การค้นหาขั้นสูง
ผู้เยี่ยมชม
16643
อัปเดตเกี่ยวกับ: 2550/09/24
คำถามอย่างย่อ
เพราะเหตุใดอัลลอฮฺ จึงไม่ตอบรับดุอาอฺขอฉัน?
คำถาม
เป็นเวลาหลายปีแล้ว ที่ฉันเฝ้าวอนขอดุอาอฺ แล้วมันอยู่ที่ไหนหรือ???เดือนรอมฎอนคือเดือนแห่งการตอบรับดุอาอฺ แต่ทำไมถึงไม่ถูกตอบรับ? อัลลอฮฺ ตรัสว่า : จงวิงวอนต่อข้าเพื่อข้าจะได้ตอบรับ นานกี่เดือนกี่ปีหรือ?
คำตอบโดยสังเขป

ดุอาอฺ คือหัวใจของอิบาดะฮฺ, ดุอาอฺคือการเชื่อมน้ำหยดหนึ่งกับทะเล และด้วยการเชื่อมต่อนั่นเองคือ การตอบรับ.ความสัมฤทธิ์ผลจากอัลลอฮฺต่างหาก ที่มนุษย์ได้มีโอกาสดุอาอฺต่อพระองค์, การตอบรับดุอาอฺนั้นมีมารยาทและเงื่อนไขอยู่ในตัว, ต้องเอาใจใส่ต่อสิ่งเหล่านั้น และต้องขจัดอุปสรรค์ที่ขวางกั้นให้หมดไป, อุปสรรคสำคัญอันเป็นเหตุให้ดุอาอฺไม่ถูกตอบรับคือ บาปกรรม,การรู้จักอัลลอฮฺก็เป็นอีกเงื่อนไขหนึ่งที่สำคัญที่สุด ที่ทำให้ดุอาอฺถูกตอบรับ

คำตอบเชิงรายละเอียด

ท่านอิมามอะลี (อ.) ได้กล่าวคำเทศนาอันเป็นสำนวนจับใจในวันศุกร์หนึ่ง ซึ่งในตอนท้ายของคำเทศนาท่านกล่าวว่า : โอ้ ประชาชนเอ๋ย มีความทุกข์อันยิ่งใหญ่อยู่ 7 ประการ ซึ่งจำเป็นต้องขอความคุ้มครองและพึ่งพิงต่ออัลลอฮฺ, ผู้รู้ที่หลงผิด, ผู้ดำรงอิบาดะฮฺที่เหนื่อยหน่าย, ผู้ล้มละลายจากทรัพย์สิน, ผู้ที่สูญสิ้นอำนาจมารมีตกต่ำยิ่งกว่าคนขอทานที่เจ็บป่วย, ซึ่งจำเป็นต้องพึ่งพาอัลลอฮฺ, เวลานั้นได้มีชายคนหนึ่งยืนขึ้นพร้อมทั้งกล่าวว่า : ท่านพูดความจริงหรือ, โอ้ อะมีรุลมุอฺมินีน ท่านคือกิบละฮฺสำหรับพวกเรา เมื่อพวกเราระหนอย่างไร้จุดหมาย ท่านคือแสงสว่างสำหรับพวกเรา เมื่อพวกเราตกอยู่ในความมืดมิด แต่พวกเราขอถามท่านเกี่ยวกับพระดำรัสของอัลลอฮฺ ที่ตรัสว่า : »จงวิงวอนต่อข้าเพื่อข้าจะได้ตอบรับเจ้า« แล้วพวกเราก็ได้วิงวอน แต่เกิดอะไรขึ้นหรือ พระองค์จึงไม่ตอบรับคำวิงวอน? ท่านอิมาม กล่าวว่า : »เป็นเพราะหัวใจของพวกเธอได้ทรยศคุณสมบัติพิเศษ 8 ประการ

หนึ่ง พวกเธอรู้จักอัลลอฮฺ, สิทธิของพระองค์คือ สิ่งที่พระองค์ทรงวาญิบแก่พวกเธอ, แต่พวกเธอมิได้ปฏิบัติตาม.ด้วยเหตุนี้ การรู้จักจึงไม่ยังประโยชน์แก่พวกเธอ

สอง พวกเธอศรัทธาต่อศาสดาของพระองค์, แต่มิได้ปฏิบัติตามแบบฉบับและแนวทางของท่าน อีกทั้งยังทำลายบทบัญญัติของท่าน. ดังนั้น ความศรัทธาของเธอจะมีประโยชน์อันใดอีกหรือ?

สาม พวกเธออ่านอัลกุรอาน, แต่มิได้นำเอาสิ่งนั้นไปปฏิบัติ, พวกเธอพูดว่า ครับผม พวกเราจะเชื่อฟังปฏิบัติตาม, แต่กลับต่อต้าน

สี่ พวกเธอกล่าวว่า พวกเรากลัวไฟนรก, แต่พวกเธอกลับเข้าใกล้ไฟนรกไปทุกขณะ เพราะบาปกรรมที่ก่อขึ้น, ดังนั้น ความเกรงกลัวของพวกเธออยู่ที่ไหนหรือ?

ห้า พวกเธอกล่าวว่าพวกเราปรารถนาสรวงสวรรค์ ขณะที่พวกเธอได้กระทำภารกิจหนึ่งอันเป็นเหตุให้ห่างไกลจากสวรรค์ไปทุกขณะ แล้วความปรารถนาของพวกเธออยู่ที่ไหนหรือ?

หก พวกเธอได้รับประโยชน์จากความโปรดปรานอันอเนกอนันต์ของพระเจ้า, แต่พวกเธอไม่เคยขอบคุณความโปรดปรานเหล่านั้น

เจ็ด พระองค์มีบัญชาแก่พวกเธอว่า จงเป็นศัตรูกับชัยฏอนมารร้าย ตรัสว่า:  »ชัยฏอนนั้นคือศัตรูตัวฉกาจของเธอ ดังนั้น จงถือว่ามารคือศัตรูของเจ้า« แต่พวกเธอกับมิได้แสดงตนเป็นศัตรู ทว่าได้เป็นมิตรกับมาร

แปด พวกเธอมองเห็นแต่ข้อบกพร่องและข้อตำหนิของคนอื่น แต่กับหลงลืมข้อตำหนิของตนเอง. ขณะที่เป็นการสมควรยิ่งที่จะประณามว่ากล่าวตนเอง แต่กับประณามตำหนิคนอื่น. พวกเธอมีคุณสมบัติเหล่านี้อยู่ในตัว แล้วดุอาอฺจะถูกตอบรับได้อย่างไร?  พวกเธอต้องเปิดประตูดุอาอฺแก่ตัวเอง มั่นวิงวอนขอต่อพระองค์ ปรับปรุงแก้ไขการงานของตนให้ถูกต้อง ทำจิตวิญญาณให้บริสุทธิ์ ส่งเสริมการทำความดีและห้ามปรามความชั่ว เพื่อว่าอัลลอฮฺจะได้ตอบรับดุอาอฺของพวกเธอ«[1]

ตามหลักคำสอนของศาสนาของเรา ดุอาอฺ คืออิบาดะฮฺหรือบางครั้งถูกแนะนำว่า เป็นหัวใจของอิบาดะฮฺด้วยซ้ำไป. ถ้าหากพิจารณาบทบัญญัติของอิสลาม เราจะพบว่าบทบัญญัติส่วนใหญ่เหล่านั้นครอบคลุมอยู่เหนือดุอาอฺทั้งหลาย. อัลลอฮฺ ทรงกล่าวเรียกร้องมนุษย์หลายต่อหลายครั้งในอัลกุรอานว่า ให้ดุอาอฺ

เช่น ตรัสว่า : »จงวิงวอนต่อข้า เพื่อข้าจะได้ตอบรับคำวิงวอนของเจ้า«[2] หรือตรัสว่า : »และเมื่อบ่าวของข้าวิงวอนต่อข้า อันที่จริงข้านี้อยู่ใกล้ ข้าจะตอบรับคำวิงวอนของผู้ที่วิงวอน ถ้าเขาวิงวอนต่อข้า ดังนั้น จงวิงวอนต่อข้า และจงมีศรัทธาต่อข้า เพื่อจะได้รับการชี้นำ«[3]

ดุอาอฺ คือการเชื่อมต่อหยดน้ำไปยังมหาสมุทร. เพียงแค่การได้สัมพันธ์โดยตัวของมันแล้วมีค่ายิ่งและเท่ากับเป็นการตอบรับจากพระองค์. เนื่องจากผู้คนส่วนใหญ่ไม่มีโอกาสแม้แต่การสายสัมพันธ์เชื่อมต่อไปยังพระองค์ เพียงแค่มนุษย์ได้รำลึกถึงพระองค์ และวิงวอนต่อพระองค์ ขอความคุ้มครองต่อพระองค์ และมอบตัวเองเข้าสู่พระองค์ เท่านี้ก็นับว่าได้รับความโปรดปรานอย่างยิ่งจากพระองค์แล้ว ดังนั้น มนุษย์ต้องถือเอาโอกาสนี้ขอบคุณต่อพระองค์ผู้บริสุทธิ์ให้มากยิ่ง อัลลอฮฺ ตรัสว่า : »จงรำลึกถึงข้า เพื่อข้าจะได้รำลึกถึงเจ้า« การรำลึกของเรามิได้ยังประโยชน์อันใดต่อพระองค์ทั้งสิ้น, ทั้งการรำลึกของเราและการระลึกของพระองค์ล้วนเป็นประโยชน์ต่อเราทั้งสิ้น.

ดุอาอฺ มีมารยาทและเงื่อนไขอันเฉพาะ ซึ่งแน่นอนว่า การเอาใจใส่ต่อสิ่งเหล่านั้น ดุอาอฺของเราจะถูกตอบรับ โอวาทของท่านอิมามอะลี (อ.) ที่กล่าวไปก่อนหน้านี้ ได้แสดงให้เห็นมารยาทและเงื่อนไขต่างๆ ของดุอาอฺไว้อย่างมากมาย. มีผู้ศรัทธากลุ่มหนึ่งได้มาหาท่านอิมามซอดิก (อ.) พร้อมกับกล่าวว่า : พวกเราได้ดุอาอฺแล้ว, แต่เป็นเพราะอะไร ดุอาอฺของพวกเราไม่ถูกตอบรับ? ท่านอิมาม (อ.) กล่าวว่า : »เนื่องจากพวกเธอได้ดุอาอฺ โดยมิได้แนะนำผู้ใดต่อพระองค์«[4]

บางครั้งเราวิงวอนขอบางสิ่งต่ออัลลอฮฺทั้งที่สิ่งนั้นเป็นอันตรายต่อตัวเอง, ประหนึ่งเด็กที่ไม่รู้ได้วอนขอบางสิ่งจากมารดา ทั้งที่สิ่งนั้นเป็นอันตรายต่อตัวเอง. ดังนั้น ถ้าหากมารดาได้ตอบสนองตามความต้องการของบุตร เท่ากับได้อธรรมต่อเขา ในเวลานั้น เป็นไปได้ที่บุตรอาจจะไม่พอใจมารดา หรือโกรธ, แต่นั่นก็เป็นประโยชน์กับตัวเอง.ท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) กล่าวว่า : »โอ้ ปวงบ่าวของอัลลอฮฺเอ๋ย พวกเธอเปรียบเสมือนคนป่วย และอัลลอฮฺคือแพทย์ผู้รักษา, การเยียวยารักษาอาการป่วยคือ สิ่งที่อยู่ในดุลพินิจของแพทย์ ซึ่งแพทย์รู้และจะพิจารณา มิใช่สิ่งที่คนไข้ต้องการ พึงสังวรไว้เถิด จงมอบหมายการงานต่อพระองค์ เพื่อว่าสิ่งนั้นจะได้ถูกต้อง[5]«

บางครั้งเรามองเห็นประโยชน์ของเราเพียงด้านเดียว โดยลืมคิดไปว่าการตอบรับดุอาอฺของเรา อาจเป็นอันตรายต่อคนอื่นก็ได้. ดุอาอฺของเราอาจถูกตอบรับนานแล้ว,แต่เราอาจไม่รู้ตัว. หรือบางครั้งเราอาจรีบร้อนในการตอบรับ เพียงแค่ดุอาอฺจบลง เราก็ต้องการให้ดุอาอฺถูกตอบรับโดยทันที. รายงานกล่าวว่า ดุอาอฺของมูซาและฮารูน (อ.) เกี่ยวกับฟาโรห์นั้น นานถึง 40 ปี จึงถูกตอบรับ.[6]

บางครั้งการไม่ตอบรับดุอาอฺคือ ความกรุณาอย่างหนึ่งจากพระเจ้า เพื่อจะได้รับเตาฟีกในการสนทนากับอัลลอฮฺ นานยิ่งขึ้น, ท่านอิมามริฎอ (อ.) กล่าวว่า : »ดังที่พระเจ้าทรงล่าช้าในการตอบรับดุอาอฺของมุอฺมิน,เนื่องจากพระองค์ปรารถนาที่จะรับฟังคำวิงวอนของปวงบ่าวให้มากยิ่งขึ้น แต่ดุอาอฺของพวกกลับกลอกพระองค์จะทรงตอบรับโดยเร็ว, เนื่องจากพระองค์ไม่ทรงปรารถนาที่จะได้ยินเสียงของพวกเขา«[7]

ถ้าหากเราพิจารณาสักนิด เราจะเข้าใจว่าอัลลอฮฺ ทรงประทับอยู่ทั่วทั้งจักรวาล พระองค์ทรงมองเห็นทุกสรรพสิ่งในจักรวาล, ดังนั้น จงอย่าปล่อยให้การต้อนรับของเจ้าของบ้าน ทำให้เราถูกกีดกันออกจากเจ้าของบ้าน »เนื่องจากมี 100 ย่อมมี 99 อยู่ในมือแล้ว« ดังนั้น เมื่อเรามีอัลลอฮฺ อยู่ในใจเท่ากับเราได้รับทุกสิ่งแล้ว.

ฉะนั้น ถ้าหากเราคิดไปเองว่า อัลลอฮฺ ไม่ทรงตอบรับดุอาอฺของเรา, เราต้องไม่สิ้นหวัง เราต้องไม่หมดหวังในความเมตตาของพระองค์ เพราะการหมดหวังในความเมตตาของอัลลอฮฺ ถือเป็นบาปอันใหญ่หลวงยิ่ง อัลลอฮฺ ตรัสว่า : »โอ้ ปวงบ่าวของข้าผู้ละเมิดต่อตนเอง อย่าได้หมดหวังต่อพระเมตตาของอัลลอฮฺ แท้จริง อัลลอฮฺ ทรงอภัยความผิดทั้งหลายทั้งมวล พระองค์คือพระผู้ทรงอภัยผู้ทรงปรานีเสมอ«[8]

อุปสรรคสำคัญที่สุดที่ขวางกั้นการตอบรับ ดุอาอฺ คือบาปกรรมต่างๆ ท่านอิมามอะลี (อ.) กล่าวต่ออัลลอฮฺ ในดุอาอฺ โกเมลว่า : โอ้ พระผู้อภิบาลของข้าฯ โปรดอภัยในความผิดบาปที่กีดขวางการตอบรับดุอาอฺ. ช่างไร้มารยาทและไร้ความอายสิ้นดี ถ้าหากเราฝ่าฝืนคำสั่งของพระองค์ แล้วปรารถนาบางสิ่งจากพระองค์ อีกทั้งยังคาดหวังว่าพระองค์จะเปิดพระทัยกว้างตอบรับคำวิงวอนและความปรารถนาของเรา.

บาปกรรมคือ ตัวการที่จะทำให้ความศรัทธาที่มีต่ออัลลอฮฺ และเราะซูลของพระองค์ลดน้อยลง และกลายเป็นสาเหตุสำคัญทำให้มนุษย์ลืมหรือปฏิเสธอัลลอฮฺและสัญลักษณ์ต่างๆ ของพระองค์ อัลกุรอานกล่าวว่า : »แล้วบั้นปลายของบรรดาผู้กระทำความชั่วเลวร้ายยิ่งคือ การปฏิเสธสัญญาณทั้งหลายของอัลลอฮฺ และพวกเขาได้เย้ยหยัน«[9] ในทางกลับกัน, อิบาดะฮฺคือ สื่อนำมาซึ่งความเชื่อมั่น »จงเคารพภักดีพระผู้อภิบาลของเจ้า จนกระทั่งความเชื่อมั่นจะมาถึงสูเจ้า«[10]

ดุอาอฺ คือการเปิดเผยความต้องการของปวงบ่าวต่ออัลลอฮฺ ใช่มิต้องสงสัยว่าพระองค์คือผู้ทรงเมตตา, แต่ขณะเดียวกันพระองค์ทรงปรีชาญาณยิ่ง และทั้งความเมตตาและความการุณย์จะไม่เกินเลยวิทยปัญญาของพระองค์ อัลลอฮฺ มิทรงตระหนี่ถี่เหนียว ดังนั้น พระองค์จะทรงตอบรับคำวิงวอนของปวงบ่าวบนวิทยปัญญาของพระองค์ มิใช่บนความปรารถนาของปวงบ่าว

อัลลอฮฺ ตรัสว่า : »และหากอัลลอฮฺทรงตอบรับตามความปรารถนาของมนุษย์ ชั้นฟ้าทั้งหลาย และแผ่นดินและสิ่งที่อยู่ในนั้นต้องเสียหายอย่างแน่นอน«[11]

อัลลอฮฺ ตรัสว่า : »นโอ้ ปวงบ่าวของข้า จงเชื่อฟังปฏิบัติตามบัญชาของข้าเถิด แต่จงอย่าบอกข้าว่า สิ่งใดดีสำหรับเจ้า ข้ารู้ดีกว่าเจ้า และข้ามิได้ตระหนี่ถี่เหนียวในการประทานสิ่งสมควรยิ่งแก่เจ้า«[12] มนุษย์พึงปฏิบัติหน้าที่ของตน เนื่องจากอัลลอฮฺ ทรงทราบดีว่าสมควรกระทำสิ่งใด

»พึงปล่อยทุกสิ่งไป คำพูดของมิตรย่อมไพเราะยิ่งกว่า« อัลลอฮฺ ตรัสว่า  : » แท้จริงบรรดาผู้กล่าวว่า อัลลอฮฺ คือพระผู้อภิบาลของพวกเรา แล้วพวกเขาได้ยืนหยัดตามคำกล่าวนั้น มลากิกะฮฺจะลงมาหาพวกเขา จงอย่ากลัวและอย่าเศร้าสลดใจ แต่จงรับข่าวดีนั่นคือ สรวงสวรรค์ ที่ถูกสัญญาไว้แก่สูเจ้า«[13]

ศึกษาเพิ่มเติมได้จากหัวข้อต่อไปนี้ :

เงื่อนไขการตอบรับดุอาอฺอย่างแน่นอน, คำถามที่ 983 (ไซต์)

การตอบรับดุอาอฺต่างๆ โดยเร็ว, คำถามที่ 14940 (th14733 )(ไซต์)

 


[1] มุสตัดร็อก อัลวะซาอิล, เล่ม 5, หน้า 269.

[2] อัลกุรอาน บทฆอฟิร, 60.

[3] อัลกุรอาน บทบะเกาะเราะฮฺ, 186

[4] มุสตัดร็อก อัลวะซาอิล, เล่ม 5, หน้า 191.

[5] อ้างแล้วเล่มเดิม, หน้า 153

[6] มุสตัดร็อก อัลวะซาอิล, เล่ม 5, หน้า 192.

[7] อ้างแล้วเล่มเดิม, หน้า 194.

[8] อัลกุรอาน บทอัซซุมัร, 53.

[9] อัลกุรอาน บทอัรโรม, 10.

[10] อัลกุรอาน บทฮิจญฺร์, 99.

[11] อัลกุรอาน บทมุอฺมินูน, 71.

[12] เอรชาด อัลกุลูบ, เล่ม 1, หน้า 152

[13] อัลกุรอาน บทฟุซซิลัต, 30.

 

แปลคำถามภาษาต่างๆ
ความเห็น
จำนวนความเห็น 0
กรุณาป้อนค่า
ตัวอย่าง : Yourname@YourDomane.ext
กรุณาป้อนค่า
<< ลากฉัน
กรุณากรอกจำนวนที่ถูกต้องของ รหัสรักษาความปลอดภัย

หมวดหมู่

คำถามสุ่ม

  • วันเวลาที่แน่ชัดของการเป็นชะฮาดัตของท่านหญิงฟาติมะฮ์ ซะฮ์รอ (ซ.) คืออะไร?
    6830 تاريخ بزرگان 2555/04/21
    ในตำราประวัติศาสตร์มีทัศนะหลายเกี่ยวกับวันคล้ายวันชะฮาดัตของท่านหญิงฟาติมะฮ์ (ซ.) นักประวัติศาสตร์บางคนเชื่อว่านางสเยชีวิตหลังจากการจากไปของท่านศาสดา (ซ.ล.) 40 วัน บ้างก็เชื่อว่า 6 เดือน และอีกกลุ่มก็เชื่อว่า 8 เดือน ส่วนฮะดีษที่รายงานจากบรรดาอะอิมมะฮ์ระบุไว้สองทัศนะ โดยอุลามาอ์ชีอะฮ์ส่วนใหญ่เชื่อว่าฮะดีษที่ระบุว่าเธอเสียชีวิต 95 วันหลังจากการจากไปของท่านศาสดา (ซ.ล.) เป็นรายงานที่น่าเชื่อถือมากกว่า ...
  • ชาวอะฮ์ลิสซุนนะฮ์มีทัศนะอย่างไรเกี่ยวกับท่านบิล้าล?
    6527 تاريخ بزرگان 2554/08/08
    หนังสืออ้างอิงทางประวัติศาสตร์ของชาวอะฮ์ลิสซุนนะฮ์กล่าวถึงท่านบิล้าลผู้เป็นอัครสาวกว่าท่านได้รับการไถ่ตัวโดยท่านอบูบักร์ท่านเป็นผู้ศรัทธาที่อดทนต่อการทรมานโดยกาเฟรมุชริกีนและเป็นนักอะซานประจำของท่านนบี(ซ.ล.) อีกทั้งยังเป็นนักต่อสู้เพื่ออิสลามในสมรภูมิต่างๆเคียงข้างท่านนบี(ซ.ล.) ทว่าหลังจากที่นบีละสังขารท่านก็จากเมืองมะดีนะฮ์มุ่งสู่แคว้นชามและเสียชีวิตณที่นั่น ...
  • ถ้าหากพิจารณาบทดุอาอฺต่างๆ ในอัลกุรอาน จะเห็นว่าดุอาอฺเหล่านั้นได้ให้ความสำคัญต่อตัวเองก่อน หลังจากนั้นเป็นคนอื่น เช่นโองการอัลกุรอาน ที่กล่าวว่า “อะลัยกุม อันฟุซะกุม” แต่เมื่อพิจารณาดุอาอฺของท่านหญิงฟาฏิมะฮฺจะพบว่าท่านหญิงดุอาอฺให้กับคนอื่นก่อนเป็นอันดับแรก, ดังนั้น ประเด็นนี้จะมีทางออกอย่างไร?
    8887 จริยธรรมปฏิบัติ 2554/12/21
    ในตำแหน่งของการขัดเกลาจิตวิญญาณและยกระดับจิตใจตนเองนั้น, มนุษย์ต้องคำนึงถึงตัวเองก่อนบุคคลอื่นเพราะสิ่งนี้เป็นคำสั่งของอัลกุรอานและรายงานนั่นเอง, เนื่องจากถ้าปราศจากการขัดเกลาจิตวิญญาณแล้วการชี้แนะแนวทางแก่บุคคลอื่นจะบังเกิดผลน้อยมาก, แต่ส่วนในตำแหน่งของดุอาอฺหรือการวิงวอนขอสิ่งที่ต้องการจากพระเจ้า,ถือว่าเป็นความเหมาะสมอย่างยิ่งที่มนุษย์จะวอนขอให้แก่เพื่อนบ้านหรือบุคคลอื่นก่อนตัวเอง, ...
  • ชีอะฮ์มีทัศนคติอย่างไรเกี่ยวกับประเด็นการแต่งตั้งตัวแทนหลังจากท่านนบี(ซ.ล.)?
    6037 เทววิทยาดั้งเดิม 2554/09/22
    ความเชื่อของชีอะฮ์คือ1. ตำแหน่งคิลาฟะฮ์เป็นตำแหน่งที่พระองค์อัลลอฮ์เป็นผู้แต่งตั้งเองและท่านศาสดา(ซ.ล.)ก็ได้รับคำสั่งจากพระองค์ให้ประกาศในหมู่มุสลิมหลายต่อหลายครั้งว่าท่านอลี(อ
  • ด้วยการประกอบอิบาดะฮฺนานหลายพันปีของชัยฏอน แล้วมารไม่มีสิทธิ์ได้รับความช่วยเหลือจากอัลลอฮฺเลยหรือ?
    7474 เทววิทยาดั้งเดิม 2554/10/22
    จากคำกล่าวของอัลกุรอาน ชัยฏอนมาจากหมู่ญิน ซึ่งญินนั้นมีภารกิจหน้าที่เช่นเดียวกับมนุษย์ตามคำกล่าวของท่านอิมามอะลี (อ.) : ชัยฏอนได้อิบาดะฮฺต่ออัลลอฮฺนานถึง 6,000 ปี ซึ่งไม่รู้ว่าเป็นปีทางโลกหรือปีของปรโลก (ซึ่งหนึ่งวันของปรโลกเท่ากับ 1,000 ปี).ซึ่งความกรุณาอันยิ่งใหญ่และความการุณย์ที่มีต่ออิบลิสก็คือ ประการแรก มารได้ประสบความสำเร็จในการอิบาดะฮฺต่ออัลลอฮฺ สอง เนื่องจากอิบาดะฮฺอย่างมากมายมหาศาลทำให้มารได้ยกระดับชั้นเทียบเท่ามลาอิกะฮฺ ซึ่งสิทธิพิเศษที่มารได้รับการช่วยเหลือก็คือ มารได้นั่งในชั้นเดียวกันกับมลาอิกะฮฺ ซึ่งเงื่อนไขของความสะอาดของพวกเขา และเป็นหนึ่งในระบบทางโลกก็คือ บุคคลใดก็ตามที่รู้จักมากระดับชั้นของหน้าที่ก็จะสูงตามไปด้วย, แต่ถ้าผิดพลาดเมื่อใดก็จะได้รับการลงโทษอย่างรุนแรง
  • ในมุมมองของรายงาน,ควรจะประพฤติตนอย่างไรกับผู้มิใช่มุสลิม?
    7392 สิทธิและกฎหมาย 2555/08/22
    อิสลาม เป็นศาสนาที่วางอยู่บนธรรมชาติอันสะอาดยิ่งของมนุษย์ ศาสนาแห่งความเมตตา ได้ถูกประทานลงมาเพื่อชี้นำมนุษย์ไปสู่ความเจริญรุ่งเรือง และความผาสุกของมนุษย์ชาติทั้งหมด อีกด้านหนึ่งการเลือกนับถือศาสนาเป็นความอิสระของมนุษย์ ดังนั้น ในสังคมอิสลามนั้นท่านจะพบว่ามีผู้มิใช่มุสลิมปะปนอยู่ไม่มากก็น้อย อิสลามมีคำสั่งให้รักษาสิทธิ ประพฤติดี และอยู่ร่วมกันในสังคมอย่างสงบสันติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับบุคคลที่นับถือศาสนา ไม่ว่าพวกเขาจะใช้ชีวิตอยู่ในสังคมอิสลาม ภายใต้การปกครองของรัฐอิสลาม หรือบุคคลที่อยู่ในสังคมอื่นที่มิใช่อิสลาม, ผู้ปฏิเสธศรัทธาที่ดำรงชีวิตอยู่ภายใต้รัฐอิสลาม จำเป็นรักษาเงื่อนไขของผู้ร่วมอาศัยด้วย ถ้าหากไม่รักษาเงื่อนไขของผู้ร่วมอาศัย หรือทรยศหักหลังก็จำเป็นต้องถูกลงโทษตามกฎหมายอิสลาม ...
  • แต่ละเมืองสามารถมีนมาซวันศุกร์ได้เพียงแห่งเดียวไช่หรือไม่?
    5659 สิทธิและกฎหมาย 2554/06/11
    ต่อข้อคำถามดังกล่าวบทบัญญัติศาสนาให้ถือระยะห่างระหว่างนมาซวันศุกร์สองแห่งเป็นเกณฑ์.บรรดามัรญะอ์ระดับสูงระบุว่า: ระยะห่างหนึ่งฟัรสัค(6กม.) ถือเป็นระยะห่างที่น้อยที่สุดระหว่างนมาซวันศุกร์สองแห่งหากมีการนมาซวันศุกร์สักแห่งแล้วไม่ควรมีนมาซวันศุกร์แห่งอื่นภายในรัศมีหนึ่งฟัรสัคอีกฉะนั้น การนมาซวันศุกร์สองแห่งที่เว้นระยะห่างหนึ่งฟัรสัคแล้วถือว่าถูกต้องทั้งสองแห่ง. อนึ่ง พิกัดที่ใช้วัดระยะห่างในที่นี้คือสถานที่จัดนมาซวันศุกร์มิได้วัดจากเขตเมือง เมืองใหญ่ที่มีรัศมีหลายฟัรสัคจึงสามารถจัดนมาซวันศุกร์ได้หลายแห่ง.[1]แต่หากเมืองใดมีการนมาซวันศุกร์สองแห่งโดยเว้นระยะห่างไม่ถึงหนึ่งฟัรสัค, ที่ใดที่เริ่มช้ากว่าให้ถือว่าเป็นโมฆะ แต่หากทั้งสองแห่งกล่าวตักบีเราะตุลเอียะฮ์รอมพร้อมกันให้ถือว่าทั้งสองเป็นโมฆะ.
  • สาขามัซฮับที่สำคัญของชีอะฮ์มีจำนวนเท่าใด?
    9862 เทววิทยาดั้งเดิม 2554/07/10
    คำว่า“ชีอะฮ์”โดยรากศัพท์แล้วหมายถึง“สหาย”หรือ“สาวก”และยังแปลได้ว่า“การมีแนวทางเดียวกัน” ส่วนในแวดวงมุสลิมหมายถึงผู้เจริญรอยตามท่านอิมามอลี(อ.) ซึ่งมีการนิยามความหมายของคำว่าผู้เจริญรอยตามว่า
  • เหตุใดจึงตั้งชื่อซูเราะฮ์บะเกาะเราะฮ์ด้วยนามนี้?
    6925 วิทยาการกุรอาน 2555/03/18
    ซูเราะฮ์บะเกาะเราะฮ์ถูกตั้งชื่อด้วยนามนี้เนื่องจากในซูเราะฮ์นี้ได้มีการกล่าวถึงเรื่องราวของบะก็อร(วัว)ของบนีอิสรออีลระหว่างอายะฮ์ที่ 67-71 หลายต่อหลายครั้ง เช่น وَ إِذْ قالَ مُوسى‏ لِقَوْمِهِ إِنَّ اللَّهَ يَأْمُرُكُمْ أَنْ تَذْبَحُوا بَقَرَةً قالُوا أَ تَتَّخِذُنا هُزُواً قالَ أَعُوذُ بِاللَّهِ أَنْ أَكُونَ مِنَ الْجاهِلين‏"؛ (และจงรำลึกถึงขณะที่มูซาได้กล่าวแก่กลุ่มชนของเขาว่า แท้จริงอัลลอฮ์ (ซ.บ.) ทรงบัญชาแก่พวกท่านให้เชือดวัวตัวเมียตัวหนึ่ง (เพื่อนำชิ้นอวัยวะของวัวไปแตะศพที่ไม่สามารถระบุตัวผู้สังหารได้ เพื่อให้ศพฟื้นคืนชีพและชี้ตัวผู้ต้องสงสัย อันเป็นการยุติความขัดแย้งในสังคมยุคนั้น) พวกเขากล่าวว่า “ท่านจะถือเอาพวกเราเป็นที่ล้อเล่นกระนั้นหรือ?” มูซากล่าวว่า “ฉันขอความคุ้มครองต่ออัลลอฮ์ (ซ.บ.) ให้พ้นจากการที่ฉันจะเป็นพวกโง่เขล่าเบาปัญญา)[1] และเนื่องจากประเด็นดังกล่าวมีความสำคัญต่อการขัดเกลาของมนุษย์เป็นอย่างยิ่ง จึงได้ตั้งชื่อด้วยนามนี้
  • เกี่ยวกับสิ่งมีชีวิตอยู่บนดาวเคราะห์ดวงอื่น,อิสลามมีทัศนะอย่างไรบ้าง?
    11945 การตีความ (ตัฟซีร) 2554/06/22
    แนวคิดที่ว่ามีสิ่งมีชีวิตอยู่บนเส้นทางช้างเผือกหรือดาวเคราะห์ดวงอื่นหรือมีสิ่งมีสติปัญญาอื่นอยู่อีกหรือไม่, เป็นหนึ่งในคำถามที่มนุษย์เฝ้าติดตามค้นหาคำตอบอยู่จนถึงปัจจุบันนี้, แต่ตราบจนถึงเดี๋ยวนี้ยังไม่ได้รับคำตอบที่แน่นอน. อัลกุรอานบางโองการได้กล่าวถึงสิ่งมีชีวิตอื่นในชั้นฟ้าเอาไว้อาทิเช่น1. ในการตีความของคำว่า “มินดาบะติน” ในโองการที่กล่าวว่า :”และหนึ่งจากบรรดาสัญญาณ (อำนาจ) ของพระองค์คือการสร้างชั้นฟ้าทั้งหลายและแผ่นดินและสิ่งที่ (ประเภท) มีชีวิตทั้งหลายพระองค์ทรงแพร่กระจายไปทั่วในระหว่างทั้งสองและพระองค์เป็นผู้ทรงอานุภาพที่จะรวบรวมพวกเขาเมื่อพระองค์ทรงประสงค์”

เนื้อหาที่มีผู้อ่านมากที่สุด

  • อะไรคือหน้าที่ๆภรรยาพึงปฏิบัติต่อสามีบ้าง?
    59492 สิทธิและกฎหมาย 2554/07/07
    ความมั่นคงของชีวิตคู่ขึ้นอยู่กับความรักความผูกพัน ความเข้าใจ การให้เกียรติและเคารพสิทธิของกันและกัน และเพื่อที่สถาบันครอบครัวจะยังคงมั่นคงเป็นปึกแผ่น อิสลามจึงได้ระบุถึงสิทธิของทั้งภรรยาและสามี ขณะเดียวกันก็ได้กำหนดหน้าที่สำหรับทั้งสองฝ่ายไว้ด้วย เนื่องจากเมื่ออัลลอฮ์ประทานสิทธิ ก็มักจะกำหนดหน้าที่กำกับไว้ด้วยเสมอ ข้อเขียนนี้จะนำเสนอหน้าที่ทางศาสนาบางส่วนที่ภรรยาพึงปฏิบัติต่อสามีดังต่อไปนี้:1. ...
  • ดุอาใดบ้างที่ทำให้ได้รับพรเร็วที่สุด?
    56939 จริยธรรมปฏิบัติ 2554/07/03
    มีดุอาที่รายงานจากอิมาม(อ.)หลายบทที่กล่าวขานกันว่าเห็นผลตอบรับอย่างรวดเร็ว แต่เนื่องจากไม่สามารถนำเสนอเนื้อหาดุอาทั้งหมด ณ ที่นี้ได้ จึงขอกล่าวเพียงชื่อดุอาที่มีความสำคัญเป็นพิเศษดังต่อไปนี้1. ดุอาตะวัซซุ้ล2. ดุอาฟะร็อจ
  • กรุณานำเสนอบทดุอาเพื่อให้ได้พบคู่ครองที่เหมาะสมและเปี่ยมด้วยตักวา
    41743 จริยธรรมปฏิบัติ 2554/06/12
    ทุกสิ่งทุกอย่างย่อมมีปัจจัยและเงื่อนไขจำเพาะตามที่พระเจ้าทรงกำหนดหากเราประสงค์สิ่งใดย่อมต้องเริ่มจากการตระเตรียมปัจจัยและเงื่อนไขเสียก่อนปัจจัยของการแต่งงานคือการเสาะหาและศึกษาอย่างละเอียดทว่าเพื่อความสัมฤทธิ์ผลในการดังกล่าวจำเป็นต้องขอความช่วยเหลือจากอัลลอฮ์เพื่อทรงชี้นำการตัดสินใจและความพยายามของเราให้บรรลุดังใจหมาย.การอ่านบทดุอาต่างๆที่รายงานจากบรรดาอิมาม(อ)ต้องควบคู่กับความพยายามศึกษาและเสาะหาคู่ครองอย่างถี่ถ้วน. หนึ่งในดุอาที่เกี่ยวกับเรื่องนี้โดยเฉพาะก็คือรายงานที่ตกทอดมาจากท่านอลี(อ)ดังต่อไปนี้: “ผู้ใดประสงค์จะมีคู่ครอง
  • ด้วยเหตุผลอันใดที่ต้องกล่าว อะอูซุบิลลาฮิ มินัชชัยฏอน นิรเราะญีม ก่อน บิซมิลลาฮิรเราะฮฺมานนิรเราะฮีม?
    38504 วิทยาการกุรอาน 2555/08/22
    หนึ่งในมารยาทของการอ่านอัลกุรอาน ซึ่งมีกล่าวไว้ในอัลกุรอาน และรายงานฮะดีซคือ การกล่าว อะอูซุบิลลาฮิ มินัชชัยฏอน นิรเราะญีม ก่อนที่จะเริ่มอ่านอัลกุรอาน หรือแม้แต่ให้กล่าวก่อนที่จะกล่าว บิซมิลลาฮิรเราะฮฺมานนิรเราะฮีม เสียด้วยซ้ำไป ด้วยเหตุผลที่ว่า บิซมิลลาฮิรเราะฮฺมานนิรเราะฮีม นั้นเป็นส่วนหนึ่งของอัลกุรอาน อย่างไรก็ตามการขอความคุ้มครองจากอัลลอฮฺ มิใช่แค่เป็นเพียงคำพูดเท่านั้น ทว่าสิ่งนี้จะต้องฝังลึกอยู่ภายในจิตวิญญาณของเรา ซึ่งต้องสำนึกสิ่งนี้อยู่เสมอตลอดการอ่านอัลกุรอาน ...
  • ครูบาอาจารย์และลูกศิษย์(นักเรียนนักศึกษา)มีหน้าที่ต่อกันอย่างไร?
    38476 จริยธรรมปฏิบัติ 2554/11/14
    ผู้สอนและผู้เรียนมีหน้าที่ต่อกันหลายประการด้วยกันซึ่งสามารถจำแนกออกเป็นสองส่วนก. หน้าที่ที่ผู้สอนมีต่อผู้เรียนอันประกอบด้วยหน้าที่ทางจริยธรรมการอบรมและวิชาการ ข. หน้าที่ที่ผู้เรียนมีต่อผู้สอนอาทิเช่นการให้เกียรติครูบาอาจารย์ยกย่องวิทยฐานะของท่านนอบน้อมถ่อมตน ...ฯลฯ ...
  • ก่อนการสร้างนบีอาดัม(อ) เคยมีการแต่งตั้งญินให้เป็นศาสนทูตสำหรับฝ่ายญินหรือไม่?
    33522 เทววิทยาดั้งเดิม 2554/06/12
    อัลกุรอานยืนยันการมีอยู่ของเหล่าญินรวมทั้งได้อธิบายคุณลักษณะบางประการไว้ถึงแม้ว่าข้อมูลของเราเกี่ยวกับโลกของญินจะค่อนข้างจำกัดแต่เราสามารถพิสูจน์ว่าเหล่าญินเคยมีศาสนทูตที่เป็นญินก่อนการสร้างนบีอาดัมโดยอาศัยเหตุผลต่อไปนี้:1. เหล่าญินล้วนมีหน้าที่ทางศาสนาเฉกเช่นมนุษย์เราแน่นอนว่าหน้าที่ทางศาสนาย่อมเป็นผลต่อเนื่องจากการสั่งสอนศาสนาด้วยเหตุนี้จึงมั่นใจได้ว่าอัลลอฮ์ทรงเคยแต่งตั้งศาสนทูตสำหรับกลุ่มชนญินเพื่อการนี้2. เหล่าญินล้วนต้องเข้าสู่กระบวนการพิพากษาในวันกิยามะฮ์เฉกเช่นมนุษย์เราซึ่งโดยทั่วไปแล้วก่อนกระบวนการพิพากษาทุกกรณีจะต้องมีการชี้แจงข้อกฏหมายจนหมดข้อสงสัยเสียก่อนและการชี้แจงให้หมดข้อสงสัยคือหน้าที่ของบรรดาศาสนทูตนั่นเอง
  • เนื่องจากอัลลอฮฺทรงรอบรู้เหนือโลกและจักรวาล ฉะนั้น วัตถุประสงค์การทดสอบของอัลลอฮฺคืออะไร?
    27583 เทววิทยาดั้งเดิม 2554/03/08
    ดังที่ปรากฏในคำถามว่าการทดสอบของอัลลอฮฺไม่ได้เพื่อการค้นหาสิ่งที่ยังไม่รู้เนื่องจากอัลลอฮฺ (ซบ.) ทรงปรีชาญาณเหนือทุกสรรพสิ่งแต่อัลกุรอานหลายโองการและรายงานที่ตกมาถึงมือเรากล่าวว่าการทดสอบเป็นแบบฉบับหนึ่งและเป็นกฎเกณฑ์ของพระเจ้าที่วางอยู่บนแบบฉบับอื่นๆอันได้แก่การอบบรมสั่งสอนการชี้นำโดยรวมของพระเจ้าอัลลอฮฺ
  • ปีศาจ (ซาตาน) มาจากหมู่มะลาอิกะฮฺหรือญิน ?
    27331 การตีความ (ตัฟซีร) 2553/12/22
    เกี่ยวกับคำถามที่ว่าชัยฎอนเป็นมะลาอิกะฮฺหรือญินมีมุมมองและทัศนะแตกต่างกันแหล่งที่มาของความขัดแย้งนี้เกิดจากเรื่องราวการสร้างนบีอาดัม (อ.) เนื่องจากเป็นคำสั่งของพระเจ้ามวลมะลาอิกะฮ์ทั้งหลายจึงได้กราบสุญูดอาดัมแต่ซาตานไม่ได้ก้มกราบบางคนกล่าวว่าชัยฎอน (อิบลิส) เป็นมะลาอิกะฮฺ, โดยอ้างเหตุผลว่าเนื่องจากโองการอัลกุรอานกล่าวละเว้น, อิบลิสไว้ในหมู่ของมะลาอิกะฮฺ (มะลาอิกะฮ์ทั้งหมดลดลงกราบยกเว้นอิบลิส) ดังนั้นอิบลิส
  • อายะฮ์ إِذا مَا اتَّقَوْا وَ آمَنُوا وَ عَمِلُوا الصَّالِحاتِ ثُمَّ اتَّقَوْا وَ آمَنُوا ثُمَّ اتَّقَوْا وَ أَحْسَنُوا وَ اللَّهُ یُحِبُّ الْمُحْسِنین การกล่าวซ้ำดังกล่าวมีจุดประสงค์ใด?
    27206 การตีความ (ตัฟซีร) 2555/02/07
    ในแวดวงวิชาการมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องการย้ำคำว่าตักวาในโองการข้างต้นบ้างเชื่อว่ามีจุดประสงค์เพื่อให้เล็งเห็นความสำคัญของประเด็นเกี่ยวกับตักวาอีหม่านและอะมั้ลที่ศอลิห์
  • เมื่ออัลลอฮฺ มิทรงสร้างสรรพสิ่งทั้งหลายจากสิ่งใดทั้งหมด, หมายความว่าอำนาจของพระองค์ได้ถ่ายโอนไปสู่วัตถุปัจจัยกระนั้นหรือ?
    25280 รหัสยทฤษฎี 2555/05/17
    ใช่แล้ว การสร้างจากสิ่งไม่มีตัวตนมีความหมายตามกล่าวมา, เนื่องจากคำว่า ไม่มีตัวตน คือไม่มีอยู่ก่อนจนกระทั่งอัลลอฮฺ ทรงสร้างสิ่งนั้นขึ้นมา รายงานฮะดีซก็กล่าวถึงประเด็นนี้ไว้เช่นกันว่า อำนาจสัมบูรณ์ของพระเจ้า มีความเป็นหนึ่งเดียวกันกับคุณลักษณะอื่นของพระองค์ ซึ่งเกินเลยอำนาจความรอบรู้ของมนุษย์ เนื่องจากสรรพสิ่งถูกสร้างทั้งหลายได้ถูกสร้างขึ้นมา จากสิ่งไม่มี ซึ่งตามความเป็นจริงแล้วสรรพสิ่งถูกสร้างทั้งหลาย เปรียบเสมือนภาพที่ถ่ายโอนอำนาจสัมบูรณ์ของพระเจ้า เราเรียกนิยามนี้ว่า “การสะท้อนภาพ”[1]ซึ่งในรายงานฮะดีซได้ใช้คำว่า “การเกิดขึ้นของคุณลักษณะ” : อัลลอฮฺ (ซบ.) ทรงเป็นพระผู้อภิบาลของเราที่มีความเป็นนิรันดร์ ความรอบรู้คือ อาตมันของพระองค์ ขณะที่ไม่มีความรอบรู้อันใด การได้ยินคืออาตมันของพระองค์ ขณะที่ไม่มีการได้ยินใดๆ การมองเห็นคือ อาตมันของพระองค์ ขณะที่ไม่มีการมองเห็นอันใด อำนาจคืออาตมันของพระองค์ ขณะที่ไม่มีอำนาจอันใด และเนื่องจากพระองค์คือ ผู้ทรงสร้างสรรพสิ่งทั้งหลาย ทำให้สิ่งเหล่านั้นมีและเป็นไป ความรู้ของพระองค์ได้ปรากฏบนสิ่งถูกรู้จักทั้งหลาย การได้ยิน ได้ปรากฏบนสิ่งที่ได้ยินทั้งหลาย การมองเห็นได้ปรากฏบนสิ่งมองเห็น และอำนาจของพระองค์ ...