การค้นหาขั้นสูง
ผู้เยี่ยมชม
11627
อัปเดตเกี่ยวกับ: 2555/04/02
คำถามอย่างย่อ
เหตุใดจึงห้ามกล่าวอามีนในนมาซ?
คำถาม
ผู้รู้ฝ่ายอะฮ์ลิสซุนนะฮ์บางคนได้ชี้แจงการกล่าวอามีนในนมาซว่าเป็นเรื่องที่ถูกต้องเนื่องจากมีฮะดีษเศาะฮี้ห์เกี่ยวกับเรื่องนี้ ซึ่งไม่ขัดต่อฮะดีษอื่นๆที่มีเนื้อหาเชิงกว้างแต่อย่างใด ฉะนั้นจึงไม่อาจจะห้ามกล่าวอามีนได้ และถึงแม้ว่าฮะดีษสองกลุ่มจะขัดกันก็ตาม ฮะดีษที่อนุญาตให้กล่าวอามีนมีความน่าเชื่อถือกว่า (เราะชี้ด ริฎอ,มุฮัมมัด,ตัฟซี้ร อัลมะน้าร,เล่ม 1,หน้า 98) ชีอะฮ์มีทัศนะอย่างไรเกี่ยวกับเรื่องนี้?
คำตอบโดยสังเขป

มีฮะดีษจากอะฮ์ลุลบัยต์ระบุว่าการกล่าวอามีนในนมาซไม่เป็นที่อนุมัติ และจะทำให้นมาซบาฏิล
โดยหลักการแล้ว ไม่จำเป็นต้องพิสูจน์ถึงการไม่เป็นที่อนุมัติ ทั้งนี้ก็เพราะการนมาซเป็นอิบาดะฮ์ประเภทหนึ่ง ซึ่งย่อมไม่สามารถจะเพิ่มเติมได้ตามใจชอบ ฉะนั้น หากไม่สามารถจะพิสูจน์การเป็นที่อนุมัติของส่วนใดในนมาซด้วยหลักฐานทางศาสนา ก็ย่อมแสดงว่าพฤติกรรมนั้นๆไม่เป็นที่อนุมัติ เพราะหลักเบื้องต้นในการนมาซก็คือ ไม่สามารถจะเพิ่มเติมใดๆได้ หลักการสงวนท่าที(อิห์ติยาฏ)ก็หนุนให้งดเว้นการเพิ่มเติมเช่นนี้ เนื่องจากเมื่อเอ่ยอามีนออกไป ผู้เอ่ยย่อมไม่แน่ใจว่านมาซจะยังถูกต้องอยู่หรือไม่ ต่างจากกรณีที่มิได้กล่าวอามีน

คำตอบเชิงรายละเอียด

ประเด็นการกล่าวอามีนในนมาซถือเป็นประเด็นที่มีความเห็นต่างกันระหว่างชีอะฮ์และซุนหนี่ เริ่มแรกเราจะนำเสนอทัศนะของผู้เห็นด้วยในเรื่องนี้พร้อมกับข้อวิพากษ์ที่อ้างอิงฮะดีษการนมาซของท่านนบี(ซ.ล.) หลังจากนั้นจึงจะนำเสนอทัศนะของฝ่ายชีอะฮ์

เนื่องจากปัญหาขัดแย้งในที่นี้เป็นเรื่องที่“อยู่ในการนมาซ” และเนื่องจากนมาซถือเป็นอิบาดะฮ์ประเภทหนึ่ง เราจึงขอเกริ่นเล็กน้อยดังต่อไปนี้
ก. ในอิสลาม อิบาดะฮ์ทุกประเภทไม่ว่าจะเป็นวาญิบ(ภาคบังคับ)และมุสตะฮับ(ภาคอาสา)ล้วนแล้วแต่เป็นบทบัญญัติที่ตายตัวทั้งสิ้น การปฏิบัติอิบาดะฮ์จะต้องปฏิบัติตามจำนวนและรูปแบบที่ศาสนากำหนดไว้เท่านั้น และไม่มีสิทธิจะเพิ่มเติมหรือตัดทอนส่วนใดได้เลย ไม่ว่าใครก็ตาม ไม่มีสิทธิจะปรับเปลี่ยนรูปแบบอิบาดะฮ์ตามที่ตนเองเห็นสมควร ทั้งนี้ สภาวะดังกล่าวมิได้เฉพาะเจาะจงแต่เพียงการนมาซ แต่ครอบคลุมถึงอิบาดะฮ์ทุกประเภทอาทิเช่น การถือศีลอด การอาบน้ำนมาซ การตะยัมมุม ดุอามะอ์ษูเราะฮ์[1] ฯลฯ ด้วย[2]

ข. มุสลิมล้วนเชื่อว่า คำว่า“อามีน”นั้น มิได้เป็นส่วนหนึ่งของการนมาซ[3] ฉะนั้น ผู้ใดเชื่อว่าสามารถกล่าวคำนี้ในนมาซได้ จำเป็นต้องแสดงเหตุผลหักล้างและต้องพิสูจน์ทัศนะของตนด้วยหลักฐาน มิเช่นนั้นก็จะต้องถือว่าการกล่าวอามีนในนมาซเป็นบิดอะฮ์ เป็นฮะรอม และทำให้นมาซบาฏิล(โมฆะ) เนื่องจากหลักเบื้องต้นในเรื่องนี้คือการไม่สามารถกล่าวอามีนในนมาซได้

ตามทัศนะของนักวิชาการฮะดีษแล้ว ฮะดีษที่อนุญาตให้กล่าวอามีนได้แบ่งออกเป็นสองกลุ่มด้วยกัน
หนึ่ง. ฮะดีษที่มีชื่ออบูฮุร็อยเราะฮ์อยู่ในสายรายงาน ดังฮะดีษต่อไปนี้
รายงานจากท่านนบี(ซ.ล.)ว่า “เมื่ออิมามญะมาอัตกล่าว “วะลัฎฎอลลีน”แล้ว พวกเธอก็จงกล่าว “อามีน”เถิด เพราะมวลมลาอิกะฮ์ต่างกล่าวอามีน ฉะนั้น ผู้ใดที่กล่าวอามีนพร้อมกับมวลมลาอิกะฮ์ บาปทั้งหมดของเขาจะได้รับอภัยโทษ” [4]

ฮะดีษประเภทนี้ถือว่าไม่น่าเชื่อถือ เหตุเพราะมีอบูฮุร็อยเราะฮ์เป็นผู้รายงาน[5]
ท่านอิมามอลี(อ.)เคยกล่าวถึงเขาว่า ألا إنّ أکذب الناس أو قال: أکذب الأحیاء علی رسول الله أبوهریرة الدئسي  จงรู้เถิด คนที่โป้ปดที่สุด (อีกรายงานหนึ่งกล่าวว่า: สิ่งมีชีวิตที่โป้ปดที่สุด) ต่อท่านนบี ก็คืออบูฮุร็อยเราะฮ์[6]

สอง. กลุ่มฮะดีษที่มีสายรายงานบรรจบถึงบุคคลเหล่านี้: ฮะมี้ด บิน อับดุรเราะฮ์มาน บิน อบี ลัยลา, อิบนิ อุดัย, อับดุลญับบ้าร บิน วาอิล, สุฮัยล์ บิน อบีศอลิฮ์, อะลา บิน อับดิรเราะฮ์มาน และ ฏ็อลฮะฮ์ บิน อัมร์ ซึ่งล้วนแล้วแต่ไม่มีคุณสมบัติที่เหมาะจะเป็นนักรายงานฮะดีษ เนื่องจากฮะมี้ด บิน อับดุรเราะฮ์มาน บิน อบี ลัยลา มีความจำที่ไม่ดีพอและเฎาะอี้ฟ ส่วนอิบนิ อุดัยย์ก็ไม่เป็นที่รู้จัก อับดุลญับบ้าร บิน วาอิ้ลก็ไม่สามารถจะรายงานฮะดีษจากพ่อของตนได้ เนื่องจากถือกำเนิดหลังพ่อเสียชีวิตหกเดือน ซึ่งจะทำให้สายรายงานไม่ต่อเนื่อง ส่วนสุฮัยล์ บิน อบีศอลิฮ์ และ อะลา บิน อับดิรเราะฮ์มานนั้น อบูฮาตัมกล่าวว่า แม้ฮะดีษของพวกเขาจะถูกบันทึก ทว่าปราศจากความน่าเชื่อถือ ส่วนฏ็อลฮะฮ์ บิน อัมร์ ก็นับเป็นนักรายงานที่ถูกมองข้าม เนื่องจากมีฮะดีษที่ด้อยความน่าเชื่อถืออย่างยิ่ง[7]

จากการที่ฮะดีษนี้มีสายรายงานที่อ่อนแอและไม่น่าเชื่อถือพอ จึงไม่สามารถนำมาอ้างอิงใดๆได้ แต่ก็มีบางคนที่พยายามจะชี้แจงการกล่าวอามีนในนมาซว่า เป็นการกล่าวตอบ “อิฮ์ดินัศศิรอฏ็อลมุสตะกีม”ซึ่งเป็นประโยคดุอา

ขอตอบว่า ประโยคดังกล่าวสามารถจะเป็นดุอาได้ต่อเมื่อเจตนาอ่านให้เป็นดุอา แต่โดยทั่วไปแล้ว ผู้อ่านย่อมมีเจตนาอัญเชิญกุรอาน มิไช่อ่านดุอา มิเช่นนั้นแล้ว หากจะอ่านทุกโองการที่เป็นดุอา อาทิเช่น رَبَّنَا اغْفِرْ لَنا وَ قِنا عَذابَ النَّار โดยเจตนาอ่านเป็นดุอา ก็ย่อมจะสามารถกล่าวอามีนได้ทุกครั้งไช่หรือไม่ ซึ่งไม่มีผู้รู้ท่านใดมีทัศนะเช่นนี้[8]

ยิ่งไปกว่านั้น ต้องคำนึงเสมอว่าการนมาซถือเป็นอิบาดะฮ์ประเภทหนึ่งซึ่งย่อมเป็นบทบัญญัติที่ตายตัว สมมติว่าเราสามารถอ่านอิฮ์ดินัสฯโดยเหนียตเป็นดุอาได้ แต่ถึงอย่างไรก็ไม่สามารถจะกล่าวอามีนได้ ทั้งนี้ก็เพราะการเพิ่มเติมหรือลดทอนส่วนหนึ่งส่วนใดของศาสนกิจ(อิบาดะฮ์)ถือเป็นบิดอะฮ์(อุตริกรรม) และเป็นสิ่งต้องห้าม เนื่องจากคำว่าอามีนมิไช่โองการกุรอาน และไม่ไช่ดุอาหรือซิเกรแต่อย่างใด ฉะนั้นจึงควรปฏิบัติเสมือนคำอื่นๆที่มิไช่กุรอานและซิกรุลลอฮ์

วจนะของท่านนบี(ซ.ล.)ที่ว่า “มิบังควรที่จะเพิ่มเติมคำพูดของบุคคลทั่วไปในนมาซ”[9] ถือเป็นการระงับมิให้กล่าวอามีน เพราะอามีนคือคำพูดของมนุษย์ มิไช่อัลลอฮ์ และหากจะโต้แย้งว่า “อามีน”คือพระนามหนึ่งของอัลลอฮ์ คงต้องชี้แจงว่าหากเป็นเช่นนั้นจริง เราคงพบคำนี้ในหมู่พระนามของพระองค์ และสามารถวิงวอนได้ว่า “ยา อามีน” ในขณะที่ไม่มีผู้ใดเชื่อว่าคำนี้เป็นพระนามหนึ่งของพระองค์เลย[10]

การนมาซของท่านนบี(..)
ไม่เป็นที่สงสัยเลยว่า ซุนนะฮ์ (วจนะ, พฤติกรรม, การวางเฉย)ของท่านนบี(ซ.ล.)ถือเป็นแหล่งอ้างอิงทางศาสนา ฉะนั้น หากพิสูจน์ได้ด้วยวิธีใดวิธีหนึ่งว่าท่านนบีเคยมีซุนนะฮ์เช่นนี้ เราทุกคนย่อมจะต้องน้อมรับโดยดุษณี
ผู้รู้และนักรายงานฮะดีษฝ่ายซุนหนี่ได้รายงานวิธีนมาซของท่านนบี(ซ.ล.)ไว้ในตำราเศาะฮี้ห์และสุนันทั้งหลายว่า “มุฮัมมัด บิน อุมัร บิน อะฏอ เล่าว่า ฉันได้ยินอบูฮะมี้ด ซาอิดีกล่าวท่ามกลางเศาะฮาบะฮ์สิบคน ซึ่งในจำนวนนี้มี อบูกุตาดะฮ์อยู่ด้วยว่า อยากให้ฉันเล่าหรือไม่ว่าท่านนบี(ซ.ล.)นมาซอย่างไร? ... เขาเล่าว่า ขณะจะนมาซ ท่านนบีจะยกสองมือระดับเดียวกับใหล่แล้วกล่าวตักบี้ร และอ่านซูเราะฮ์ด้วยความสุขุม แล้วจึงยกสองมือระดับไหล่พร้อมกับกล่าวตักบี้ร แล้วโค้งรุกู้อ์โดยที่แนบสองมือกับหัวเข่า แล้วจึงยืนตรงพร้อมกับกล่าวว่า سَمِعَ اللَّهُ لِمَنْ حَمِدَهُ แล้วท่านก็ยกสองมือขึ้นระดับไหล่พร้อมกับกล่าวตักบี้ร แล้วจึงลงสุญูดโดยที่มือสองข้างแนบใกล้ลำตัว แล้วจึงเงยศีรษะขึ้นโดยนั่งบนขาซ้าย  ขณะลงสุญูดท่านจะกางนิ้วเท้า ท่านกล่าวตักบี้รแล้วจึงเงยศีรษะขึ้น แล้วนั่งบนขาข้างซ้ายอีกครั้งหนึ่งกระทั่งสงบนิ่ง จากนั้นท่านก็เริ่มเราะกะอัตใหม่โดยกระทำเหมือนกัน เมื่อจบสองเราะกะอัต ท่านจะกล่าวตักบี้รขณะที่มือของท่านอยู่ระดับไหล่เสมือนเมื่อเริ่มนมาซ และกระทำเช่นนี้ในส่วนอื่นๆของนมาซ ในเราะกะอัตสุดท้ายท่านเหยียดขาข้างซ้ายมากขึ้นและนั่งบนนั้น” เหล่าเศาะฮาบะฮ์ ณ ที่นั้นกล่าวขึ้นว่า ถูกแล้ว ท่านนบีนมาซเช่นนี้[11]

ข้อสังเกตุ:
ฮะดีษข้างต้นมีข้อสังเกตุดังต่อไปนี้
ก. เนื่องจากฮะมี้ดมิได้เหนือกว่าคนอื่นๆในวงสนทนาในแง่ความเป็นสหายของท่านนบี ทำให้เป็นที่จับตาเป็นพิเศษของคนในวงสนทนา
ข. เนื่องจากเขาอ้างว่าจะสาธยายถึงการนมาซของท่านนบี ทำให้ยิ่งเป็นจุดสนใจของเศาะฮาบะฮ์ที่อยู่ ณ ที่นั้นมากยิ่งขึ้น
ค. คำบอกเล่าของฮะมี้ดเป็นไปในรูปแบบของการสาธยายถึงรายละเอียดปลีกย่อยทั้งหมดของการนมาซของท่านนบี

จากข้อสังเกตุเหล่านี้ กอปรกับการที่มีฮะดีษนบีในตำราของทั้งฝ่ายซุนหนี่และชีอะฮ์ระบุว่า “จงนมาซอย่างที่ฉันนมาซ”[12] หากอบูฮะมี้ดสาธยายอย่างไม่ครบถ้วนหรืออุตริเพิ่มเติม ย่อมจะถูกคนในวงสนทนาทักท้วงเป็นแน่ ฉะนั้น ในเมื่ออบูฮะมี้ดมิได้เอ่ยถึง “อามีน” ในนมาซของท่านนบี(ซ.ล.) และบรรดาเศาะฮาบะฮ์ในที่นั้นก็มิได้ทักท้วงใดๆ จึงได้ข้อสรุปค่อนข้างชัดเจนว่าท่านนบี(ซ.ล.)ไม่เคยกล่าวอามีนในนมาซเลย และเรามีหน้าที่ปฏิบัติตามท่านนบี(ซ.ล.)เท่านั้น

นอกจากนี้ มีฮะดีษจากท่านนบี(ซ.ล.)ระบุว่า “ไม่อนุญาตให้กล่าวอามีนภายหลังอ่านฟาติหะฮ์”[13] ท่านอิมามศอดิก(อ.)ก็เคยกล่าวว่า “ขณะที่อิมามญะมาอัตอ่านฟาติหะฮ์จบ จงอย่ากล่าวคำว่าอามีน”[14]
ยิ่งไปกว่านั้น เชคเศาะดู้กยังรายงานฮะดีษหนึ่งที่มีใจความว่า การกล่าวอามีนในนมาซหยิบยืมมาจากวัฒนธรรมของคริสเตียน[15]

ฉะนั้น เนื่องจากการนมาซถือเป็นอิบาดะฮ์และจะได้รับการกำหนดมาแล้วอย่างตายตัว และจากการที่อามีนมิไช่ส่วนหนึ่งของการนมาซ ทำให้ผู้รู้ฝ่ายชีอะฮ์มีความเห็นตรงกันว่าการกล่าวอามีนในนมาซถือว่าฮะรอมและจะทำให้นมาซบาฏิล(โมฆะ)[16]

 

 


[1] ยูนุส บิน อับดุรเราะฮ์มาน รายงานจากอับดุลลอฮ์ บิน สะนานว่า ท่านอิมามศอดิก(อ.)เคยกล่าวว่า “ในไม่ช้าจะมีข้อเคลือบแคลงเกิดขึ้นกับพวกท่าน ซึ่งพวกท่านไม่ทราบวิธีแก้ อีกทั้งไม่มีผู้นำคนใดจะสามารถไขปัญหาได้ พวกท่านจะรู้สึกเคว้งคว้าง ผู้ใดที่ต้องการจะรอดพ้นจากข้อเคลือบแคลงเหล่านี้ก็จงอ่านดุอา “เฆาะรี้ก” ฉัน(ผู้รายงาน)เอ่ยถามว่า ดุอาเฆารี้กอ่านอย่างไรขอรับ? ท่านตอบว่า จงอ่านว่า يا اللَّه يا رحمان يا رحيم، يا مقلب القلوب ثبت قلبى على دينك  ฉันอ่านว่า يا مقلب القلوب و الابصار ثبت قلبى على دينك ท่านกล่าวว่า อัลลอฮ์ทรงเป็นมุก็อลลิบุลกุลู้บวัลอับศ้อรก็จริง แต่จงอ่านอย่างที่ฉันบอก นั่นคือ يا اللَّه يا رحمان يا رحيم، يا مقلب القلوب ثبت قلبى على دينك (อิบรอฮีม บิน อลี อามิลี กัฟอะมี, อัลบะละดุ้ลอะมีน, หน้า 24)

[2] สามารถอ่านได้ ณ เว็บไซต์แห่งนี้ที่ระเบียน “กล่าวอามีนหรืออัลฮัมดุลิลลาฮ์” คำถามที่ 5245 (ลำดับในเว็บไซต์ 5606)

[3] มุฮัมมัด เราะชี้ด ริฎอ, ตัฟซี้ร กุรอานิลอะซีม (อัลมะน้าร), เล่ม 1,หน้า 39, สำนักพิมพ์ดารุลมะอ์ริฟะฮ์,พิมพ์ครั้งที่สอง,เบรุต,เลบานอน

[4] บัยฎอวี,นาศิรุดดีน อบุลค็อยร์ อับดุลลอฮ์ บิน อุมัร, อันวารุตตันซี้ล วะอัสรอริตตะอ์วีล,เล่ม 1,หน้า 32,ดารุตตุรอษิ้ลอะเราะบี,เบรุต,ฮ.ศ. 1418

[5] อบูฮุร็อยเราะฮ์ อับดุรเราะฮ์มาน บิน ศ็อคร์ ดูซี (ฮ.ศ.22 - 59 ) เป็นครูบาฮะดีษของเศาะฮาบะฮ์และตาบิอีนกว่าแปดร้อยคน อุมัรได้แต่งตั้งให้เขาดำรงตำแหน่งผู้ครองแคว้นบาห์เรน ทว่าได้ถอดจากตำแหน่งเนื่องจากความอะลุ้มอล่วยเกินเหตุ ส่วนใหญ่เขาพำนักอยู่ที่มะดีนะฮ์ ตะกียุดดีน สุบกี ได้เขียนเอกสารชิ้นหนึ่งซึ่งมีชื่อว่า “ฟะตาวา อบีฮุร็อยเราะฮ์” อับดุลฮุเซน ชะเราะฟุดดีนก็เคยเขียนหนังสือชื่อว่า อบูฮุร็อยเราะฮ์เช่นกัน (อัลอะอ์ลาม,เล่ม 4,หน้า 80 - 81) ฮุจญะตี,อัสบาบุนนุซู้ล,หน้า 216

[6] ดู: อิบนิ อบิลฮะดี้ด มุอ์ตะซิลี,อิซซุดดีน อบูฮามิด,ชัรฮ์นะฮ์ญุลบะลาเฆาะฮ์,เล่ม 4,หน้า 68, หอสมุดอายะตุลลอฮ์ มัรอะชี นะญะฟี,พิมพ์ครั้งแรก,ปี 1337

[7] ดู: ซุลฎอนี, อับดุลอะมี้ร,ฮุกมุตตะอ์มีน ฟิศเศาะลาฮ์,สมาพันธ์อะฮ์ลุลบัยต์โลก,พิมพ์ครั้งที่สอง

[8] ดู: ซับซะวอรี,อลี มุอ์มิน กุมี,ญามิอุ้ลคิลาฟ วัลวิฟ้าก บัยนัล อิมามียะอ์ วะบัยนะ อะอิมมะติลฮิญ้าซ วัลอะร้อก,สำนักพิมพ์ผู้เตรียมการมาของอิมามมะฮ์ดี(อ.),พิมพ์ครั้งแรก,กุม,ปี 1421

[9] อิสฟะรอยินี,อบุลมุซ็อฟฟัร ชาฮ์ฟู้ร บิน ฏอฮิร, ตาญุตตะรอญิม ฟีตัฟซีริลกุรอานิลอะอาญิม,อารัมภบท,หน้า 20,สำนักพิมพ์อิลมีฟัรฮังฆี,พิมพ์ครั้งแรก,เตหราน,ปี 1375 และ ชะฮีดษานี,ซัยนุดดีน บิน อลี บิน อะฮ์มัด อามิลี,ร็อวฏ็อลญินาน ฟีชัรฮิ อิรชาดิลอัซฮาน,หน้า 331,สถาบันอาลุลบัยต์(อ.),พิมพ์ครั้งแรก,กุม

[10] อิบนิ ชะฮ์รอชู้บ,มอซันดะรอนี,มุฮัมมัด บิน อลี, มุตะชาบิฮุลกุรอาน วะมุคตะละฟิฮ์,เล่ม 2,หน้า 170,สำนักพิมพ์บีด้อร,พิมพ์ครั้งแรก,กุม,ฮ.ศ.1410

[11] สุนัน อบีดาวู้ด, หมวดการเริ่มนมาซ,เล่ม 2,หน้า 391, ฮะดีษที่ 627, เว็บอัลอิสลาม http://www.al-islam.com (อัลมักตะบะตุชชามิละฮ์), สุนัน อิบนิมาญะฮ์,หมวดสิ้นสุดนมาซ,เล่ม 3,หน้า 355, เว็บอัลอิสลาม http://www.al-islam.com (อัลมักตะบะตุชชามิละฮ์) และ บัยฮะกี, สุนันกุบรอ,เล่ม 2,หน้า 72, เว็บอัลอิสลาม http://www.al-islam.com (อัลมักตะบะตุชชามิละฮ์) และ สุนันดาเราะมี,หมวดคุณลักษณะการนมาซของท่านนบี(ซ.ล.),เล่ม 4,หน้า 165, เว็บไซต์กระทรวงศาสนสมบัติอิยิปต์, http://www.islamic-council.com, (อัลมักตะบะตุชชามิละฮ์)

[12] บัยฮะกี, สุนันกุบรอ, เล่ม 2,หน้า 345, และ สุนัน ดารุกุฏนี,เล่ม 3,หน้า 172 เว็บไซต์กระทรวงศาสนสมบัติอิยิปต์, http://www.islamic-council.com, (อัลมักตะบะตุชชามิละฮ์) และ เศาะฮี้ห์ อิบนิฮับบาน,เล่ม 8,หน้า 243, และ มุสนัดชาฟิอี,เล่ม 1,หน้า 223, เว็บไซต์ญามิอุลฮะดีษ http://www.alsunnah.com (อัลมักตะบะตุชชามิละฮ์) และ มัจลิซี,มุฮัมมัด บากิร,บิฮารุลอันว้าร,เล่ม 82,หน้า 279,สถาบันอัลวะฟา,เบรุต,เลบานอน,ฮ.ศ. 1404

[13] เศาะดู้ก,มันลายะฮ์ฎุรุฮุ้ลฟะกี้ฮ์,เล่ม 1,หน้า 390,สำนักพิมพ์ญามิอะฮ์มุดัรริซีน,กุม,ฮ.ศ.1413

[14] กุลัยนี,อัลกาฟี,เล่ม 3,หน้า 313,ดารุลกุตุบิลอิสลามียะฮ์,เตหราน,ปี 1365 และ ฏูซี,อัลอิสติบศ้อร,เล่ม 1,หน้า 318,ดารุลกุตุบิลอิสลามียะฮ์,เตหราน,ฮ.ศ.1390 และ ฏูซี,ตะฮ์ซีบุลอะห์กาม,เล่ม 2,หน้า 74,ดารุลกุตุบิลอิสลามียะฮ์,เตหราน,ฮ.ศ.1365

[15] เศาะดู้ก,มันลายะฮ์ฎุรุฮุ้ลฟะกี้ฮ์,เล่ม 1,หน้า 390

[16] ฮิลลี,ฮะซัน บิน ยูซุฟ บิน มุเฏาะฮ์ฮัร อะสะดี,ตัซกิเราะตุ้ลฟุเกาะฮาอ์(พิมพ์ใหม่),เล่ม 3,หน้า 162,สถาบันอาลุลบัยต์(อ.),พิมพ์ครั้งแรก,กุม,เพิ่มเติมและตรวจทานโดยฝ่ายค้นคว้าของสถาบัน, และ ฏูซี,มุฮัมมัด บิน ฮะซัน, อัลคิล้าฟ,เล่ม 1,หน้า 332,สำนักพิมพ์อิสลามี ภายใต้ญามิอะฮ์มุดัรริซีน,กุม,ฮ.ศ. เพิ่มเติมและตรวจทานโดย เชคอลี คุรอซอนี และซัยยิดญะว้าด ชะฮ์ริสตานี และเชคมะฮ์ดี ฏอฮา นะญัฟ และ เชคมุจตะบา อะรอกี

 

 

แปลคำถามภาษาต่างๆ
ความเห็น
จำนวนความเห็น 0
กรุณาป้อนค่า
ตัวอย่าง : Yourname@YourDomane.ext
กรุณาป้อนค่า
<< ลากฉัน
กรุณากรอกจำนวนที่ถูกต้องของ รหัสรักษาความปลอดภัย

หมวดหมู่

คำถามสุ่ม

  • คำว่า “ฮุจซะฮ์”ในฮะดีษของมุฮัมมัด บิน ฮะนะฟียะฮ์ หมายความว่าอย่างไร?
    8178 ดิรอยะตุลฮะดีซ 2555/02/12
    คำว่าฮุจซะฮ์ที่ปรากฏในฮะดีษบทต่างๆแปลว่าการยึดเหนี่ยวสื่อกลางในโลกนี้ระหว่างเรากับอัลลอฮ์ท่านนบีและบรรดาอิมาม(อ.) ซึ่งก็หมายถึงศาสนาจริยธรรมและความประพฤติที่ดีงามหากบุคคลยึดถืออิสลาม
  • ในประโยคคำปฏิญาณ (อัชฮะดุ อันลา อิลาฮะ อิลลัลลอฮฺ) ได้นำเอาประโยคปฏิเสธขึ้นหน้าก่อนการปฏิญาณ (ในความเป็นเอกะของพระองค์) มีเหตุผลอันใดหรือ?
    25734 ادله نقلی 2557/10/06
    คำว่า ชะฮาดะตัยนฺ คือการผนวกสองประโยคเข้าด้วยกันคือ คำปฏิญาณประโยคแรกคือ (อัชฮะดุ อันลา อิลาฮะ อิลลัลลอฮฺ) เพื่อพิสูจน์และสารภาพถึงความเป็นหนึ่งเดียวของพระเจ้า ซึ่งเฉพาะเจาะจงและคู่ควรยิ่งแก่การเคารพภักดี สำหรับองค์พระผู้อภิบาลแห่งสากลโลก ส่วนคำปฏิญาณที่สอง (อัชฮะดุ อันนะ มุฮัมมะดัน เราะซูลลุลอฮฺ) เพื่อพิสูจน์และปฏิญาณว่า ท่านนะบีมุฮัมมัดคือ ศาสนทูตแห่งอิสลาม มิได้พิสูจน์การเป็นศาสนทูตคู่ควรแก่ท่านนะบี ด้วยเหตุนี้ ชะฮาดัตแรก จึงเป็นเน้นอันเฉพาะเจาะจงสำหรับพระองค์ ประโยคจึงเริ่มต้นด้วย “การปฏิเสธ” ลานะฟีญินซฺ เพื่อเน้นให้เห็นความสำคัญของคำว่า “อิลาฮะ” ซึ่งถือว่าเป็นคำนามที่เป็นนักกิเราะฮฺ (มิได้ระบุเจาะจง) แน่นอน บริบทของการปฏิเสธนี้ ให้ประโยชน์ในแง่รวมทั้งหมด โดยปฏิเสธพระเจ้าที่มีทั้งหมดบนโลก และปฏิเสธการมีส่วนร่วมในความเป็นพระเจ้า ของพระเจ้าที่แท้จริง ดังนั้น การที่กล่าวว่าไม่มีพระเจ้าอื่นใด “นอกจาก” อิลลา นั่นเป็นจำกัดให้เห็นถึงความสำคัญอันเฉพาะสำหรับ อัลลอฮฺ เพื่อประกาศให้รู้ว่าไม่มีใคร หรือสิ่งใดมีส่วนร่วมในการเป็นพระผู้อภิบาลของพระองค์ ดังนั้น ในความเป็นจริงจึงพิสูจน์ด้วยประโยคที่กล่าวว่า “นอกจากอัลลอฮฺ” ...
  • การยกภูเขาฏู้รขึ้นเหนือศีรษะบนีอิสรออีลหมายความว่าอย่างไร?
    8061 การตีความ (ตัฟซีร) 2555/04/02
    ในหลายโองการมีสำนวน وَ رَفَعْنا فَوْقَكُمُ الطُّور ปรากฏอยู่ ซึ่งล้วนเกี่ยวกับบนีอิสรออีลทั้งสิ้น ตำราอรรถาธิบายกุรอานอธิบายว่าโองการเหล่านี้กล่าวถึงเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ที่เกิดขึ้นเนื่องจากความดื้อรั้นของบนีอิสรออีลในยุคของท่านนบีมูซา(อ.) อัลลอฮ์ย่อมมีพลานุภาพที่จะยกภูเขาฏู้รบางส่วนให้ลอยขึ้นเหนือศีรษะของบนีอิสรออีล ดังที่ทรงเคยสร้างดวงดาวนับล้านๆดวง สร้างจักรภพและจักรวาลให้เคลื่อนที่ในอวกาศโดยมีระยะห่างที่เหมาะสม การที่จะเกิดเหตุการณ์ดังที่กุรอานเล่าไว้จึงไม่ไช่เรื่องเหลือเชื่อในแง่วิทยาศาสตร์และสติปัญญา ...
  • ชะตากรรมของเหล่าภรรยาท่านอิมามฮุซัยนฺ (อ.) หลังจากเหตุการณ์กัรบะลาอฺเป็นอย่างไรบ้าง?
    8234 تاريخ بزرگان 2554/12/21
    ท่านอิมามฮุซัยนฺ (อ.) มีภรรยาทั้งสิ้น 5 คน, นักประวัติศาสตร์บางท่านจำนวนบุตรของท่านท่านอิมาม (อ.) ที่เกิดจากภรรยาเหล่านี้มีจำนวน 6 คนหรือบางคนกล่าวว่ามีมากกว่า
  • มุคตารคือ ษะกะฟีย์ ซึ่งในหัวใจมีความรักให้ท่านอบูบักร์และอุมมัรเท่านั้น? แล้วทำไมเขาจึงไม่ปกป้องท่านอิมามฮุซัยนฺ (อ.) ในกัรบะลาอฺ?
    9696 تاريخ بزرگان 2554/12/21
    รายงานเกี่ยวกับมุคตารที่ปรากฏอยู่ในตำราฮะดีซนั้นแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มกล่าวคือรายงานบางกลุ่มกล่าวสรรเสริญเขา
  • จะชี้แจงความแตกต่างระหว่างคริสเตียนและอิสลามกรณีพระเจ้ามีบุตรอย่างไร?
    13547 เทววิทยาดั้งเดิม 2554/07/31
    เมื่อพิจารณาถึงเนื้อหาซูเราะฮ์กุ้ลฮุวัลลอฮ์จะเข้าใจว่ามุสลิมเชื่อว่าอัลลอฮ์มิได้ถือกำเนิดจากผู้ใดและมิได้ให้กำเนิดผู้ใดศาสนาเอกเทวนิยมล้วนเชื่อเช่นนี้ซึ่งแนวทางของพระเยซูก็อยู่ในเกณฑ์เดียวกันเหตุเพราะศาสนาเทวนิยมล้วนตั้งอยู่บนพื้นฐานของสติปัญญาและธรรมชาติอันบริสุทธิ์ของมนุษย์สติปัญญาก็สามารถพิสูจน์ได้ว่าพระผู้สร้างทุกสรรพสิ่งย่อมไม่ต้องพึ่งพาสิ่งใดแน่นอนว่าผู้มีคุณลักษณะเช่นนี้ย่อมไม่ต้องมีบิดาหรือบุตรเพราะการมีบิดาหรือบุตรบ่งบอกถึงการมีสรีระเชิงวัตถุซึ่งย่อมเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องพึ่งพาอวัยวะและแน่นอนว่าพระเจ้าปราศจากข้อบกพร่องเหล่านี้ส่วนความเชื่อที่แพร่หลายในหมู่ชาวคริสเตียนในปัจจุบันนั้นชี้ให้เห็นว่ามีการบิดเบือนคำสอนอันทำให้ผิดเพี้ยนไปจากศาสนาคริสต์ดั้งเดิม ...
  • เมื่อพิจารณาโองการต่างๆ และรายงานฮะดีซแล้ว ช่วยชี้แนะด้วยว่าระหว่างเกียรติยศและความประเสริฐของอัลกุรอานกับอะฮฺลุลบัยตฺ สิ่งไหนสูงกว่ากัน?
    7548 เทววิทยาดั้งเดิม 2554/12/21
    รายงานต่างๆจำนวนมากมายเช่นฮะดีซซะเกาะลัยนฺและอิตรัต, ได้ถูกแนะนำว่าเป็นสองสิ่งหนักที่มีความเสมอภาคกัน, ใช่แล้วบางรายงานฮะดีซเฉกเช่นสิ่งที่กล่าวไว้ในฮะดีซซะเกาะลัยนฺ
  • ท่านอิมามศอดิก(อ.)เคยมีอาจารย์ชาวอะฮ์ลิสซุนนะฮ์บ้างหรือไม่?
    7933 تاريخ کلام 2555/02/18
    หนึ่ง. ประเด็นนี้เป็นความเข้าใจที่ไม่ถูกต้อง เนื่องจากบรรดามะอ์ศูมีน(อ.)ล้วนมีความรู้ครอบคลุมทุกแขนงวิชาการอยู่แล้ว[1] ซึ่งไม่จำเป็นต้องศึกษาวิชาการอย่างวิชาฮะดีษจากผู้อื่น ในทางกลับกัน ผู้นำฝ่ายอะฮ์ลิสซุนนะฮ์บางท่านเคยเป็นลูกศิษย์ลูกหาของท่านทั้งทางตรงหรือทางอ้อม อาทิเช่น อบูฮะนีฟะฮ์ และมาลิก บิน อนัส[2]
  • จำเป็นต้องสวมแหวนทางมือขวาด้วยหรือ ?
    14863 สิทธิและกฎหมาย 2554/09/25
    หนึ่งในแบบฉบับของท่านศาสดา (ซ็อลฯ) และอิมามผู้บริสุทธิ์คือการสวมแหวนทางนิ้วมือข้างขวาซึ่งมีรายงานกล่าวไว้ถึงประเภทของแหวนรูปทรงและแบบ. นอกจากคำอธิบายดังกล่าวที่ว่าดีกว่าให้สวมแหวนทางนิ้วมือข้างขวาแล้วบทบัญญัติทั้งหมดที่กล่าวเกี่ยวกับแหวนก็จะเน้นเรื่องการเป็นมุสตะฮับและเฉพาะผู้ชายเท่านั้นที่ห้ามสวมแหวนทอง (และเครื่องประดับทุกชนิดที่ทำจากทองคำ) ซึ่งได้ห้ามในลักษณะที่เป็นความจำเป็นด้วยเหตุนี้
  • สาขามัซฮับที่สำคัญของชีอะฮ์มีจำนวนเท่าใด?
    10961 เทววิทยาดั้งเดิม 2554/07/10
    คำว่า“ชีอะฮ์”โดยรากศัพท์แล้วหมายถึง“สหาย”หรือ“สาวก”และยังแปลได้ว่า“การมีแนวทางเดียวกัน” ส่วนในแวดวงมุสลิมหมายถึงผู้เจริญรอยตามท่านอิมามอลี(อ.) ซึ่งมีการนิยามความหมายของคำว่าผู้เจริญรอยตามว่า

เนื้อหาที่มีผู้อ่านมากที่สุด

  • อะไรคือหน้าที่ๆภรรยาพึงปฏิบัติต่อสามีบ้าง?
    61343 สิทธิและกฎหมาย 2554/07/07
    ความมั่นคงของชีวิตคู่ขึ้นอยู่กับความรักความผูกพัน ความเข้าใจ การให้เกียรติและเคารพสิทธิของกันและกัน และเพื่อที่สถาบันครอบครัวจะยังคงมั่นคงเป็นปึกแผ่น อิสลามจึงได้ระบุถึงสิทธิของทั้งภรรยาและสามี ขณะเดียวกันก็ได้กำหนดหน้าที่สำหรับทั้งสองฝ่ายไว้ด้วย เนื่องจากเมื่ออัลลอฮ์ประทานสิทธิ ก็มักจะกำหนดหน้าที่กำกับไว้ด้วยเสมอ ข้อเขียนนี้จะนำเสนอหน้าที่ทางศาสนาบางส่วนที่ภรรยาพึงปฏิบัติต่อสามีดังต่อไปนี้:1. ...
  • ดุอาใดบ้างที่ทำให้ได้รับพรเร็วที่สุด?
    58951 จริยธรรมปฏิบัติ 2554/07/03
    มีดุอาที่รายงานจากอิมาม(อ.)หลายบทที่กล่าวขานกันว่าเห็นผลตอบรับอย่างรวดเร็ว แต่เนื่องจากไม่สามารถนำเสนอเนื้อหาดุอาทั้งหมด ณ ที่นี้ได้ จึงขอกล่าวเพียงชื่อดุอาที่มีความสำคัญเป็นพิเศษดังต่อไปนี้1. ดุอาตะวัซซุ้ล2. ดุอาฟะร็อจ
  • กรุณานำเสนอบทดุอาเพื่อให้ได้พบคู่ครองที่เหมาะสมและเปี่ยมด้วยตักวา
    43375 จริยธรรมปฏิบัติ 2554/06/12
    ทุกสิ่งทุกอย่างย่อมมีปัจจัยและเงื่อนไขจำเพาะตามที่พระเจ้าทรงกำหนดหากเราประสงค์สิ่งใดย่อมต้องเริ่มจากการตระเตรียมปัจจัยและเงื่อนไขเสียก่อนปัจจัยของการแต่งงานคือการเสาะหาและศึกษาอย่างละเอียดทว่าเพื่อความสัมฤทธิ์ผลในการดังกล่าวจำเป็นต้องขอความช่วยเหลือจากอัลลอฮ์เพื่อทรงชี้นำการตัดสินใจและความพยายามของเราให้บรรลุดังใจหมาย.การอ่านบทดุอาต่างๆที่รายงานจากบรรดาอิมาม(อ)ต้องควบคู่กับความพยายามศึกษาและเสาะหาคู่ครองอย่างถี่ถ้วน. หนึ่งในดุอาที่เกี่ยวกับเรื่องนี้โดยเฉพาะก็คือรายงานที่ตกทอดมาจากท่านอลี(อ)ดังต่อไปนี้: “ผู้ใดประสงค์จะมีคู่ครอง
  • ด้วยเหตุผลอันใดที่ต้องกล่าว อะอูซุบิลลาฮิ มินัชชัยฏอน นิรเราะญีม ก่อน บิซมิลลาฮิรเราะฮฺมานนิรเราะฮีม?
    41539 วิทยาการกุรอาน 2555/08/22
    หนึ่งในมารยาทของการอ่านอัลกุรอาน ซึ่งมีกล่าวไว้ในอัลกุรอาน และรายงานฮะดีซคือ การกล่าว อะอูซุบิลลาฮิ มินัชชัยฏอน นิรเราะญีม ก่อนที่จะเริ่มอ่านอัลกุรอาน หรือแม้แต่ให้กล่าวก่อนที่จะกล่าว บิซมิลลาฮิรเราะฮฺมานนิรเราะฮีม เสียด้วยซ้ำไป ด้วยเหตุผลที่ว่า บิซมิลลาฮิรเราะฮฺมานนิรเราะฮีม นั้นเป็นส่วนหนึ่งของอัลกุรอาน อย่างไรก็ตามการขอความคุ้มครองจากอัลลอฮฺ มิใช่แค่เป็นเพียงคำพูดเท่านั้น ทว่าสิ่งนี้จะต้องฝังลึกอยู่ภายในจิตวิญญาณของเรา ซึ่งต้องสำนึกสิ่งนี้อยู่เสมอตลอดการอ่านอัลกุรอาน ...
  • ครูบาอาจารย์และลูกศิษย์(นักเรียนนักศึกษา)มีหน้าที่ต่อกันอย่างไร?
    39979 จริยธรรมปฏิบัติ 2554/11/14
    ผู้สอนและผู้เรียนมีหน้าที่ต่อกันหลายประการด้วยกันซึ่งสามารถจำแนกออกเป็นสองส่วนก. หน้าที่ที่ผู้สอนมีต่อผู้เรียนอันประกอบด้วยหน้าที่ทางจริยธรรมการอบรมและวิชาการ ข. หน้าที่ที่ผู้เรียนมีต่อผู้สอนอาทิเช่นการให้เกียรติครูบาอาจารย์ยกย่องวิทยฐานะของท่านนอบน้อมถ่อมตน ...ฯลฯ ...
  • ก่อนการสร้างนบีอาดัม(อ) เคยมีการแต่งตั้งญินให้เป็นศาสนทูตสำหรับฝ่ายญินหรือไม่?
    35180 เทววิทยาดั้งเดิม 2554/06/12
    อัลกุรอานยืนยันการมีอยู่ของเหล่าญินรวมทั้งได้อธิบายคุณลักษณะบางประการไว้ถึงแม้ว่าข้อมูลของเราเกี่ยวกับโลกของญินจะค่อนข้างจำกัดแต่เราสามารถพิสูจน์ว่าเหล่าญินเคยมีศาสนทูตที่เป็นญินก่อนการสร้างนบีอาดัมโดยอาศัยเหตุผลต่อไปนี้:1. เหล่าญินล้วนมีหน้าที่ทางศาสนาเฉกเช่นมนุษย์เราแน่นอนว่าหน้าที่ทางศาสนาย่อมเป็นผลต่อเนื่องจากการสั่งสอนศาสนาด้วยเหตุนี้จึงมั่นใจได้ว่าอัลลอฮ์ทรงเคยแต่งตั้งศาสนทูตสำหรับกลุ่มชนญินเพื่อการนี้2. เหล่าญินล้วนต้องเข้าสู่กระบวนการพิพากษาในวันกิยามะฮ์เฉกเช่นมนุษย์เราซึ่งโดยทั่วไปแล้วก่อนกระบวนการพิพากษาทุกกรณีจะต้องมีการชี้แจงข้อกฏหมายจนหมดข้อสงสัยเสียก่อนและการชี้แจงให้หมดข้อสงสัยคือหน้าที่ของบรรดาศาสนทูตนั่นเอง
  • ปีศาจ (ซาตาน) มาจากหมู่มะลาอิกะฮฺหรือญิน ?
    29223 การตีความ (ตัฟซีร) 2553/12/22
    เกี่ยวกับคำถามที่ว่าชัยฎอนเป็นมะลาอิกะฮฺหรือญินมีมุมมองและทัศนะแตกต่างกันแหล่งที่มาของความขัดแย้งนี้เกิดจากเรื่องราวการสร้างนบีอาดัม (อ.) เนื่องจากเป็นคำสั่งของพระเจ้ามวลมะลาอิกะฮ์ทั้งหลายจึงได้กราบสุญูดอาดัมแต่ซาตานไม่ได้ก้มกราบบางคนกล่าวว่าชัยฎอน (อิบลิส) เป็นมะลาอิกะฮฺ, โดยอ้างเหตุผลว่าเนื่องจากโองการอัลกุรอานกล่าวละเว้น, อิบลิสไว้ในหมู่ของมะลาอิกะฮฺ (มะลาอิกะฮ์ทั้งหมดลดลงกราบยกเว้นอิบลิส) ดังนั้นอิบลิส
  • เนื่องจากอัลลอฮฺทรงรอบรู้เหนือโลกและจักรวาล ฉะนั้น วัตถุประสงค์การทดสอบของอัลลอฮฺคืออะไร?
    29199 เทววิทยาดั้งเดิม 2554/03/08
    ดังที่ปรากฏในคำถามว่าการทดสอบของอัลลอฮฺไม่ได้เพื่อการค้นหาสิ่งที่ยังไม่รู้เนื่องจากอัลลอฮฺ (ซบ.) ทรงปรีชาญาณเหนือทุกสรรพสิ่งแต่อัลกุรอานหลายโองการและรายงานที่ตกมาถึงมือเรากล่าวว่าการทดสอบเป็นแบบฉบับหนึ่งและเป็นกฎเกณฑ์ของพระเจ้าที่วางอยู่บนแบบฉบับอื่นๆอันได้แก่การอบบรมสั่งสอนการชี้นำโดยรวมของพระเจ้าอัลลอฮฺ
  • อายะฮ์ إِذا مَا اتَّقَوْا وَ آمَنُوا وَ عَمِلُوا الصَّالِحاتِ ثُمَّ اتَّقَوْا وَ آمَنُوا ثُمَّ اتَّقَوْا وَ أَحْسَنُوا وَ اللَّهُ یُحِبُّ الْمُحْسِنین การกล่าวซ้ำดังกล่าวมีจุดประสงค์ใด?
    29048 การตีความ (ตัฟซีร) 2555/02/07
    ในแวดวงวิชาการมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องการย้ำคำว่าตักวาในโองการข้างต้นบ้างเชื่อว่ามีจุดประสงค์เพื่อให้เล็งเห็นความสำคัญของประเด็นเกี่ยวกับตักวาอีหม่านและอะมั้ลที่ศอลิห์
  • เมื่ออัลลอฮฺ มิทรงสร้างสรรพสิ่งทั้งหลายจากสิ่งใดทั้งหมด, หมายความว่าอำนาจของพระองค์ได้ถ่ายโอนไปสู่วัตถุปัจจัยกระนั้นหรือ?
    26884 รหัสยทฤษฎี 2555/05/17
    ใช่แล้ว การสร้างจากสิ่งไม่มีตัวตนมีความหมายตามกล่าวมา, เนื่องจากคำว่า ไม่มีตัวตน คือไม่มีอยู่ก่อนจนกระทั่งอัลลอฮฺ ทรงสร้างสิ่งนั้นขึ้นมา รายงานฮะดีซก็กล่าวถึงประเด็นนี้ไว้เช่นกันว่า อำนาจสัมบูรณ์ของพระเจ้า มีความเป็นหนึ่งเดียวกันกับคุณลักษณะอื่นของพระองค์ ซึ่งเกินเลยอำนาจความรอบรู้ของมนุษย์ เนื่องจากสรรพสิ่งถูกสร้างทั้งหลายได้ถูกสร้างขึ้นมา จากสิ่งไม่มี ซึ่งตามความเป็นจริงแล้วสรรพสิ่งถูกสร้างทั้งหลาย เปรียบเสมือนภาพที่ถ่ายโอนอำนาจสัมบูรณ์ของพระเจ้า เราเรียกนิยามนี้ว่า “การสะท้อนภาพ”[1]ซึ่งในรายงานฮะดีซได้ใช้คำว่า “การเกิดขึ้นของคุณลักษณะ” : อัลลอฮฺ (ซบ.) ทรงเป็นพระผู้อภิบาลของเราที่มีความเป็นนิรันดร์ ความรอบรู้คือ อาตมันของพระองค์ ขณะที่ไม่มีความรอบรู้อันใด การได้ยินคืออาตมันของพระองค์ ขณะที่ไม่มีการได้ยินใดๆ การมองเห็นคือ อาตมันของพระองค์ ขณะที่ไม่มีการมองเห็นอันใด อำนาจคืออาตมันของพระองค์ ขณะที่ไม่มีอำนาจอันใด และเนื่องจากพระองค์คือ ผู้ทรงสร้างสรรพสิ่งทั้งหลาย ทำให้สิ่งเหล่านั้นมีและเป็นไป ความรู้ของพระองค์ได้ปรากฏบนสิ่งถูกรู้จักทั้งหลาย การได้ยิน ได้ปรากฏบนสิ่งที่ได้ยินทั้งหลาย การมองเห็นได้ปรากฏบนสิ่งมองเห็น และอำนาจของพระองค์ ...