การค้นหาขั้นสูง
ผู้เยี่ยมชม
26694
อัปเดตเกี่ยวกับ: 2554/06/12
 
รหัสในเว็บไซต์ fa851 รหัสสำเนา 14463
คำถามอย่างย่อ
ก่อนการสร้างนบีอาดัม(อ) เคยมีการแต่งตั้งญินให้เป็นศาสนทูตสำหรับฝ่ายญินหรือไม่?
คำถาม
ผลจากการศึกษาค้นคว้าทำให้ผมเชื่อว่า ญินมีอยู่ก่อนการสร้างนบีอาดัม และเคยอ่านพบว่า ทุกกลุ่มชนย่อมมีศาสนทูตของตนเอง แต่ในเมื่อศาสนทูตทุกท่านล้วนเป็นมนุษย์ คำถามคือ จะเป็นไปได้อย่างไรที่กลุ่มญินจะดำเนินชีวิตโดยปราศจากศาสนทูต? ขอความคุ้มครองจากพระองค์หากประโยคดังกล่าวจะนำพาสู่อคติที่ว่าอัลลอฮ์ไม่ทรงเมตตาและไม่ยุติธรรมต่อฝ่ายญิน กรุณาไขข้อข้องใจของผมด้วยครับ.
คำตอบโดยสังเขป

อัลกุรอานยืนยันการมีอยู่ของเหล่าญิน รวมทั้งได้อธิบายคุณลักษณะบางประการไว้
ถึงแม้ว่าข้อมูลของเราเกี่ยวกับโลกของญินจะค่อนข้างจำกัด แต่เราสามารถพิสูจน์ว่าเหล่าญินเคยมีศาสนทูตที่เป็นญินก่อนการสร้างนบีอาดัมโดยอาศัยเหตุผลต่อไปนี้:
1.
เหล่าญินล้วนมีหน้าที่ทางศาสนาเฉกเช่นมนุษย์เรา แน่นอนว่าหน้าที่ทางศาสนาย่อมเป็นผลต่อเนื่องจากการสั่งสอนศาสนา ด้วยเหตุนี้จึงมั่นใจได้ว่าอัลลอฮ์ทรงเคยแต่งตั้งศาสนทูตสำหรับกลุ่มชนญินเพื่อการนี้
2. เหล่าญินล้วนต้องเข้าสู่กระบวนการพิพากษาในวันกิยามะฮ์เฉกเช่นมนุษย์เรา ซึ่งโดยทั่วไปแล้ว ก่อนกระบวนการพิพากษาทุกกรณีจะต้องมีการชี้แจงข้อกฏหมายจนหมดข้อสงสัยเสียก่อน และการชี้แจงให้หมดข้อสงสัยคือหน้าที่ของบรรดาศาสนทูตนั่นเอง
3. โองการที่ว่า
"یا مَعْشَرَ الْجِنِّ وَ الْإِنْسِ أَ لَمْ یَأْتِکُمْ رُسُلٌ مِنْکُمْ یَقُصُّونَ عَلَیْکُمْ آیاتی‏ وَ یُنْذِرُونَکُمْ لِقاءَ یَوْمِکُم‏ هذا...."
โอ้เหล่ามนุษย์และญินเอ๋ย ศาสนทูตในหมู่สูเจ้ามิได้มาเพื่อเล่าขานสัญลักษณ์ของข้าและเตือนภัยให้ทราบว่าสูเจ้าจะพบกับวันนี้ดอกหรือ?” เนื้อหาโองการนี้ย่อมครอบคลุมยุคก่อนการสร้างนบีอาดัมด้วย.
4. รายงานว่า ชายคนหนึ่งถามอิมามอลีว่าอัลลอฮ์เคยแต่งตั้งศาสนทูตในหมู่ญินหรือไม่?” ท่านตอบว่าแน่นอน ศาสนทูตญินที่ชื่อยูสุฟเคยเรียกร้องเชิญชวนเหล่าญินสู่อัลลอฮ์ แต่แล้วพวกเขาได้รวมหัวกันสังหารเสีย

คำตอบเชิงรายละเอียด

อัลกุรอานได้ยืนยันการมีอยู่ของญิน โดยอธิบายคุณลักษณะบางประการดังนี้:
1.
เป็นสิ่งมีชีวิตที่สร้างจากไฟ ต่างจากมนุษย์ที่สร้างจากดิน.[1]
2. มีวิจารณญาณและมีความรู้ความเข้าใจ สามารถแยกแยะผิดถูกได้.[2]
3. มีหน้าที่ต้องรับผิดชอบ.[3]
4. จะต้องเข้าสู่กระบวนตัดสินพิพากษาในปรโลก.[4]
5. ในหมู่ญินมีทั้งผู้ศรัทธาและผู้ตั้งภาคี,ผู้ปฏิเสธ.[5]
6. ญินสามารถเจาะทะลวงชั้นฟ้าเพื่อดักฟังข่าวสาร แต่ถูกสกัดกั้นหลังจากท่านนบีมุฮัมมัดดำรงตำแหน่งศาสนทูต.[6]
7. ญินบางกลุ่มติดต่อกับมนุษย์เพื่อล่อลวง โดยแลกกับข่าวสารเร้นลับที่ตนมี[7]
8. ญินบางตนมีพลังมหาศาล.[8]
9. ญินสามารถทำงานอันเป็นที่ต้องการของมนุษย์ได้[9]
10. พระองค์สร้างญินบนพื้นพิภพก่อนจะสร้างมนุษย์[10]
11.
 ฐานันดรของมนุษย์เหนือกว่าญิน ด้วยเหตุนี้เองที่อัลลอฮ์บัญชาแก่อิบลีสให้ศิโรราบต่อมนุษย์ (อิบลีสคือหนึ่งในผู้ทรงอิทธิพลในหมู่ญิน)[11]
ส่วนข้อซักถามที่ว่าเหล่าญินมีศาสนทูตหรือไม่นั้น ดังที่เกริ่นข้างต้น เราคงต้องจำแนกยุคสมัยของญินออกเป็นสองยุค หนึ่ง ยุคก่อนการสร้างมนุษย์ และสอง ยุคหลังการสร้างมนุษย์.
ในยุคหลังการสร้างมนุษย์นั้น หากพิจารณาโองการกุรอานจะพบว่าญินมีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามศาสนทูตที่เป็นมนุษย์ จากจุดนี้ทำให้ญินบางกลุ่มศรัทธาต่อบรรดาศาสนทูตของอัลลอฮ์ แต่บางส่วนก็ปฏิเสธและกลายเป็นกาฟิร[12]
ประเด็นของเราอยู่ที่ยุคก่อนการสร้างมนุษย์ กล่าวคือ ในยุคที่อัลลอฮ์ยังไม่สร้างมนุษย์แต่ทว่าสร้างญินแล้วนั้น พระองค์ทรงแต่งตั้งให้มีผู้สั่งสอนชี้นำเหล่าญินหรือไม่? หากคำตอบคือไช่ คำถามต่อมาก็คือ แล้วศาสนทูตของญินเป็นญินด้วยหรือไม่?
คำตอบคือ สามารถยืนยันได้ว่าก่อนการสร้างนบีอาดัมนั้น ศาสนทูตของญินล้วนเป็นญินด้วยกันทั้งสิ้น ทั้งนี้ก็เพราะ:
1.
กุรอานเผยถึงเหตุผลของการสร้างมนุษย์และญินว่าเป็นไปเพื่อการภักดีแน่แท้ข้าได้สร้างญินและมนุษย์เพื่อภักดีต่อข้า[13]มาตรฐานที่แท้จริงของการภักดีต่ออัลลอฮ์ล้วนใช้หน้าที่ทางศาสนาเป็นเครื่องชี้วัด ด้วยเหตุนี้เองที่เราเชื่อว่าเหล่าญินก็มีหน้าที่ทางศาสนาเช่นกัน[14] โดยมีโองการกุรอานยืนยันถึงข้อเท็จจริงดังกล่าว[15]
เมื่อพิจารณาเพิ่มเติมจะพบว่า เป็นไปไม่ได้ที่อัลลอฮ์ผู้เปี่ยมด้วยวิทยปัญญาจะกำหนดหน้าที่ทางศาสนาให้เหล่าญินปฏิบัติโดยไม่ทรงแต่งตั้งผู้ที่จะประกาศหน้าที่ศาสนาในหมู่ญิน สรุปคือญินจะมีหน้าที่ก็ต่อเมื่อมีศาสนทูต และหากไม่มีศาสนทูต เหล่าญินก็ย่อมไม่มีภาระหน้าที่ใดๆต้องรับผิดชอบ.
2. อัลลอฮ์เป็นผู้ทรงธรรมและเปี่ยมด้วยวิทยปัญญา และผู้มีปัญญาย่อมไม่แสดงพฤติกรรมที่น่ารังเกียจอย่างแน่นอน ดังที่ทราบกัน อัลลอฮ์เคยตรัสว่าจะทรงลงโทษญินและมนุษย์ที่ละเลยหน้าที่และข้าจะเติมนรกให้เต็มไปด้วยมนุษย์และญิน(ผู้ประพฤติชั่ว)[16]จะเป็นไปได้อย่างไรที่พระองค์จะทรงลงโทษทั้งๆที่มิได้แต่งตั้งศาสนทูตเพื่อชี้แจงศาสนาให้หมดข้อสงสัยเสียก่อน แน่นอนว่ากรณีดังกล่าวไม่อาจเกิดขึ้นได้ เนื่องจากการลงโทษฐานทำผิดวินัยทั้งที่มิได้แจ้งระเบียบวินัยให้ทราบเสียก่อนนั้น ถือเป็นการกระทำที่น่ารังเกียจ และการกระทำที่น่ารังเกียจจะไม่เกิดขึ้นในวัตรปฏิบัติของผู้มีปัญญาอย่างแน่นอน กลุ่มญินเองก็อยู่ในหลักเกณฑ์เดียวกันนี้ อัลกุรอานกล่าวว่าเราจะไม่ลงโทษ(กลุ่มชนใด)เว้นแต่จะส่งศาสนทูตมาก่อน[17]จึงสรุปได้ว่าญินก็มีศาสนทูตเช่นกัน.
3. โองการที่ว่า:
"یا مَعْشَرَ الْجِنِّ وَ الْإِنْسِ أَ لَمْ یَأْتِکُمْ رُسُلٌ مِنْکُمْ یَقُصُّونَ عَلَیْکُمْ آیاتی‏ وَ یُنْذِرُونَکُمْ لِقاءَ یَوْمِکُم‏ هذا...."
โอ้เหล่ามนุษย์และญินเอ๋ย ศาสนทูตในหมู่สูเจ้ามิได้มาเพื่อเล่าขานสัญลักษณ์ของข้าและเตือนภัยให้ทราบว่าสูเจ้าจะพบกับวันนี้ดอกหรือ?[18]
ตรรกะที่ปรากฏในโองการนี้ชี้ให้เห็นอย่างชัดเจนว่าทั้งก่อนและหลังการสร้างมนุษย์ หรือแม้กระทั่งก่อนและหลังศาสนาอิสลาม เหล่าญินล้วนมีศาสนทูตมาโดยตลอด ทว่าเป็นธรรมดาที่ก่อนการสร้างมนุษย์ ศาสนทูตของญินคือญินด้วยกัน[19] อีกโองการที่ยืนยันถึงประเด็นดังกล่าวก็คือโองการที่ว่า:
"إِنَّا أَرْسَلْناکَ بِالْحَقِّ بَشیراً وَ نَذیراً وَ إِنْ مِنْ أُمَّةٍ إِلاَّ خَلا فیها نَذیرٌ"
แท้จริงเราได้ส่งเจ้ามาโดยธรรม เพื่อให้เป็นผู้แจ้งข่าวดีและเตือนภัย และไม่มีกลุ่มชนใดนอกจากจะเคยมีผู้แจ้งเตือน[20]
4. รายงานว่า มีชายชาวแคว้นชามคนหนึ่งได้ซักถามท่านอิมามอลี()ว่า: อัลลอฮ์ทรงส่งศาสนทูตสู่กลุ่มญินหรือไม่?” ท่านตอบว่าแน่นอน อัลลอฮ์ทรงแต่งตั้งศาสนทูตที่มีนามว่ายูสุฟเพื่อชี้นำกลุ่มญิน ทว่าพวกเขารวมหัวกันสังหารท่าน[21]รายงานนี้บ่งชี้อย่างชัดเจนว่ากลุ่มญินเคยมีศาสนทูตสำหรับพวกตนโดยเฉพาะ
ข้อสรุปจากเนื้อหาทั้งหมดที่นำเสนอมาทั้งหมดก็คือ เหล่าญินมีหน้าที่ทางศาสนาไม่ต่างจากมนุษย์ และเคยมีศาสนทูตในหมู่ของตนเพื่อชี้นำทางศาสนาก่อนการสร้างมนุษย์ ทว่ารายละเอียดปลีกย่อยเกี่ยวกับเรื่องนี้ยังเป็นที่คลุมเครือสำหรับเรา



[1] อัรเราะฮ์มาน, 15.

[2] โองการต่างๆในซูเราะฮ์ อัลญิน.

[3] โองการต่างๆในซูเราะฮ์ อัลญิน และ อัรเราะฮ์มาน.

[4] อัลญิน, 15.

[5] อัลญิน, 11.

[6] อัลญิน, 9.

[7] อัลญิน, 6.

[8] อันนัมลิ, 39.

[9] สะบะอ์, 12,13.

[10] อัลฮิจร์, 27.

[11] อัลกะฮ์ฟิ,50.

[12] อย่างไรก็ดี ประเด็นนี้ค่อนข้างจะชัดเจนในกรณีของท่านนบีมูซา()และท่านนบีมุฮัมมัด(..) ส่วนกรณีศาสนทูตท่านอื่นๆนั้น นักอรรถาธิบายกุรอานมีความเห็นที่แตกต่างกันออกไป.
โองการที่ชัดเจนที่สุดเกี่ยวกับเรื่องนี้คือโองการที่ 29-30 ซูเราะฮ์ อัลอะห์กอฟ:

"وَ إِذْ صَرَفْنا إِلَیْکَ نَفَراً مِنَ الْجِنِّ یَسْتَمِعُونَ الْقُرْآنَ فَلَمَّا حَضَرُوهُ قالُوا أَنْصِتُوا فَلَمَّا قُضِیَ وَلَّوْا إِلى‏ قَوْمِهِمْ مُنْذِرینَ قالُوا یا قَوْمَنا إِنَّا سَمِعْنا کِتاباً أُنْزِلَ مِنْ بَعْدِ مُوسى‏ مُصَدِّقاً لِما بَیْنَ یَدَیْهِ یَهْدی إِلَى الْحَقِّ وَ إِلى‏ طَریقٍ مُسْتَقیمٍ"

จงระลึกถึงเมื่อครั้งที่เราได้นำพาญินกลุ่มหนึ่งเพื่อสดับฟังอัลกุรอาน เมื่อพวกเขามาถึงต่างกล่าวแก่กันและกันว่าจงเงียบ(และตั้งใจฟัง)เถิด หลังจากฟังจนจบ พวกเขากลับสู่กลุ่มชนเพื่อเตือนสำทับโดยกล่าวว่า โอ้กลุ่มชนของเรา เราได้สดับฟังคัมภีร์หนึ่งที่ประทานลงมาหลังจากมูซาซึ่งยืนยันเนื้อหาคัมภีร์เล่มก่อนๆ...” แม้ว่าในโองการนี้จะไม่เอ่ยถึงคัมภีร์อินญีล แต่นั่นก็เป็นเพราะว่าคัมภีร์เตารอตถือเป็นคัมภีร์หลักซึ่งชาวคริสต์เองก็ถือปฏิบัติตั้งแต่อดีตจวบจนปัจจุบัน, ดู: ตัฟซีร เนมูเนะฮ์, เล่ม 21, หน้า 370. ในส่วนของยุคหลังอิสลาม มีเหตุการณ์ยืนยันต่อไปนี้: ท่านร่อซูลได้เดินทางจากมักกะฮ์สู่ตลาดนัดอุกกาซในแคว้นตออิฟเพื่อจะเชิญชวนผู้คนที่จับจ่ายใช้สอยให้สนใจอิสลาม ทว่าไม่มีใครใส่ใจท่าน ครั้นเมื่อท่านประสงค์จะกลับมักกะฮ์ ท่านได้หยุดพักแรมและอัญเชิญกุรอาน  สถานที่ๆเรียกว่า วาดี ญิน กระทั่งมีญินกลุ่มหนึ่งสดับฟังกุรอานและเกิดศรัทธา จึงกลับไปเชิญชวนพรรคพวกให้สนใจอิสลาม ดู: ตัฟซีรเนมูเนะฮ์, เล่ม 25, หน้า100, อธิบายโองการที่ 1,2 ซูเราะฮ์ อัลญิน.
อย่างไรก็ดี นักอรรถาธิบายกุรอานบางท่านเชื่อว่าศาสนทูตของญินคือญินด้วยกันทั้งก่อนและหลังยุคแห่งการสร้างมนุษย์ ทั้งนี้โดยอ้างถึงคำว่าศาสนทูตในหมู่สูเจ้าในโองการที่ว่า
"یا مَعْشَرَ الْجِنِّ وَ الْإِنْسِ أَ لَمْ یَأْتِکُمْ رُسُلٌ مِنْکُمْ یَقُصُّونَ عَلَیْکُمْ آیاتی‏ وَ یُنْذِرُونَکُمْ لِقاءَ یَوْمِکُم‏ هذا...."
โอ้เหล่ามนุษย์และญินเอ๋ย ศาสนทูตในหมู่สูเจ้ามิได้มาเพื่อเล่าขานสัญลักษณ์ของข้าและเตือนภัยให้ทราบว่าสูเจ้าจะพบกับวันนี้ดอกหรือ?” แต่ยอมรับว่าท่านนบีมุฮัมมัดเป็นศาสนทูตสำหรับทั้งมนุษย์และญิน ดู: ตัฟซีร รูฮุลบะยาน, เล่ม 3 หน้า 105 และ ตัฟซีร ระฮ์นะมอ, เล่ม 5, หน้า 354. แต่นักอรรถาธิบายกุรอานบางท่านปฏิเสธทัศนะข้างต้นโดยเชื่อว่า โองการในซูเราะฮ์ญินเพียงต้องการจะสื่อให้ทราบว่ากุรอานและอิสลามประทานมาเพื่อชี้นำทุกกลุ่มรวมถึงพวกญินด้วย และว่าท่านรอซู้ลได้รับการแต่งตั้งให้ชี้นำทุกหมู่เหล่า แต่ก็เป็นไปได้ที่ท่านรอซู้ลจะแต่งตั้งตัวแทนจากกลุ่มญินให้ทำหน้าที่เผยแผ่อิสลาม ฉะนั้น วลีที่ว่า มิงกุม(ในหมู่สูเจ้า) ไม่จำเป็นต้องสื่อว่ามนุษย์และญินต่างมีศาสนทูตที่แยกเป็นเอกเทศเสมอไป เนื่องจากเมื่อพิจารณาวลีดังกล่าวเทียบกับวลีที่ว่ากลุ่มหนึ่งจากพวกท่านกลุ่มหนึ่งในที่นี้เป็นไปได้ว่าอาจคัดเลือกจากเผ่าพันธ์ใดเผ่าพันธุ์หนึ่ง หรืออาจจะคัดเลือกจากทุกเผ่าพันธุ์ที่มีก็เป็นได้ ดู: ตัฟซีร เนมูเนะฮ์, เล่ม 5, หน้า 443, กล่าวคือ คำว่ามิงกุมในที่นี้ไม่อาจจะสื่อความหมายกว้างไปกว่าการที่ศาสนทูตได้รับการแต่งตั้งจากภาพรวมของทั้งญินและมนุษย์ โดยต้องการตัดประเด็นที่พระองค์อาจแต่งตั้งศาสนทูตจากทวยเทพมะลาอิกะฮ์ ทั้งนี้ก็เพราะความสะดวกโยธินในการติดต่อสื่อสารกับประชาชาติ แต่การที่จะชี้ชัดลงไปถึงการแต่งตั้งญินเป็นศาสนทูตสำหรับเหล่าญิน และแต่งตั้งมนุษย์เป็นศาสนทูตสำหรับมนุษย์นั้น โองการข้างต้นมิได้ชี้ชัดถึงนัยยะดังกล่าว ดู: ตัฟซีรอัลมีซาน, เล่ม 7, หน้า 540 และ ตัฟซีร มันฮะญุศศอดิกีน, เล่ม 3, หน้า 452.

[13] อัลอิสรออ์, 15.

[14] ดู: บิฮารุลอันวาร, เล่ม 60, หน้า 311.

[15] "أُولئِکَ الَّذِینَ حَقَّ عَلَیْهِمُ الْقَوْلُ فِی أُمَمٍ قَدْ خَلَتْ مِنْ قَبْلِهِمْ مِنَ الْجِنِّ وَ الْإِنْسِ إِنَّهُمْ کانُوا خاسِرِینَ" อัลอะห์กอฟ, 18

[16] สะญะดะฮ์, 13 และ ฮูด, 119.

[17] อัลอิสรออ์, 15.

[18] อัลอันอาม, 130.

[19] ข้อคิดดังกล่าวได้จากนัยยะของคำว่าเหล่าศาสนทูตในหมู่สูเจ้าซึ่งครอบคลุมทุกยุคสมัย ยกเว้นยุคสมัยนบีมูซา() และท่านนบีมุฮัมมัด(..) โดยยุคนี้ญินไม่มีศาสนทูตที่เป็นญินด้วยกัน.

[20] อัลฟาฏิร, 29.

[21] บิฮารุลอันวาร, เล่ม 10, หน้า 76: "ل بعث الله نبیا الی الجنّ فقال نعم بعث الیهم نبیا یقال له یوسف فدعاهم الی الله فقتلوه".

แปลคำถามภาษาต่างๆ
ความเห็น
กรุณาป้อนค่า
ตัวอย่าง : Yourname@YourDomane.ext
กรุณาป้อนค่า
กรุณาป้อนค่า

หมวดหมู่

คำถามสุ่ม

  • สร้อยนามหมายถึงอะไร? แล้ว “อบุลกอซิม”สร้อยนามของท่านนบีนั้นได้มาอย่างไร?
    6302 تاريخ بزرگان 2555/03/04
    ตามธรรมเนียมของชาวอรับแล้ว ชื่อที่มีคำว่า “อบู”(พ่อของ...) หรือ “อุมมุ”(แม่ของ...) นำหน้านั้น เรียกกันว่า “กุนียะฮ์” (สร้อยนาม) ในทัศนะของอรับเผ่าต่างๆนั้น ธรรมเนียมการตั้งสร้อยนามถือเป็นการยกย่องบุคคล ตัวอย่างสร้อยนาม อบุลกอซิม, อบุลฮะซัน, อุมมุสะละมะฮ์, อุมมุกุลษูม ฯลฯ[1] ศาสนาอิสลามก็ให้ความสำคัญแก่สร้อยนามเช่นกัน ฆ็อซซาลีกล่าวเกี่ยวกับเรื่องนี้ไว้ว่า “ท่านนบี(ซ.ล.)มักจะให้เกียรติเรียกเหล่าสหายด้วยสร้อยนามเพื่อเป็นการเชื่อมสัมพันธไมตรี ส่วนผู้ที่ไม่มีสร้อยนาม ท่านก็จะเลือกสร้อยนามให้เขา และจะเรียกสร้อยนามนั้น กระทั่งผู้คนก็เรียกตามท่าน แม้กระทั่งผู้ที่ไม่มีบุตรที่จะนำมาตั้งสร้อยนาม ท่านนบี(ซ.ล.)ก็จะตั้งให้เขา ยิ่งไปกว่านั้น ท่านยังตั้งสร้อยนามแก่เด็กๆด้วย อาทิเช่นเรียกว่าอบูนั้น อบูนี้ เพื่อเชื่อมสัมพันธ์กับเด็กๆ”[2] รายงานจากอิมามริฎอ(อ.)ว่า إذا كان الرجل حاضرا فكنه و إن ...
  • กรุณาอธิบายเกี่ยวกับสายรายงานและเนื้อหาของซิยารัตอาชูรอ
    3340 ดิรอยะตุลฮะดีซ 2554/12/10
    แหล่งอ้างอิงหลักของซิยารัตบทนี้ก็คือหนังสือสองเล่มต่อไปนี้กามิลุซซิยารอตประพันธ์โดยญะฟัรบินมุฮัมมัดบินกุละวัยฮ์กุมี (เสียชีวิตฮ.ศ.348) และมิศบาฮุ้ลมุตะฮัจญิดีนของเชคฏูซี (ฮ.ศ.385-460) ตามหลักบางประการแล้วสายรายงานของอิบนิกูละวัยฮ์เชื่อถือได้แต่สำหรับสายรายงานที่ปรากฏในหนังสือมิศบาฮุ้ลมุตะฮัจญิดีนนั้นต้องเรียนว่าหนังสือเล่มนี้นำเสนอซิยารัตนี้ผ่านสองสายรายงานซึ่งสันนิษฐานได้สามประการเกี่ยวกับผู้รายงานฮะดีษหนึ่ง:น่าเชื่อถือ
  • ความใกล้ชิดกับพระเจ้าคืออะไร มีประเภทใดบ้าง ? และจะเกิดขึ้นได้อย่างไร
    6059 รหัสยปฏิบัติ 2553/10/21
    ค่าว่า กุรบุน หมายความว่าความใกล้กันของวัตถุหนึ่งกับอีกวัตถุหนึ่ง บางครั้งความใกล้ชิดนี้อาจเป็นสถานที่ใกล้เคียง และบางครั้งก็อาจเป็นเวลา ดังนั้น กุรบุน จึงอาจเป็นสถานที่หรือเวลาก็ได้ ส่วนในความในทัศนะทั่วไป คำว่า กุรบุน อาจใช้ในความหมายอื่นก็ได้ กล่าวคือ หมายถึงการมีคุณค่า ศักดิ์ศรีและฐานันดรใกล้เคียงกันในสายตาคนอื่นประเภทของ กุรบุน ในทัศนะของปรัชญา :
  • หนทางหลุดพ้นจากความลุ่มหลงโลกคืออะไร?
    5675 จริยธรรมปฏิบัติ 2554/11/21
    โลกที่มนุษย์อยู่อาศัยนี้มาจากคำว่า«ادنی» มาจากคำว่า«دنیء» และคำว่า«دنائت»
  • การนอนในศาสนสถานที่ศักดิ์สิทธิ์เช่นบริเวณฮะร็อมมีฮุกุมอย่างไร?
    2511 สิทธิและกฎหมาย 2554/11/19
    ฮะร็อม(บริเวณสุสาน)ของบรรดาอิมามตลอดจนศาสนสถานถือเป็นสถานที่ที่มุสลิมให้เกียรติมาโดยตลอดเนื่องจากการแสดงความเคารพสถานที่เหล่านี้ถือเป็นการให้เกียรติบรรดาอิมามและบุคคลสำคัญต่างๆที่ฝังอยู่ณสุสานดังกล่าวฉะนั้นควรหลีกเลี่ยงการกระทำที่ส่อไปในทางลบหลู่ดูหมิ่นสถานที่เหล่านี้เท่าที่จะทำได้แต่ทว่าในแง่ของฟิกฮ์การนอนในสถานที่ศักดิ์สิทธิ์เช่นมัสยิด, ฮะร็อมฯลฯถือว่าไม่เป็นที่ต้องห้ามนอกจากคนทั่วไปจะมองว่าการนอนในสถานที่ดังกล่าวเป็นการไม่ให้เกียรติสถานที่ซึ่งในกรณีนี้เนื่องจากวิถีประชาเห็นว่าการกระทำนี้เป็นสิ่งที่ไม่บังควรก็จะถึอว่าไม่ควรกระทำไม่ว่าสถานที่เหล่านั้นจะเป็นมัสยิดหรือฮะร็อมของบรรดาอาอิมมะฮ์ฯลฯก็ตาม
  • จะต้องงดเว้นบาปนานเท่าใดจึงจะหลาบจำไม่ทำบาปอีก?
    2868 จริยธรรมปฏิบัติ 2554/08/09
    เราไม่พบโองการหรือฮะดีษใดเกี่ยวกับเรื่องนี้โดยตรงมีเพียงฮะดีษที่กล่าวว่า “ผู้ใดที่กระทำทุกอย่างด้วยความบริสุทธิใจต่ออัลลอฮ์ถึงสี่สิบวันอัลลอฮ์จะดลบันดาลให้วิทยปัญญาใหลรินจากหัวใจและปลายลิ้นของเขา”อย่างไรก็ดีควรคำนึงถึงสาระสำคัญต่อไปนี้1. ตราบเท่าที่มนุษย์ยังมีชีวิตอยู่ภัยคุกคามจากชัยฏอนก็ยังมีอยู่เสมอจึงไม่ควรจะคิดว่ามีภูมิคุ้มกันที่จะทำให้รอดพ้นการทำบาปได้ตลอดไป2. อย่าปล่อยให้ตนเองสิ้นหวังจากความเมตตาของอัลลอฮ์คนเราแม้จะทำบาปมากเท่าใดแต่ประตูแห่งการเตาบะฮ์ยังเปิดกว้างเสมอจึงต้องมีหวังในพระเมตตาของพระองค์ตลอดเวลา ...
  • เพราะเหตุใดจึงได้เลือก อัดลฺ ซึ่งเป็นหนึ่งในคุณลักษณะของพระเจ้า เป็นหลักศรัทธา?
    3945 เทววิทยาดั้งเดิม 2555/08/22
    หลักอุซูลของชีอะฮฺประกอบด้วย เตาฮีด, อัดลฺ, มะอาด, นะบูวัต, และอิมามะฮฺ. อัดลฺ แม้ว่าจะเป็นซิฟัตหนึ่งของอัลลอฮฺ แต่ในหลักการศรัทธาแล้วก็เหมือนกับ ซิฟัตอื่นๆ ของพระองค์ จำเป็นต้องวิพากในเตาฮีด แต่เนื่องจากความสำคัญของอัดลฺ จึงได้แยกอธิบายไว้ต่างหาก สาเหตุที่ อัดลฺ มีความสำคัญเนื่องจาก อัดลฺ คือสาเหตุของการแยกระหว่างหลักเทววิทยาของฝ่าย อัดลียะฮฺ (ชีอะฮฺและมุอฺตะซิละฮฺ) ออกจากฝ่ายอะชาอิเราะฮฺ ซิฟัตหนึ่งถ้าพิสูจน์ว่ามีหรือไม่มี จะได้ผลลัพธ์ที่แตกต่างกันและตรงข้ามกัน แน่นอน จำเป็นต้องกล่าวว่าฝ่ายอะชาอิเราะฮฺ ปฏิเสธไม่ยอมรับเรื่องความยุติธรรมของพระเจ้า ทว่ากล่าวว่า ความยุติธรรม หมายถึงอัลลอฮฺกระทำภารกิจของพระองค์ แม้ว่าในแง่ของสติปัญญา สิ่งนั้นจะเป็นความอธรรมก็ตาม ...
  • มีหนทางใดบ้างสำหรับรักษาสายตาอันร้ายกาจ?
    3949 چشم زخم و طلسم 2555/07/16
    สายตาอันร้ายกาจเกิดจากผลทางจิตวิญญาณ ซึ่งไม่มีเหตุผลในการปฏิเสธแต่อย่างใด,ทว่ามีเหตุการณ์จำนวนมากมายที่เราได้เห็นกับตาตัวเอง มัรฮูมเชคอับบาส กุมมี (รฮ.) แนะนำให้อ่านโองการที่ 51 บทเกาะลัม เพื่อเยียวยาสายตาอันร้ายกาจ, ซึ่งเมื่อพิจารณาสาเหตุแห่งการประทานลงมาของโองการแล้ว เหมาะสมกับการรักษาสายตาอันร้ายกาจอย่างยิ่ง นอกจากโองการดังกล่าวแล้ว ยังมีรายงานกล่าวเน้นถึง การอ่านอัลกุรอานบทอื่นเพื่อรักษาสายตาอันร้ายกาจไว้อีก เช่น อัลกุรอานบท »นาส« »ฟะลัก« »ฟาติฮะฮฺ« »เตาฮีด« นอกจากนี้ตัฟซีรอีกจำนวนมากยังได้กล่าวเน้นให้อ่านอัลกุรอานบทที่กล่าวมา ...
  • ฐานะภาพของบรรดาอิมามสูงส่งกว่าบรรดานบีจริงหรือ?
    3758 เทววิทยาดั้งเดิม 2554/12/20
    ฮะดีษมากมายระบุว่าบรรดาอิมามมีความสูงส่งเหนือบรรดานบีทั้งนี้ก็เนื่องจากรัศมีทางจิตใจของบรรดาอิมามหลอมรวมกับท่านนบีมุฮัมมัด (ซ.ล.) ฉะนั้นในเมื่อท่านนบีมีศักดิ์เหนือบรรดานบีท่านอื่นๆวุฒิภาวะที่บรรดาอิมามได้รับการถ่ายทอดจากนบีมุฮัมมัด (ซ.ล.) จึงเหนือกว่านบีทุกท่าน ประเด็นที่ว่ามนุษย์มีศักดิ์ที่สูงกว่ามลาอิกะฮ์นั้นถือเป็นสิ่งที่อิสลามยอมรับฉะนั้นการที่อิมามผู้ไร้บาปจะมีศักดิ์เหนือกว่ามลาอิกะฮ์จึงไม่ไช่เรื่องที่เหนือความคาดหมายแต่อย่างใด ...
  • เพราะอะไรปัญหาเรื่องการตกมุรตัด ระหว่างหญิงกับชายจึงมีกฎแตกต่างกัน?
    7699 ارتداد 2555/08/22
    อิสลามต้องการให้ผู้เข้ารับอิสลาม ได้ศึกษาข้อมูลและหาเหตุผลให้เพียงพอเสียก่อน แล้วจึงรับอิสลามศาสนาแห่งพระเจ้า ได้รับการชี้นำจากพระองค์ต่อไป แต่หลังจากยอมรับอิสลามแล้ว และได้ปล่อยอิสลามให้หลุดลอยมือไป จะเรียกคนนั้นว่าผู้ปฏิเสธศรัทธา และจะได้รับการลงโทษอย่างรุนแรง เนื่องจากสิ่งที่เขาทำจะกลายเป็นเครื่องมือมาต่อต้านอิสลามในภายหลัง และจะส่งผลกระทบในทางลบกับบรรดามุสลิมคนอื่นด้วย แต่เมื่อพิจารณาความพิเศษต่างๆ ของสตรีและบุรุษแล้ว จะพบว่าทั้งสองเพศมีความพิเศษด้านจิตวิญญาณ จิตวิทยา และร่างกายต่างกัน ซึ่งแต่คนจะมีความพิเศษอันเฉพาะแตกต่างกันออกไป เช่น สตรีถ้าพิจารณาในแง่ของจิต จะเห็นว่าเป็นผู้ที่มีจิตใจเปี่ยมไปด้วยความรักและความสงสาร มีความรู้สึกอ่อนไหวเมื่อเทียบกับบุรุษ ดังนั้น กฎที่ได้วางไว้สำหรับบุรุษและสตรี จึงไม่อาจเท่าเทียมกันได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องกฎ ซึ่งพระผู้เป็นเจ้าได้จัดตั้งกฎขึ้นโดยพิจารณาที่ เงื่อนไขต่างๆ และความพิเศษของพวกเขา พระองค์ทรงรอบรู้ถึงคุณลักษณะของปวงบ่าวทั้งหมด โดยสมบูรณ์ และทรงออกคำสั่งห้ามและคำสั่งใช้ บนพื้นฐานเหล่านั้น มนุษย์นั้นมีความรู้เพียงน้อยนิด จึงไม่อาจเข้าใจถึงปรัชญาของความแตกต่าง ระหว่างบทบัญญัติทั้งสองได้โดยสมบูรณ์ เว้นเสียแต่ว่าความแตกต่างเหล่านั้น ได้ถูกอธิบายไว้ในโองการหรือในรายงานฮะดีซ ด้วยเหตุนี้ ระหว่างหญิงกับชายถ้าจะวางกฎเกณฑ์ โดยมิได้พิจารณาถึงความพิเศษต่างๆ ของพวกเขาถือว่าไม่ถูกต้อง และสิ่งนี้ก็คือสิ่งที่มนุษย์ได้ปฏิเสธมาโดยตลอด ...

เนื้อหาที่มีผู้อ่านมากที่สุด

  • อะไรคือหน้าที่ๆภรรยาพึงปฏิบัติต่อสามีบ้าง?
    50042 สิทธิและกฎหมาย 2554/07/07
    ความมั่นคงของชีวิตคู่ขึ้นอยู่กับความรักความผูกพัน ความเข้าใจ การให้เกียรติและเคารพสิทธิของกันและกัน และเพื่อที่สถาบันครอบครัวจะยังคงมั่นคงเป็นปึกแผ่น อิสลามจึงได้ระบุถึงสิทธิของทั้งภรรยาและสามี ขณะเดียวกันก็ได้กำหนดหน้าที่สำหรับทั้งสองฝ่ายไว้ด้วย เนื่องจากเมื่ออัลลอฮ์ประทานสิทธิ ก็มักจะกำหนดหน้าที่กำกับไว้ด้วยเสมอ ข้อเขียนนี้จะนำเสนอหน้าที่ทางศาสนาบางส่วนที่ภรรยาพึงปฏิบัติต่อสามีดังต่อไปนี้:1. ...
  • ดุอาใดบ้างที่ทำให้ได้รับพรเร็วที่สุด?
    46816 จริยธรรมปฏิบัติ 2554/07/03
    มีดุอาที่รายงานจากอิมาม(อ.)หลายบทที่กล่าวขานกันว่าเห็นผลตอบรับอย่างรวดเร็ว แต่เนื่องจากไม่สามารถนำเสนอเนื้อหาดุอาทั้งหมด ณ ที่นี้ได้ จึงขอกล่าวเพียงชื่อดุอาที่มีความสำคัญเป็นพิเศษดังต่อไปนี้1. ดุอาตะวัซซุ้ล2. ดุอาฟะร็อจ
  • กรุณานำเสนอบทดุอาเพื่อให้ได้พบคู่ครองที่เหมาะสมและเปี่ยมด้วยตักวา
    34358 จริยธรรมปฏิบัติ 2554/06/12
    ทุกสิ่งทุกอย่างย่อมมีปัจจัยและเงื่อนไขจำเพาะตามที่พระเจ้าทรงกำหนดหากเราประสงค์สิ่งใดย่อมต้องเริ่มจากการตระเตรียมปัจจัยและเงื่อนไขเสียก่อนปัจจัยของการแต่งงานคือการเสาะหาและศึกษาอย่างละเอียดทว่าเพื่อความสัมฤทธิ์ผลในการดังกล่าวจำเป็นต้องขอความช่วยเหลือจากอัลลอฮ์เพื่อทรงชี้นำการตัดสินใจและความพยายามของเราให้บรรลุดังใจหมาย.การอ่านบทดุอาต่างๆที่รายงานจากบรรดาอิมาม(อ)ต้องควบคู่กับความพยายามศึกษาและเสาะหาคู่ครองอย่างถี่ถ้วน. หนึ่งในดุอาที่เกี่ยวกับเรื่องนี้โดยเฉพาะก็คือรายงานที่ตกทอดมาจากท่านอลี(อ)ดังต่อไปนี้: “ผู้ใดประสงค์จะมีคู่ครอง
  • ครูบาอาจารย์และลูกศิษย์(นักเรียนนักศึกษา)มีหน้าที่ต่อกันอย่างไร?
    31961 จริยธรรมปฏิบัติ 2554/11/14
    ผู้สอนและผู้เรียนมีหน้าที่ต่อกันหลายประการด้วยกันซึ่งสามารถจำแนกออกเป็นสองส่วนก. หน้าที่ที่ผู้สอนมีต่อผู้เรียนอันประกอบด้วยหน้าที่ทางจริยธรรมการอบรมและวิชาการ ข. หน้าที่ที่ผู้เรียนมีต่อผู้สอนอาทิเช่นการให้เกียรติครูบาอาจารย์ยกย่องวิทยฐานะของท่านนอบน้อมถ่อมตน ...ฯลฯ ...
  • ก่อนการสร้างนบีอาดัม(อ) เคยมีการแต่งตั้งญินให้เป็นศาสนทูตสำหรับฝ่ายญินหรือไม่?
    26694 เทววิทยาดั้งเดิม 2554/06/12
    อัลกุรอานยืนยันการมีอยู่ของเหล่าญินรวมทั้งได้อธิบายคุณลักษณะบางประการไว้ถึงแม้ว่าข้อมูลของเราเกี่ยวกับโลกของญินจะค่อนข้างจำกัดแต่เราสามารถพิสูจน์ว่าเหล่าญินเคยมีศาสนทูตที่เป็นญินก่อนการสร้างนบีอาดัมโดยอาศัยเหตุผลต่อไปนี้:1. เหล่าญินล้วนมีหน้าที่ทางศาสนาเฉกเช่นมนุษย์เราแน่นอนว่าหน้าที่ทางศาสนาย่อมเป็นผลต่อเนื่องจากการสั่งสอนศาสนาด้วยเหตุนี้จึงมั่นใจได้ว่าอัลลอฮ์ทรงเคยแต่งตั้งศาสนทูตสำหรับกลุ่มชนญินเพื่อการนี้2. เหล่าญินล้วนต้องเข้าสู่กระบวนการพิพากษาในวันกิยามะฮ์เฉกเช่นมนุษย์เราซึ่งโดยทั่วไปแล้วก่อนกระบวนการพิพากษาทุกกรณีจะต้องมีการชี้แจงข้อกฏหมายจนหมดข้อสงสัยเสียก่อนและการชี้แจงให้หมดข้อสงสัยคือหน้าที่ของบรรดาศาสนทูตนั่นเอง
  • ด้วยเหตุผลอันใดที่ต้องกล่าว อะอูซุบิลลาฮิ มินัชชัยฏอน นิรเราะญีม ก่อน บิซมิลลาฮิรเราะฮฺมานนิรเราะฮีม?
    26626 วิทยาการกุรอาน 2555/08/22
    หนึ่งในมารยาทของการอ่านอัลกุรอาน ซึ่งมีกล่าวไว้ในอัลกุรอาน และรายงานฮะดีซคือ การกล่าว อะอูซุบิลลาฮิ มินัชชัยฏอน นิรเราะญีม ก่อนที่จะเริ่มอ่านอัลกุรอาน หรือแม้แต่ให้กล่าวก่อนที่จะกล่าว บิซมิลลาฮิรเราะฮฺมานนิรเราะฮีม เสียด้วยซ้ำไป ด้วยเหตุผลที่ว่า บิซมิลลาฮิรเราะฮฺมานนิรเราะฮีม นั้นเป็นส่วนหนึ่งของอัลกุรอาน อย่างไรก็ตามการขอความคุ้มครองจากอัลลอฮฺ มิใช่แค่เป็นเพียงคำพูดเท่านั้น ทว่าสิ่งนี้จะต้องฝังลึกอยู่ภายในจิตวิญญาณของเรา ซึ่งต้องสำนึกสิ่งนี้อยู่เสมอตลอดการอ่านอัลกุรอาน ...
  • เนื่องจากอัลลอฮฺทรงรอบรู้เหนือโลกและจักรวาล ฉะนั้น วัตถุประสงค์การทดสอบของอัลลอฮฺคืออะไร?
    22824 เทววิทยาดั้งเดิม 2554/03/08
    ดังที่ปรากฏในคำถามว่าการทดสอบของอัลลอฮฺไม่ได้เพื่อการค้นหาสิ่งที่ยังไม่รู้เนื่องจากอัลลอฮฺ (ซบ.) ทรงปรีชาญาณเหนือทุกสรรพสิ่งแต่อัลกุรอานหลายโองการและรายงานที่ตกมาถึงมือเรากล่าวว่าการทดสอบเป็นแบบฉบับหนึ่งและเป็นกฎเกณฑ์ของพระเจ้าที่วางอยู่บนแบบฉบับอื่นๆอันได้แก่การอบบรมสั่งสอนการชี้นำโดยรวมของพระเจ้าอัลลอฮฺ
  • ปีศาจ (ซาตาน) มาจากหมู่มะลาอิกะฮฺหรือญิน ?
    21374 การตีความ (ตัฟซีร) 2553/12/22
    เกี่ยวกับคำถามที่ว่าชัยฎอนเป็นมะลาอิกะฮฺหรือญินมีมุมมองและทัศนะแตกต่างกันแหล่งที่มาของความขัดแย้งนี้เกิดจากเรื่องราวการสร้างนบีอาดัม (อ.) เนื่องจากเป็นคำสั่งของพระเจ้ามวลมะลาอิกะฮ์ทั้งหลายจึงได้กราบสุญูดอาดัมแต่ซาตานไม่ได้ก้มกราบบางคนกล่าวว่าชัยฎอน (อิบลิส) เป็นมะลาอิกะฮฺ, โดยอ้างเหตุผลว่าเนื่องจากโองการอัลกุรอานกล่าวละเว้น, อิบลิสไว้ในหมู่ของมะลาอิกะฮฺ (มะลาอิกะฮ์ทั้งหมดลดลงกราบยกเว้นอิบลิส) ดังนั้นอิบลิส
  • อายะฮ์ إِذا مَا اتَّقَوْا وَ آمَنُوا وَ عَمِلُوا الصَّالِحاتِ ثُمَّ اتَّقَوْا وَ آمَنُوا ثُمَّ اتَّقَوْا وَ أَحْسَنُوا وَ اللَّهُ یُحِبُّ الْمُحْسِنین การกล่าวซ้ำดังกล่าวมีจุดประสงค์ใด?
    21021 การตีความ (ตัฟซีร) 2555/02/07
    ในแวดวงวิชาการมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องการย้ำคำว่าตักวาในโองการข้างต้นบ้างเชื่อว่ามีจุดประสงค์เพื่อให้เล็งเห็นความสำคัญของประเด็นเกี่ยวกับตักวาอีหม่านและอะมั้ลที่ศอลิห์
  • เมื่ออัลลอฮฺ มิทรงสร้างสรรพสิ่งทั้งหลายจากสิ่งใดทั้งหมด, หมายความว่าอำนาจของพระองค์ได้ถ่ายโอนไปสู่วัตถุปัจจัยกระนั้นหรือ?
    20142 รหัสยทฤษฎี 2555/05/17
    ใช่แล้ว การสร้างจากสิ่งไม่มีตัวตนมีความหมายตามกล่าวมา, เนื่องจากคำว่า ไม่มีตัวตน คือไม่มีอยู่ก่อนจนกระทั่งอัลลอฮฺ ทรงสร้างสิ่งนั้นขึ้นมา รายงานฮะดีซก็กล่าวถึงประเด็นนี้ไว้เช่นกันว่า อำนาจสัมบูรณ์ของพระเจ้า มีความเป็นหนึ่งเดียวกันกับคุณลักษณะอื่นของพระองค์ ซึ่งเกินเลยอำนาจความรอบรู้ของมนุษย์ เนื่องจากสรรพสิ่งถูกสร้างทั้งหลายได้ถูกสร้างขึ้นมา จากสิ่งไม่มี ซึ่งตามความเป็นจริงแล้วสรรพสิ่งถูกสร้างทั้งหลาย เปรียบเสมือนภาพที่ถ่ายโอนอำนาจสัมบูรณ์ของพระเจ้า เราเรียกนิยามนี้ว่า “การสะท้อนภาพ”[1]ซึ่งในรายงานฮะดีซได้ใช้คำว่า “การเกิดขึ้นของคุณลักษณะ” : อัลลอฮฺ (ซบ.) ทรงเป็นพระผู้อภิบาลของเราที่มีความเป็นนิรันดร์ ความรอบรู้คือ อาตมันของพระองค์ ขณะที่ไม่มีความรอบรู้อันใด การได้ยินคืออาตมันของพระองค์ ขณะที่ไม่มีการได้ยินใดๆ การมองเห็นคือ อาตมันของพระองค์ ขณะที่ไม่มีการมองเห็นอันใด อำนาจคืออาตมันของพระองค์ ขณะที่ไม่มีอำนาจอันใด และเนื่องจากพระองค์คือ ผู้ทรงสร้างสรรพสิ่งทั้งหลาย ทำให้สิ่งเหล่านั้นมีและเป็นไป ความรู้ของพระองค์ได้ปรากฏบนสิ่งถูกรู้จักทั้งหลาย การได้ยิน ได้ปรากฏบนสิ่งที่ได้ยินทั้งหลาย การมองเห็นได้ปรากฏบนสิ่งมองเห็น และอำนาจของพระองค์ ...

ลิ้งก์ต่างๆ