอิฮ์รอมเพื่อให้เขาล่าสัตว์และจงอย่าสนับสนุน (และสั่ง) แต่อย่างใดเพื่อที่จะได้ทำให้การล่าสัตว์นั้นๆเป็นฮะลาลเนื่องจากจะทำให้ผู้ละเมิดโดยตั้งใจต้องจ่ายกัฟฟาเราะฮ์”[2]ดังนั้น “มะนิอ์ตะดา”ในที่นี้หมายถึงบุคลลใดก็ตามที่ได้ฝ่าฝืนกฏดังกล่าว (การห้ามล่าสัตว์) ซึ่งเป็นคำสั่งของอัลลอฮ์ (ซ.บ.) เขาจะต้องทนทุกข์ทรมานกับการลงโทษที่หนักหน่วงดังนั้นสาเหตุของการลงโทษคือการฝ่าฝืนกฏและคำสั่งของอัลลอฮ์ (ซ.บ.) นั่นเองและการลงโทษดังกล่าวหมายถึงการลงโทษด้วยไฟนรกในโลกหน้า “หรืออาจจะหมายถึงการประสบอุปสรรคในโลกนี้ด้วยก็เป็นได้”[3] ดังนั้นการดื้อแพ่งกระทำบาปครั้งแล้วครั้งเล่าจะนำมาซึ่งภยันตรายและการลงทัณฑ์อันเจ็บปวดคำถามดังกล่าวไม่มีคำตอบเชิงอธิบาย
  • อุมัรได้ทำทานบนหรือลงโทษอบูฮุร็อยเราะฮฺหรือไม่ ในฐานะที่อุปโลกน์ฮะดีซขึ้นมา?
    8366 ริญาลุลฮะดีซ 2555/04/07
    บุคอรียฺ,มุสลิม,ซะฮะบียฺ, อิมามอบูญะอฺฟัร อัสกาฟียฺ, มุตตะกียฺ ฮินดียฺ และคนอื่นๆ กล่าวว่า เคาะลิฟะฮฺที่ 2 ได้ลงโทษเฆี่ยนตีอบูฮุร็อยเราะฮฺอย่างหนักจนสิ้นยุคการปกครองของเขา เนื่องจากอบูฮุร็อยเราะฮฺ ได้ปลอมแปลงฮะดีซของท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) จำนวนมากและกล่าวพาดพิงไปยังเราะซูล (ซ็อล ฯ) สามารถกล่าวได้ว่า สาเหตุที่อุมัรคิดไม่ดีต่ออบูฮุร็อยเราะฮฺ อาจเป็นเพราะปัจจัยเหล่านี้ หนึ่ง เขาชอบนั่งประชุมเสวนากับ กะอฺบุลอะฮฺบาร ยะฮูดียฺคนหนึ่ง และรายงานฮะดีซจากเขา สอง เขาได้รายงานฮะดีซโดยไม่มีรากที่มา ซึ่งโดยปกติแล้วจะตรงกับฮะดีซที่อุปโลกน์ขึ้นมา และในความเป็นจริงแล้วก็ไม่มีสิ่งใดนอกจากการอุปโลกน์ สาม รายงานฮะดีซที่ขัดแย้งกับฮะดีซที่เล่าโดยเซาะฮาบะฮฺ สี่ เซาะฮาบะฮฺ บางคนเช่นอบูบักร์ และอิมามอะลี (อ.) จะขัดแย้งกับเขาเสมอ ...
  • ทิฐิที่ปรากฏในกุรอานมีความหมายอย่างไร? มีสาเหตุ ผลลัพธ์ และวิธีแก้อย่างไร? คนมีทิฐิมีคุณลักษณะอย่างไร?
    13176 بدبینی و بدگمانی 2555/09/20
    การถืออคตินับเป็นอุปนิสัยที่น่ารังเกียจยิ่ง เราสามารถวิเคราะห์อุปนิสัยดังกล่าวจากหลายแง่มุมด้วยกัน ทั้งนี้ก็เนื่องจากมีผลร้ายหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นผลร้ายเชิงปัจเจกหรือสังคม จิตใจและร่างกาย โลกนี้และโลกหน้า อิสลามได้ตีแผ่ถึงรากเหง้าและผลเสียของการถือทิฐิ ตลอดจนนำเสนอวิธีปรับปรุงตนเองเกี่ยวกับเรื่องนี้ไว้อย่างถี่ถ้วน ...
  • กรุณาเล่าถึงพจนารถของอิมามอลี(อ.)ที่ว่า อะไรคือสิ่งจำเป็นและอะไรคือสิ่งจำเป็นกว่า อะไรคือปัญหาและอะไรคือปัญหาที่ใหญ่กว่า สิ่งใดน่าฉงนใจและสิ่งใดน่าฉงนใจกว่า สิ่งใดอยู่ใกล้ และสิ่งใดอยู่ใกล้กว่า?
    7291 ดิรอยะตุลฮะดีซ 2555/01/15
    อัลลามะฮ์มัจลิซีได้รายงานฮะดีษบทหนึ่งไว้ในหนังสือบิฮารุลอันว้ารว่า “มีผู้สอบถามอิมามอลีว่าอะไรคือสิ่งจำเป็นและอะไรคือสิ่งจำเป็นกว่าอะไรคือปัญหาและอะไรคือปัญหาที่ใหญ่กว่าสิ่งใดน่าฉงนใจและสิ่งใดน่าฉงนใจกว่าสิ่งใดอยู่ใกล้และสิ่งใดอยู่ใกล้กว่า? แต่ก่อนที่ชายผู้นั้นจะถามจนจบท่านอิมามได้ตอบด้วยบทกวีที่ว่า...توب رب الورى واجب علیهمو ترکهم للذنوب اوجب‏و الدهر فی صرفه عجیبو غفلة الناس فیه اعجب‏
  • มีฮะดีษจากอิมามอลี(อ.)บทหนึ่งกล่าวถึงมัสญิดญัมกะรอนและภูเขานบีคิเฎร ซึ่งปรากฏในหนังสืออันวารุ้ลมุชะอ์ชิอีน ถามว่าฮะดีษบทนี้เชื่อถือได้เพียงใด และนับเป็นอภินิหารของท่านหรือไม่?
    7941 ดิรอยะตุลฮะดีซ 2555/01/19
    แม้จะไม่สามารถปฏิเสธฮะดีษดังกล่าวอย่างสิ้นเชิงแต่ต้องทราบว่าหนังสือที่บันทึกฮะดีษนี้ล้วนประพันธ์ขึ้นหลังยุคอิมามอลีถึงกว่าพันปีหนังสือรุ่นหลังอย่างอันวารุลมุชะอ์ชิอีนก็รายงานโดยปราศจากสายรายงานโดยอ้างถึงหนังสือของเชคเศาะดู้ก (มูนิสุ้ลฮะซีน) ซึ่งนอกจากจะหาอ่านไม่ได้แล้วยังมีการตั้งข้อสงสัยกันว่าหนังสือดังกล่าวเป็นผลงานของเชคเศาะดู้กจริงหรือไมด้วยเหตุนี้ในทางวิชาฮะดีษจึงไม่สามารถใช้ฮะดีษดังกล่าวอ้างอิงในแง่ฟิกเกาะฮ์ประวัติศาตร์เทววิทยาฯลฯได้เลย ...
  • เป้าหมายและโปรแกรมต่างๆ ของชัยฏอนคืออะไร?
    10393 เทววิทยาดั้งเดิม 2554/04/21
    1.ลวงล่อให้มนุษย์ทั้งหลายหลงทาง2.เชิญชวนมนุษย์ทั้งหลายไปสู่การกระทำที่บิดเบือนและการอุปโลกน์ต่างๆ3. หยุแหย่มนุษย์ในการเปลี่ยนแปลงการสร้างสรรค์ของอัลลอฮฺ (ซบ.) และโปรแกรมต่างๆซึ่งอัลกุรอานได้พาดพิงถึงชัยฏอน ...

เนื้อหาที่มีผู้อ่านมากที่สุด

  • อะไรคือหน้าที่ๆภรรยาพึงปฏิบัติต่อสามีบ้าง?
    61428 สิทธิและกฎหมาย 2554/07/07
    ความมั่นคงของชีวิตคู่ขึ้นอยู่กับความรักความผูกพัน ความเข้าใจ การให้เกียรติและเคารพสิทธิของกันและกัน และเพื่อที่สถาบันครอบครัวจะยังคงมั่นคงเป็นปึกแผ่น อิสลามจึงได้ระบุถึงสิทธิของทั้งภรรยาและสามี ขณะเดียวกันก็ได้กำหนดหน้าที่สำหรับทั้งสองฝ่ายไว้ด้วย เนื่องจากเมื่ออัลลอฮ์ประทานสิทธิ ก็มักจะกำหนดหน้าที่กำกับไว้ด้วยเสมอ ข้อเขียนนี้จะนำเสนอหน้าที่ทางศาสนาบางส่วนที่ภรรยาพึงปฏิบัติต่อสามีดังต่อไปนี้:1. ...
  • ดุอาใดบ้างที่ทำให้ได้รับพรเร็วที่สุด?
    59011 จริยธรรมปฏิบัติ 2554/07/03
    มีดุอาที่รายงานจากอิมาม(อ.)หลายบทที่กล่าวขานกันว่าเห็นผลตอบรับอย่างรวดเร็ว แต่เนื่องจากไม่สามารถนำเสนอเนื้อหาดุอาทั้งหมด ณ ที่นี้ได้ จึงขอกล่าวเพียงชื่อดุอาที่มีความสำคัญเป็นพิเศษดังต่อไปนี้1. ดุอาตะวัซซุ้ล2. ดุอาฟะร็อจ
  • กรุณานำเสนอบทดุอาเพื่อให้ได้พบคู่ครองที่เหมาะสมและเปี่ยมด้วยตักวา
    43443 จริยธรรมปฏิบัติ 2554/06/12
    ทุกสิ่งทุกอย่างย่อมมีปัจจัยและเงื่อนไขจำเพาะตามที่พระเจ้าทรงกำหนดหากเราประสงค์สิ่งใดย่อมต้องเริ่มจากการตระเตรียมปัจจัยและเงื่อนไขเสียก่อนปัจจัยของการแต่งงานคือการเสาะหาและศึกษาอย่างละเอียดทว่าเพื่อความสัมฤทธิ์ผลในการดังกล่าวจำเป็นต้องขอความช่วยเหลือจากอัลลอฮ์เพื่อทรงชี้นำการตัดสินใจและความพยายามของเราให้บรรลุดังใจหมาย.การอ่านบทดุอาต่างๆที่รายงานจากบรรดาอิมาม(อ)ต้องควบคู่กับความพยายามศึกษาและเสาะหาคู่ครองอย่างถี่ถ้วน. หนึ่งในดุอาที่เกี่ยวกับเรื่องนี้โดยเฉพาะก็คือรายงานที่ตกทอดมาจากท่านอลี(อ)ดังต่อไปนี้: “ผู้ใดประสงค์จะมีคู่ครอง
  • ด้วยเหตุผลอันใดที่ต้องกล่าว อะอูซุบิลลาฮิ มินัชชัยฏอน นิรเราะญีม ก่อน บิซมิลลาฮิรเราะฮฺมานนิรเราะฮีม?
    41640 วิทยาการกุรอาน 2555/08/22
    หนึ่งในมารยาทของการอ่านอัลกุรอาน ซึ่งมีกล่าวไว้ในอัลกุรอาน และรายงานฮะดีซคือ การกล่าว อะอูซุบิลลาฮิ มินัชชัยฏอน นิรเราะญีม ก่อนที่จะเริ่มอ่านอัลกุรอาน หรือแม้แต่ให้กล่าวก่อนที่จะกล่าว บิซมิลลาฮิรเราะฮฺมานนิรเราะฮีม เสียด้วยซ้ำไป ด้วยเหตุผลที่ว่า บิซมิลลาฮิรเราะฮฺมานนิรเราะฮีม นั้นเป็นส่วนหนึ่งของอัลกุรอาน อย่างไรก็ตามการขอความคุ้มครองจากอัลลอฮฺ มิใช่แค่เป็นเพียงคำพูดเท่านั้น ทว่าสิ่งนี้จะต้องฝังลึกอยู่ภายในจิตวิญญาณของเรา ซึ่งต้องสำนึกสิ่งนี้อยู่เสมอตลอดการอ่านอัลกุรอาน ...
  • ครูบาอาจารย์และลูกศิษย์(นักเรียนนักศึกษา)มีหน้าที่ต่อกันอย่างไร?
    40098 จริยธรรมปฏิบัติ 2554/11/14
    ผู้สอนและผู้เรียนมีหน้าที่ต่อกันหลายประการด้วยกันซึ่งสามารถจำแนกออกเป็นสองส่วนก. หน้าที่ที่ผู้สอนมีต่อผู้เรียนอันประกอบด้วยหน้าที่ทางจริยธรรมการอบรมและวิชาการ ข. หน้าที่ที่ผู้เรียนมีต่อผู้สอนอาทิเช่นการให้เกียรติครูบาอาจารย์ยกย่องวิทยฐานะของท่านนอบน้อมถ่อมตน ...ฯลฯ ...
  • ก่อนการสร้างนบีอาดัม(อ) เคยมีการแต่งตั้งญินให้เป็นศาสนทูตสำหรับฝ่ายญินหรือไม่?
    35232 เทววิทยาดั้งเดิม 2554/06/12
    อัลกุรอานยืนยันการมีอยู่ของเหล่าญินรวมทั้งได้อธิบายคุณลักษณะบางประการไว้ถึงแม้ว่าข้อมูลของเราเกี่ยวกับโลกของญินจะค่อนข้างจำกัดแต่เราสามารถพิสูจน์ว่าเหล่าญินเคยมีศาสนทูตที่เป็นญินก่อนการสร้างนบีอาดัมโดยอาศัยเหตุผลต่อไปนี้:1. เหล่าญินล้วนมีหน้าที่ทางศาสนาเฉกเช่นมนุษย์เราแน่นอนว่าหน้าที่ทางศาสนาย่อมเป็นผลต่อเนื่องจากการสั่งสอนศาสนาด้วยเหตุนี้จึงมั่นใจได้ว่าอัลลอฮ์ทรงเคยแต่งตั้งศาสนทูตสำหรับกลุ่มชนญินเพื่อการนี้2. เหล่าญินล้วนต้องเข้าสู่กระบวนการพิพากษาในวันกิยามะฮ์เฉกเช่นมนุษย์เราซึ่งโดยทั่วไปแล้วก่อนกระบวนการพิพากษาทุกกรณีจะต้องมีการชี้แจงข้อกฏหมายจนหมดข้อสงสัยเสียก่อนและการชี้แจงให้หมดข้อสงสัยคือหน้าที่ของบรรดาศาสนทูตนั่นเอง
  • ปีศาจ (ซาตาน) มาจากหมู่มะลาอิกะฮฺหรือญิน ?
    29381 การตีความ (ตัฟซีร) 2553/12/22
    เกี่ยวกับคำถามที่ว่าชัยฎอนเป็นมะลาอิกะฮฺหรือญินมีมุมมองและทัศนะแตกต่างกันแหล่งที่มาของความขัดแย้งนี้เกิดจากเรื่องราวการสร้างนบีอาดัม (อ.) เนื่องจากเป็นคำสั่งของพระเจ้ามวลมะลาอิกะฮ์ทั้งหลายจึงได้กราบสุญูดอาดัมแต่ซาตานไม่ได้ก้มกราบบางคนกล่าวว่าชัยฎอน (อิบลิส) เป็นมะลาอิกะฮฺ, โดยอ้างเหตุผลว่าเนื่องจากโองการอัลกุรอานกล่าวละเว้น, อิบลิสไว้ในหมู่ของมะลาอิกะฮฺ (มะลาอิกะฮ์ทั้งหมดลดลงกราบยกเว้นอิบลิส) ดังนั้นอิบลิส
  • เนื่องจากอัลลอฮฺทรงรอบรู้เหนือโลกและจักรวาล ฉะนั้น วัตถุประสงค์การทดสอบของอัลลอฮฺคืออะไร?
    29265 เทววิทยาดั้งเดิม 2554/03/08
    ดังที่ปรากฏในคำถามว่าการทดสอบของอัลลอฮฺไม่ได้เพื่อการค้นหาสิ่งที่ยังไม่รู้เนื่องจากอัลลอฮฺ (ซบ.) ทรงปรีชาญาณเหนือทุกสรรพสิ่งแต่อัลกุรอานหลายโองการและรายงานที่ตกมาถึงมือเรากล่าวว่าการทดสอบเป็นแบบฉบับหนึ่งและเป็นกฎเกณฑ์ของพระเจ้าที่วางอยู่บนแบบฉบับอื่นๆอันได้แก่การอบบรมสั่งสอนการชี้นำโดยรวมของพระเจ้าอัลลอฮฺ
  • อายะฮ์ إِذا مَا اتَّقَوْا وَ آمَنُوا وَ عَمِلُوا الصَّالِحاتِ ثُمَّ اتَّقَوْا وَ آمَنُوا ثُمَّ اتَّقَوْا وَ أَحْسَنُوا وَ اللَّهُ یُحِبُّ الْمُحْسِنین การกล่าวซ้ำดังกล่าวมีจุดประสงค์ใด?
    29109 การตีความ (ตัฟซีร) 2555/02/07
    ในแวดวงวิชาการมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องการย้ำคำว่าตักวาในโองการข้างต้นบ้างเชื่อว่ามีจุดประสงค์เพื่อให้เล็งเห็นความสำคัญของประเด็นเกี่ยวกับตักวาอีหม่านและอะมั้ลที่ศอลิห์
  • เมื่ออัลลอฮฺ มิทรงสร้างสรรพสิ่งทั้งหลายจากสิ่งใดทั้งหมด, หมายความว่าอำนาจของพระองค์ได้ถ่ายโอนไปสู่วัตถุปัจจัยกระนั้นหรือ?
    26946 รหัสยทฤษฎี 2555/05/17
    ใช่แล้ว การสร้างจากสิ่งไม่มีตัวตนมีความหมายตามกล่าวมา, เนื่องจากคำว่า ไม่มีตัวตน คือไม่มีอยู่ก่อนจนกระทั่งอัลลอฮฺ ทรงสร้างสิ่งนั้นขึ้นมา รายงานฮะดีซก็กล่าวถึงประเด็นนี้ไว้เช่นกันว่า อำนาจสัมบูรณ์ของพระเจ้า มีความเป็นหนึ่งเดียวกันกับคุณลักษณะอื่นของพระองค์ ซึ่งเกินเลยอำนาจความรอบรู้ของมนุษย์ เนื่องจากสรรพสิ่งถูกสร้างทั้งหลายได้ถูกสร้างขึ้นมา จากสิ่งไม่มี ซึ่งตามความเป็นจริงแล้วสรรพสิ่งถูกสร้างทั้งหลาย เปรียบเสมือนภาพที่ถ่ายโอนอำนาจสัมบูรณ์ของพระเจ้า เราเรียกนิยามนี้ว่า “การสะท้อนภาพ”[1]ซึ่งในรายงานฮะดีซได้ใช้คำว่า “การเกิดขึ้นของคุณลักษณะ” : อัลลอฮฺ (ซบ.) ทรงเป็นพระผู้อภิบาลของเราที่มีความเป็นนิรันดร์ ความรอบรู้คือ อาตมันของพระองค์ ขณะที่ไม่มีความรอบรู้อันใด การได้ยินคืออาตมันของพระองค์ ขณะที่ไม่มีการได้ยินใดๆ การมองเห็นคือ อาตมันของพระองค์ ขณะที่ไม่มีการมองเห็นอันใด อำนาจคืออาตมันของพระองค์ ขณะที่ไม่มีอำนาจอันใด และเนื่องจากพระองค์คือ ผู้ทรงสร้างสรรพสิ่งทั้งหลาย ทำให้สิ่งเหล่านั้นมีและเป็นไป ความรู้ของพระองค์ได้ปรากฏบนสิ่งถูกรู้จักทั้งหลาย การได้ยิน ได้ปรากฏบนสิ่งที่ได้ยินทั้งหลาย การมองเห็นได้ปรากฏบนสิ่งมองเห็น และอำนาจของพระองค์ ...