การค้นหาขั้นสูง
ผู้เยี่ยมชม
11501
อัปเดตเกี่ยวกับ: 2554/10/22
 
รหัสในเว็บไซต์ fa1709 รหัสสำเนา 17847
คำถามอย่างย่อ
ความแตกต่างระหว่างจิตฟุ้งซ่านกับชัยฎอนคืออะไร?
คำถาม
ความแตกต่างระหว่างจิตฟุ้งซ่านกับชัยฎอนคืออะไร?
คำตอบโดยสังเขป

ตัวตนที่แท้จริงของมนุษย์ซึ่งได้ถูกตีความว่าเป็นตัวตนหรือจิต, มีหลายมิติด้วยกัน ซึ่งอัลกุรอานได้แบ่งไว้ 3 ระดับด้วยกัน (จิตอัมมาเราะฮฺ, เลาวามะฮฺ, และมุตมะอินนะฮฺ)

จิตที่เป็นอัมมาะเราะฮฺ หมายถึงความปรารถนาด้านความเป็นเดรัจฉาน, ซึ่งครอบคลุมมนุษย์อยู่ หรือสภาพหนึ่งของจิตใจที่โน้มนำมนุษย์ไปสู่การกระทำชั่ว อันเป็นความต้องการอันเป็นกิเลสและตัณหา

ส่วนคำว่า ชัยฏอน ตามรากศัพท์และนิยามที่ให้, หมายถึงทุกการมีอยู่ที่ละเมิดและดื้อรั้น ซึ่งเรียกว่าเป็นชัยฏอนทั้งหมด บางครั้งก็เป็นญินหรือมนุษย์หรืออาจเป็นเดรัจฉานก็ได้

จุดประสงค์ของอิบลิส, คือชัยฏอนเฉพาะที่มาจากหมู่ญิน แต่เนื่องจากได้อิบาดะฮฺอย่างมากมายจึงได้ถูกยกระดับชั้นไปรวมกับมลาอิกะฮฺ แต่หลังจากกาลเวลาได้ผ่านไประยะหนึ่ง ได้ถูกเนรเทศออกจากความเมตตาของอัลลอฮฺ สืบเนื่องมาจากการฝ่าฝืนคำบัญชาของพระองค์ ที่ทรงสั่งให้กราบอาดัม แต่ชัยฏอนปฏิเสธไม่ยอมปฏิบัติตาม ซึ่งมารได้สาบานว่าจะหยุแหย่มนุษย์ทุกคนให้หลงทาง

ผลสรุป จิตที่เป็นอัมมาะเราะฮฺ, ตามความเป็นจริงแล้วก็คือ เครื่องมือชนิดหนึ่งของชัยฏอนมารร้าย ที่ใช้สร้างอิทธิเหนือมนุษย์และบุคคลนั้นก็ถูกนับว่าเป็นพลพรรคของชัยฏอนไปในที่สุด

ดังนั้น การหยุแหย่ของอิบลิสในฐานะที่เป็นชัยฏอนภายนอก, ส่วนการกระตุ้นของจิตที่เป็นอัมมาเราะฮฺและราคะคือมารภายใน, ที่โน้มนำมนุษย์ให้ตกไปสู่ความตกต่ำ.อีกนัยหนึ่งจิตที่เป็นอัมมาเราะฮฺถ้าพิจารณาในแง่ที่เป็นเดรัจฉานซึ่งมีอยู่ในตัวมนุษย์ทุกคน ได้รับการหยุแหย่จากชัยฏอนมารร้าย ซึ่งชัยฏอนจะเข้ามาที่ละขั้น จนกระทั่งว่าในที่สุดแล้วบุคคลนั้นได้กลายเป็นพลพรรคของมารไปโดยปริยาย

คำตอบเชิงรายละเอียด

คำตอบสำหรับคำถามนี้ต้องอาศัยการทำความเข้าใจกับบทนำดังต่อไปนี้ :

บทนำที่ 1 : จิตและระดับชั้นของจิต

ตัวตนที่แท้จริงของมนุษย์,มีมิติต่างๆ มากมายซึ่งสามารถแบ่งออกเป็น 3 ลักษณะดังนี้ (สภาพความเป็นเดรัจฉาน,มนุษย์,และพระเจ้า) ซึ่งสามารถเข้าใจได้เป็นอย่างดีจากโองการอัลกุรอานที่กล่าวว่า จิตวิญญาณและจิตของมนุษย์นั้นเป็น 3 ระดับด้วยกัน กล่าวคือ[1]

1-จิตอัมมาเราะฮฺและราคะของความเป็นเดรัจฉาน.

ราคะความเป็นเดรัจฉานของมนุษย์อยู่ในกิเลส, ความปรารถนา, ความโกรธและความต้องการทางจิตนั่นเอง[2] ราคะของจิตปรารถนาและสภาพของจิตใจเช่นนี้ อัลกุรอานเรียกว่า นัฟอัมมาเราะฮฺ , และได้เน้นย้ำว่าแท้จริง จิตใจกระตุ้นข้างการชั่ว และการกระทำไม่ดีอันนำไปสู่การฝ่าฝืน[3]

ด้วยเหตุผลนี้เองจึงเรียกจิตนั้นว่า อัมมาะเราะฮฺ (ผู้ออกคำสั่งให้กระทำชั่ว) ในระดับนี้จะเห็นว่าเขายังไม่ได้พบสติปัญญาและความศรัทธาแม้แต่น้อยนิด เนื่องจากจิตได้ควบคลุมเขาเอาไว้ และทำให้เขาอ่อนนุ่มไปตามคำสั่ง ทว่ามีประเด็นมากมายที่ได้ยอมจำนนต่อจิต และจิตอัมมาเราะฮฺได้เป็นผู้ทำลายเขาจนหมดสิ้น

จากคำพูดของภรรยา อะซีซ ผู้ปกครองอียิปต์[4] ได้ชี้ให้เห็นถึงจิตระดับที่กำลังกล่าวถึง ซึ่งกล่าวว่า

و ما أبرئ نَفْسِی إِنَّ النَّفْسَ لَأَمَّارَةٌ بِالسُّوءِ"

แท้จริง จิตใจกระตุ้นข้างการชั่ว และการกระทำไม่ดีอันนำไปสู่การฝ่าฝืน[5]

2- จิตที่เป็นเลาวามะฮฺ :

จิตที่เป็นเลาวามะฮฺ หมายถึงระดับหนึ่งของจิต,เนื่องจากได้ต่อสู้และผ่านการอบรมสั่งสอนแล้ว, ในชั้นนี้จะยกระดับมนุษย์ให้สูงขึ้นไปในระดับหนึ่ง.ในระดับนี้เป็นไปได้ที่ว่าบางครั้งผลของการละเมิด หรือราคะได้หยุแหย่มนุษย์ให้เผอเรอกระทำความผิด หรือฝ่าฝืนคำสั่งได้ แต่หลังจากนั้นเขาจะสำนึกผิดโดยเร็วมีการประณามและตำหนิตัวเอง พร้อมกับตัดสินใจว่าจะทดแทนความผิดที่ตนได้กระทำลงไป นอกจากนั้นยังได้ชำระล้างจิตใจของตนด้วยน้ำของการลุแก่โทษ (เตาบะฮฺ)

อัลกุรอาน เรียกจิตระดับนี้ว่านัฟเลาวามะฮฺกล่าวว่าข้าขอสาบานต่อชีวิตที่ประณามตนเอง (ว่าวันฟื้นคืนชีพนั้นสัจจริง)”[6]

3- นัฟซ์ มุตมะอินนะฮฺ เป็นอีกระดับหนึ่งของจิตภายหลังจากขัดเกลาจิตใจและให้การอบรมโดยสมบูรณ์แล้ว, มนุษย์จะก้าวไปถึงอีกระดับหนึ่ง ซึ่งในระดับนี้จะเห็นว่าไม่มีราคะ ความดื้อรั้น หรือความต้องการใดขึ้นมาเคียงคู่กับความศรัทธา เนื่องจากสติปัญญาและความศรัทธามีความเข้มแข็ง ทำให้สัญชาตญาณและอำนาจชัยฏอนไร้ความสามารถลงทันที เมื่อเผชิญหน้ากับจิตประเภทนี้

และนี่คือตำแหน่งของบรรดาศาสดาทั้งหลาย หมู่มิตรของพระองค์ และผู้เชื่อฟังปฏิบัติตามพวกเขาโดยสัจจริง. พวกเขาได้ศึกษาพลังศรัทธาและความสำรวมตนจากสำนักคิดของอัลลอฮฺ และนับเป็นเวลานานหลายปีที่พวกเขาได้ขัดเกลาและจาริกจิตของตนเอง จนกระทั่งว่าพวกเขาได้รับชัยชนะก้าวไปสู่ระดับสุดท้ายของการทำสงครามใหญ่ (ญิฮาดนัฟซ์)

อัลกุรอาน ได้เรียกจิตระดับนี้ว่า มุฏมะอินนะฮฺ ดังที่กล่าวว่า :

یَا أَیَّتُهَا النَّفْسُ الْمُطْمَئِنَّةُ ارْجِعِی إِلَى رَبِّکِ رَاضِیَةً مَّرْضِیَّةً

 โอ้ ดวงชีวิตที่สงบมั่นเอ๋ย จงกลับมายังพระผู้อภิบาลของเจ้า ขณะที่เจ้ามีความยินดี (ในพระองค์) และเป็นที่ปิติ (ของพระองค์)”[7]

บทนำที่ 2 : อิบลิสและชัยฏอน

1- อิบลิส :

จุดประสงค์ของอิบลิส,คือชัยฏอนเฉพาะเจาะจงที่มาจากหมู่ญินทั้งหลาย, แต่เนื่องจากได้ประกอบอิบาดะฮฺจำนวนมากมาย, จึงได้ถูกยกระดับให้ไปอยู่ในชั้นของมลาอิกะฮฺ แต่หลังจากกาลเวลาได้ผ่านไประยะหนึ่ง,อิบลิสก็ได้ถูกแยกตัวออกจากหมู่มวลมลาอิกะฮฺทั้งหลาย และถูกลดตำแหน่งจากความสูงส่งไปสู่ความต่ำทรามทันที, เนื่องจากอิบลิสได้ฝ่าฝืนคำบัญชาของพระเจ้า มารไม่เชื่อฟังปฏิบัติตามพระองค์อีกต่อไป[8]

2-ชัยฏอน :

ชัยฏอนมาจากรากศัพท์คำว่าชะเฏาะนะหมายถึงการขัดขืน การไม่เห็นด้วย และความห่างไกล ด้วยเหตุนี้เอง ทุกสิ่งที่ดื้อรั้นอวดดี หรือละเมิดจึงถูกเรียกว่าเป็นชัยฏอน,ซึ่งบางครั้งอาจเป็นมนุษย์ หรือญิน หรือเดรัจฉานก็ได้[9]

ดังที่อัลกุรอานกล่าวว่าและในทำนองนั้นแหละเราได้ให้นบีทุกคนมีศัตรู คือบรรดาชัยฏอนแห่งมนุษย์และแห่งญินโดยที่พวกเขาต่างก็จะกระซิบกระซาบคําพูด ที่เสริมแต่ง เพื่อหลอกลวงให้แก่กันและกัน[10]

ด้วยเหตุที่อิบลิสได้ดื้อรั้น ฝ่าฝืนปฏิเสธไม่ปฏิบัติตาม และได้ละเมิดคำสั่ง อีกทั้งเป็นผู้ก่อการเสียหายจึงถูกเรียกว่าเป็น ชัยฏอน

บทนำที่ 3 : ความสัมพันธ์ระหว่างจิตอัมมาเราะฮฺกับชัยฏอน

จิตอัมมาเราะฮฺ ตามความเป็นจริงแล้วเป็นหนึ่งในเครื่องมือทันสมัยของมารร้ายชัยฏอน เป็นหนทางสร้างอิทธิพลของมารเพื่อควบคลุมมนุษย์ และถูกนับว่าเป็นพลพรรคที่แท้จริงของมาร

ดังนั้น การหยุแหย่ของอิบลิสชัยฏอนในฐานะที่เป็น มารภายนอก, ส่วนการกระตุ้นของจิตที่เป็นอัมมาเราะฮฺและราคะคือมารภายใน, ที่โน้มนำมนุษย์ให้ตกไปสู่ความตกต่ำ.

ความพยายามทั้งหมดของชัยฏอนก็คือ การทำให้มนุษย์หลงทางและไปไม่ถึงแก่นของความจริง ในประเด็นนี้ชัยฏอนได้สามบานต่ออำนาจความยิ่งใหญ่ของอัลลอฮฺว่า จะทำให้มนุษย์ทุกคนหลงทาง อัลกุรอานกล่าวว่า :มารกล่าวว่า "ดังนั้น (ขอสาบาน) ด้วยพระอํานาจของพระองค์ แน่นอนข้าฯจะทำให้พวกเขาทั้งหมดหลงผิด เว้นแต่ปวงบ่าวของพระองค์ในหมู่พวกเขาที่มีใจบริสุทธิ์เท่านั้น"[11]

คำว่าอัฆวามาจากรากศัพท์คำว่า เฆาะนา หมายถึงการต่อต้านความเจริญ, ส่วนความเจริญหมายถึงการไปถึงยังความจริง[12] 

ชัยฏอนได้สาบานต่อพลานุภาพความยิ่งใหญ่ของอัลลอฮฺว่า จะลวงล่อให้มนุษย์ทั้งหมดหลงทาง[13] ซึ่งชัยฏอนจะหลอกลวงมนุษย์ไปที่ละขั้น และจะทำให้มนุษย์อยู่ภายใต้อำนาจของตน จนกระทั่งว่ามนุษย์ได้กลายเป็นชัยฏอน และจากเขาได้ทำให้มนุษย์คนอื่นๆ ระหกระเหินหลงทางตามไป

มนุษย์หลังจากได้รับการหยุแหย่จากชัยฏอนมารร้ายแล้ว, เขาได้ยอมจำนนต่อราคะและความปรารถนาแห่งเดรัจฉาน,ตกเป็นทาสของจิตอัมมาเราะฮฺ

ท่านอิมามอะลี (.) กล่าวว่า : “จิตอัมมาเราะฮฺก็เหมือนกับมุนาฟิกีน,จะครอบคลุมมนุษย์โดยกล่าวกับเขาในกรอบของมิตร, จนในที่สุดเขาสามารถควบคลุมมนุษย์ได้ หลังจากนั้นจะโน้นนำเขาไปสู่ขั้นต่อไป[14]

ชัยฏอนจะหยุ่แหย่บุคคลที่มีความศรัทธาอ่อนแอ และด้วยการช่วยเหลือของราคะ และความปรารถนาแห่งจิตอัมมาเราะฮฺของตนเอง, ทำให้จิตของเขากลายเป็นสถานพำนักสำหรับชัยฏอน และในที่สุดแล้วมารได้สัมผัสทั้งมือและร่างกายของเขา และตนได้ปาวนาตนเองเป็นมิตรผู้ช่วยเหลือมารในที่สุด, เนื่องจากบุคคลที่หัวใจของเขาเป็นสถานพำนักสำหรับชัยฏอน, ดังนั้นเขาไม่เพียงแต่เป็นเจ้าภาพต้อนรับชัยฏอนเท่านั้น ทว่าในความเป็นจริงเขาได้กลายแป็นผู้ช่วยเหลือที่ดีของชัยฏอน[15]

เกี่ยวกับชนกลุ่มดังกล่าวนี้ ท่านอิมามอะลี (,) กล่าวว่า :มันได้มองเห็นโดยอาศัยตาของพวกเขา และมันพูดโดยอาศัยลิ้นของพวกเขา[16]

สรุป : ชัยฏอนและจิตอัมมาเราะฮฺทั้งสองคือศัตรูของมนุษย์ ด้วยเหตุนี้เอง อัลกุรอานจึงได้กล่าวถึงชัยฏอนในฐานะที่เป็นศัตรูเปิดเผยของมนุษย์ และได้แนะนำมนุษย์ว่า จงถือว่าชัยฏอนเป็นศัตรูของพวกเจ้า[17]

รายงานจากบรรดาอิมามผู้บริสุทธิ์ (.) กล่าวว่า จิตอัมมาเราะฮฺ (อำนาจฝ่ายต่ำ) คือศัตรูตัวฉกาจของมนุษย์, ท่านศาสดา (ซ็อล ) ได้กล่าวถึงประเด็นนี้ว่าศัตรูที่ร้ายกาจที่สุดสำหรับเจ้าคืออำนาจฝ่ายต่ำของเจ้า[18] ซึ่งบ่งชี้ให้เห็นถึงระดับของจิตฝ่ายต่ำ

ปรัชญาของการให้นิยามว่าศัตรูที่ร้ายกาจของเจ้าคือจิตฝ่ายต่ำจัดว่าเป็นศัตรูภายในของมนุษย์, ศัตรูภายนอกหรือขโมยข้างนอก, ถ้าหากไม่ร่วมมือกับศัตรูหรือขโมยภายในแล้ว, จะไม่สามารถสร้างอันตรายอันใดแก่เราได้อย่างแน่นอน. ศัตรูภายในนั่นเองที่รู้จักและมีข้อมูลทุกอย่าง ซึงมันได้ใช้ประโยชน์จากข้อมูลเหล่านั้น นำเอาความต้องการของมนุษย์ไปเสนอและรายงานให้ชัยฏอนได้รับรู้

ทางตรงกันข้ามคำสั่งของอิบลิสที่เป็น คำสั่งให้ก่อการเสียหายภายนอก,ได้ตกมาถึงเขาและเขาได้ปฏิบัติตาม ด้วยเหตุนี้เอง จิตอัมมาเราะฮฺจึงถือว่าเป็นพลพรรคของชัยฏอน. ซึ่งคุณลักษณะจำนวนมากมายที่มาจากเขา ได้ถูกนับว่าเป็นพลพรรคของชัยฏอนไปโดยปริยาย[19] ฉะนั้น จิตอัมมาะเราะฮฺซึ่งถือว่าเป็นจิตแห่งเดรัจฉานที่มีอยู่ในมนุษย์,เกิดจากการหยุแหย่และกระซิบกระซาบของชัยฎอน และชัยฏอนจะค่อยๆ ลวงล่อเขาไปที่ละขั้น, จนกระทั่งว่าบุคคลนั้นได้กลายเป็นพลพรรคของชัยฏอนไปโดยปริยาย[20]



[1] ตัฟซีรเนะมูเนะฮฺ, เลาม 25, หน้า 281

[2] ฮักวะตักลีฟ ดัร อิสลาม, อับดุลลอฮฺ ญะวาดี ออมูลี, หน้า 89.

[3] อัลกุรอาน บทยูซุฟ, 53.

[4] นักตัฟซีรบางกลุ่มเชื่อว่า จุดประสงค์จากประโยคดังกล่าวคือศาสดายูซุฟ แต่ทว่าทัศนะนี้ไม่เป็นที่ยอมรับของนักตัฟซีรส่วนใหญ่, ตัฟซีรเนะมูเนะฮฺ, เล่ม 9, หน้า 433, 434

[5] อัลกุรอาน บทยูซุฟ, 53.

[6] อัลกุรอาน บทกิยามะฮฺ, 2 กล่าวว่า : "وَ لا أُقْسِمُ بِالنَّفْسِ اللَّوَّامَةِ"

[7] อัลกุรอาน บทอัลฟัจญฺ, 27 – 28.

[8] ตัฟซีรมีซาน ฉบับแปลภาษาฟาร์ซี, เล่ม 8, หน้า 26,

[9] อัลมุนญิด ฟิลโลเฆาะฮฺ, ตัฟซีรเนะมูเนะฮฺ, เล่ม 1, หน้า 192.

[10] อัลกุรอาน บทอันอาม, 112 กล่าวว่า : وَ کَذلِکَ جَعَلْنا لِکُلِّ نَبِیٍّ عَدُوًّا شَیاطینَ الْإِنْسِ وَ الْجِنِّ ...

[11] อัลกุรอาน บทซ็อด, 82 - 83 กล่าวว่า : "قالَ فَبِعِزَّتِکَ لَأُغْوِیَنَّهُمْ أَجْمَعینَ

[12] ตัฟซีรมีซานฉบับแปล, เล่ม 1, หน้า 631.

[13] อัลกุรอาน บทซ็อด, 82 - 83 กล่าวว่า : "قالَ فَبِعِزَّتِکَ لَأُغْوِیَنَّهُمْ أَجْمَعینَ

[14] ฆอรรอรุลฮิกัม

[15] มะบาดี อัคลาก ดัรกุรอาน, ญะวาดียฺ ออมูลี, หน้า 115.

[16] นะฮฺญุลบะลาเฆาะฮฺ, คำเทศนาที่ 7, กล่าวว่า : فنظر بأعینهم ونطق بالسنتهم؛

[17] อัลกุรอาน บทบะเกาะเราะฮฺ, 168กล่าวว่า : انه لکم عدو مبین؛ แท้จริงมารคือศัตรูที่เปิดเผยของสูเจ้า

[18] บิฮารุลอันวาร, เล่ม 67, หน้า 64, : قال النبی (ص): «اعدی عدوک نفسک التی بین جنبیک»

[19] ตัฟซีรตัสนีม,อับดุลลอฮฺ ญะวาดี ออมูลี, เล่ม 8, หน้า 516

[20] อัลกุรอาน บทมุญาดะละฮฺ, 19 กล่าวว่า : «استحوذ علیهم الشیطان فانساهم ذکرالله، اولئک حزب الشیطان؛ชัยฏอนได้เข้าไปครอบงําพวกเขาเสียแล้ว มันจึงทำให้พวกเขาลืมการรำลึกถึงอัลลอฮฺ ชนเหล่านั้นคือบรรดาพรรคพวกของชัยฏอน

แปลคำถามภาษาต่างๆ
ความเห็น
จำนวนความเห็น 0
กรุณาป้อนค่า
ตัวอย่าง : Yourname@YourDomane.ext
กรุณาป้อนค่า
<< ลากฉัน
กรุณากรอกจำนวนที่ถูกต้องของ รหัสรักษาความปลอดภัย

หมวดหมู่

คำถามสุ่ม

  • คำว่า “ฮุจซะฮ์”ในฮะดีษของมุฮัมมัด บิน ฮะนะฟียะฮ์ หมายความว่าอย่างไร?
    8178 ดิรอยะตุลฮะดีซ 2555/02/12
    คำว่าฮุจซะฮ์ที่ปรากฏในฮะดีษบทต่างๆแปลว่าการยึดเหนี่ยวสื่อกลางในโลกนี้ระหว่างเรากับอัลลอฮ์ท่านนบีและบรรดาอิมาม(อ.) ซึ่งก็หมายถึงศาสนาจริยธรรมและความประพฤติที่ดีงามหากบุคคลยึดถืออิสลาม
  • ในประโยคคำปฏิญาณ (อัชฮะดุ อันลา อิลาฮะ อิลลัลลอฮฺ) ได้นำเอาประโยคปฏิเสธขึ้นหน้าก่อนการปฏิญาณ (ในความเป็นเอกะของพระองค์) มีเหตุผลอันใดหรือ?
    25734 ادله نقلی 2557/10/06
    คำว่า ชะฮาดะตัยนฺ คือการผนวกสองประโยคเข้าด้วยกันคือ คำปฏิญาณประโยคแรกคือ (อัชฮะดุ อันลา อิลาฮะ อิลลัลลอฮฺ) เพื่อพิสูจน์และสารภาพถึงความเป็นหนึ่งเดียวของพระเจ้า ซึ่งเฉพาะเจาะจงและคู่ควรยิ่งแก่การเคารพภักดี สำหรับองค์พระผู้อภิบาลแห่งสากลโลก ส่วนคำปฏิญาณที่สอง (อัชฮะดุ อันนะ มุฮัมมะดัน เราะซูลลุลอฮฺ) เพื่อพิสูจน์และปฏิญาณว่า ท่านนะบีมุฮัมมัดคือ ศาสนทูตแห่งอิสลาม มิได้พิสูจน์การเป็นศาสนทูตคู่ควรแก่ท่านนะบี ด้วยเหตุนี้ ชะฮาดัตแรก จึงเป็นเน้นอันเฉพาะเจาะจงสำหรับพระองค์ ประโยคจึงเริ่มต้นด้วย “การปฏิเสธ” ลานะฟีญินซฺ เพื่อเน้นให้เห็นความสำคัญของคำว่า “อิลาฮะ” ซึ่งถือว่าเป็นคำนามที่เป็นนักกิเราะฮฺ (มิได้ระบุเจาะจง) แน่นอน บริบทของการปฏิเสธนี้ ให้ประโยชน์ในแง่รวมทั้งหมด โดยปฏิเสธพระเจ้าที่มีทั้งหมดบนโลก และปฏิเสธการมีส่วนร่วมในความเป็นพระเจ้า ของพระเจ้าที่แท้จริง ดังนั้น การที่กล่าวว่าไม่มีพระเจ้าอื่นใด “นอกจาก” อิลลา นั่นเป็นจำกัดให้เห็นถึงความสำคัญอันเฉพาะสำหรับ อัลลอฮฺ เพื่อประกาศให้รู้ว่าไม่มีใคร หรือสิ่งใดมีส่วนร่วมในการเป็นพระผู้อภิบาลของพระองค์ ดังนั้น ในความเป็นจริงจึงพิสูจน์ด้วยประโยคที่กล่าวว่า “นอกจากอัลลอฮฺ” ...
  • การยกภูเขาฏู้รขึ้นเหนือศีรษะบนีอิสรออีลหมายความว่าอย่างไร?
    8061 การตีความ (ตัฟซีร) 2555/04/02
    ในหลายโองการมีสำนวน وَ رَفَعْنا فَوْقَكُمُ الطُّور ปรากฏอยู่ ซึ่งล้วนเกี่ยวกับบนีอิสรออีลทั้งสิ้น ตำราอรรถาธิบายกุรอานอธิบายว่าโองการเหล่านี้กล่าวถึงเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ที่เกิดขึ้นเนื่องจากความดื้อรั้นของบนีอิสรออีลในยุคของท่านนบีมูซา(อ.) อัลลอฮ์ย่อมมีพลานุภาพที่จะยกภูเขาฏู้รบางส่วนให้ลอยขึ้นเหนือศีรษะของบนีอิสรออีล ดังที่ทรงเคยสร้างดวงดาวนับล้านๆดวง สร้างจักรภพและจักรวาลให้เคลื่อนที่ในอวกาศโดยมีระยะห่างที่เหมาะสม การที่จะเกิดเหตุการณ์ดังที่กุรอานเล่าไว้จึงไม่ไช่เรื่องเหลือเชื่อในแง่วิทยาศาสตร์และสติปัญญา ...
  • ชะตากรรมของเหล่าภรรยาท่านอิมามฮุซัยนฺ (อ.) หลังจากเหตุการณ์กัรบะลาอฺเป็นอย่างไรบ้าง?
    8234 تاريخ بزرگان 2554/12/21
    ท่านอิมามฮุซัยนฺ (อ.) มีภรรยาทั้งสิ้น 5 คน, นักประวัติศาสตร์บางท่านจำนวนบุตรของท่านท่านอิมาม (อ.) ที่เกิดจากภรรยาเหล่านี้มีจำนวน 6 คนหรือบางคนกล่าวว่ามีมากกว่า
  • มุคตารคือ ษะกะฟีย์ ซึ่งในหัวใจมีความรักให้ท่านอบูบักร์และอุมมัรเท่านั้น? แล้วทำไมเขาจึงไม่ปกป้องท่านอิมามฮุซัยนฺ (อ.) ในกัรบะลาอฺ?
    9696 تاريخ بزرگان 2554/12/21
    รายงานเกี่ยวกับมุคตารที่ปรากฏอยู่ในตำราฮะดีซนั้นแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มกล่าวคือรายงานบางกลุ่มกล่าวสรรเสริญเขา
  • จะชี้แจงความแตกต่างระหว่างคริสเตียนและอิสลามกรณีพระเจ้ามีบุตรอย่างไร?
    13547 เทววิทยาดั้งเดิม 2554/07/31
    เมื่อพิจารณาถึงเนื้อหาซูเราะฮ์กุ้ลฮุวัลลอฮ์จะเข้าใจว่ามุสลิมเชื่อว่าอัลลอฮ์มิได้ถือกำเนิดจากผู้ใดและมิได้ให้กำเนิดผู้ใดศาสนาเอกเทวนิยมล้วนเชื่อเช่นนี้ซึ่งแนวทางของพระเยซูก็อยู่ในเกณฑ์เดียวกันเหตุเพราะศาสนาเทวนิยมล้วนตั้งอยู่บนพื้นฐานของสติปัญญาและธรรมชาติอันบริสุทธิ์ของมนุษย์สติปัญญาก็สามารถพิสูจน์ได้ว่าพระผู้สร้างทุกสรรพสิ่งย่อมไม่ต้องพึ่งพาสิ่งใดแน่นอนว่าผู้มีคุณลักษณะเช่นนี้ย่อมไม่ต้องมีบิดาหรือบุตรเพราะการมีบิดาหรือบุตรบ่งบอกถึงการมีสรีระเชิงวัตถุซึ่งย่อมเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องพึ่งพาอวัยวะและแน่นอนว่าพระเจ้าปราศจากข้อบกพร่องเหล่านี้ส่วนความเชื่อที่แพร่หลายในหมู่ชาวคริสเตียนในปัจจุบันนั้นชี้ให้เห็นว่ามีการบิดเบือนคำสอนอันทำให้ผิดเพี้ยนไปจากศาสนาคริสต์ดั้งเดิม ...
  • เมื่อพิจารณาโองการต่างๆ และรายงานฮะดีซแล้ว ช่วยชี้แนะด้วยว่าระหว่างเกียรติยศและความประเสริฐของอัลกุรอานกับอะฮฺลุลบัยตฺ สิ่งไหนสูงกว่ากัน?
    7548 เทววิทยาดั้งเดิม 2554/12/21
    รายงานต่างๆจำนวนมากมายเช่นฮะดีซซะเกาะลัยนฺและอิตรัต, ได้ถูกแนะนำว่าเป็นสองสิ่งหนักที่มีความเสมอภาคกัน, ใช่แล้วบางรายงานฮะดีซเฉกเช่นสิ่งที่กล่าวไว้ในฮะดีซซะเกาะลัยนฺ
  • ท่านอิมามศอดิก(อ.)เคยมีอาจารย์ชาวอะฮ์ลิสซุนนะฮ์บ้างหรือไม่?
    7933 تاريخ کلام 2555/02/18
    หนึ่ง. ประเด็นนี้เป็นความเข้าใจที่ไม่ถูกต้อง เนื่องจากบรรดามะอ์ศูมีน(อ.)ล้วนมีความรู้ครอบคลุมทุกแขนงวิชาการอยู่แล้ว[1] ซึ่งไม่จำเป็นต้องศึกษาวิชาการอย่างวิชาฮะดีษจากผู้อื่น ในทางกลับกัน ผู้นำฝ่ายอะฮ์ลิสซุนนะฮ์บางท่านเคยเป็นลูกศิษย์ลูกหาของท่านทั้งทางตรงหรือทางอ้อม อาทิเช่น อบูฮะนีฟะฮ์ และมาลิก บิน อนัส[2]
  • จำเป็นต้องสวมแหวนทางมือขวาด้วยหรือ ?
    14863 สิทธิและกฎหมาย 2554/09/25
    หนึ่งในแบบฉบับของท่านศาสดา (ซ็อลฯ) และอิมามผู้บริสุทธิ์คือการสวมแหวนทางนิ้วมือข้างขวาซึ่งมีรายงานกล่าวไว้ถึงประเภทของแหวนรูปทรงและแบบ. นอกจากคำอธิบายดังกล่าวที่ว่าดีกว่าให้สวมแหวนทางนิ้วมือข้างขวาแล้วบทบัญญัติทั้งหมดที่กล่าวเกี่ยวกับแหวนก็จะเน้นเรื่องการเป็นมุสตะฮับและเฉพาะผู้ชายเท่านั้นที่ห้ามสวมแหวนทอง (และเครื่องประดับทุกชนิดที่ทำจากทองคำ) ซึ่งได้ห้ามในลักษณะที่เป็นความจำเป็นด้วยเหตุนี้
  • สาขามัซฮับที่สำคัญของชีอะฮ์มีจำนวนเท่าใด?
    10961 เทววิทยาดั้งเดิม 2554/07/10
    คำว่า“ชีอะฮ์”โดยรากศัพท์แล้วหมายถึง“สหาย”หรือ“สาวก”และยังแปลได้ว่า“การมีแนวทางเดียวกัน” ส่วนในแวดวงมุสลิมหมายถึงผู้เจริญรอยตามท่านอิมามอลี(อ.) ซึ่งมีการนิยามความหมายของคำว่าผู้เจริญรอยตามว่า

เนื้อหาที่มีผู้อ่านมากที่สุด

  • อะไรคือหน้าที่ๆภรรยาพึงปฏิบัติต่อสามีบ้าง?
    61343 สิทธิและกฎหมาย 2554/07/07
    ความมั่นคงของชีวิตคู่ขึ้นอยู่กับความรักความผูกพัน ความเข้าใจ การให้เกียรติและเคารพสิทธิของกันและกัน และเพื่อที่สถาบันครอบครัวจะยังคงมั่นคงเป็นปึกแผ่น อิสลามจึงได้ระบุถึงสิทธิของทั้งภรรยาและสามี ขณะเดียวกันก็ได้กำหนดหน้าที่สำหรับทั้งสองฝ่ายไว้ด้วย เนื่องจากเมื่ออัลลอฮ์ประทานสิทธิ ก็มักจะกำหนดหน้าที่กำกับไว้ด้วยเสมอ ข้อเขียนนี้จะนำเสนอหน้าที่ทางศาสนาบางส่วนที่ภรรยาพึงปฏิบัติต่อสามีดังต่อไปนี้:1. ...
  • ดุอาใดบ้างที่ทำให้ได้รับพรเร็วที่สุด?
    58951 จริยธรรมปฏิบัติ 2554/07/03
    มีดุอาที่รายงานจากอิมาม(อ.)หลายบทที่กล่าวขานกันว่าเห็นผลตอบรับอย่างรวดเร็ว แต่เนื่องจากไม่สามารถนำเสนอเนื้อหาดุอาทั้งหมด ณ ที่นี้ได้ จึงขอกล่าวเพียงชื่อดุอาที่มีความสำคัญเป็นพิเศษดังต่อไปนี้1. ดุอาตะวัซซุ้ล2. ดุอาฟะร็อจ
  • กรุณานำเสนอบทดุอาเพื่อให้ได้พบคู่ครองที่เหมาะสมและเปี่ยมด้วยตักวา
    43375 จริยธรรมปฏิบัติ 2554/06/12
    ทุกสิ่งทุกอย่างย่อมมีปัจจัยและเงื่อนไขจำเพาะตามที่พระเจ้าทรงกำหนดหากเราประสงค์สิ่งใดย่อมต้องเริ่มจากการตระเตรียมปัจจัยและเงื่อนไขเสียก่อนปัจจัยของการแต่งงานคือการเสาะหาและศึกษาอย่างละเอียดทว่าเพื่อความสัมฤทธิ์ผลในการดังกล่าวจำเป็นต้องขอความช่วยเหลือจากอัลลอฮ์เพื่อทรงชี้นำการตัดสินใจและความพยายามของเราให้บรรลุดังใจหมาย.การอ่านบทดุอาต่างๆที่รายงานจากบรรดาอิมาม(อ)ต้องควบคู่กับความพยายามศึกษาและเสาะหาคู่ครองอย่างถี่ถ้วน. หนึ่งในดุอาที่เกี่ยวกับเรื่องนี้โดยเฉพาะก็คือรายงานที่ตกทอดมาจากท่านอลี(อ)ดังต่อไปนี้: “ผู้ใดประสงค์จะมีคู่ครอง
  • ด้วยเหตุผลอันใดที่ต้องกล่าว อะอูซุบิลลาฮิ มินัชชัยฏอน นิรเราะญีม ก่อน บิซมิลลาฮิรเราะฮฺมานนิรเราะฮีม?
    41539 วิทยาการกุรอาน 2555/08/22
    หนึ่งในมารยาทของการอ่านอัลกุรอาน ซึ่งมีกล่าวไว้ในอัลกุรอาน และรายงานฮะดีซคือ การกล่าว อะอูซุบิลลาฮิ มินัชชัยฏอน นิรเราะญีม ก่อนที่จะเริ่มอ่านอัลกุรอาน หรือแม้แต่ให้กล่าวก่อนที่จะกล่าว บิซมิลลาฮิรเราะฮฺมานนิรเราะฮีม เสียด้วยซ้ำไป ด้วยเหตุผลที่ว่า บิซมิลลาฮิรเราะฮฺมานนิรเราะฮีม นั้นเป็นส่วนหนึ่งของอัลกุรอาน อย่างไรก็ตามการขอความคุ้มครองจากอัลลอฮฺ มิใช่แค่เป็นเพียงคำพูดเท่านั้น ทว่าสิ่งนี้จะต้องฝังลึกอยู่ภายในจิตวิญญาณของเรา ซึ่งต้องสำนึกสิ่งนี้อยู่เสมอตลอดการอ่านอัลกุรอาน ...
  • ครูบาอาจารย์และลูกศิษย์(นักเรียนนักศึกษา)มีหน้าที่ต่อกันอย่างไร?
    39979 จริยธรรมปฏิบัติ 2554/11/14
    ผู้สอนและผู้เรียนมีหน้าที่ต่อกันหลายประการด้วยกันซึ่งสามารถจำแนกออกเป็นสองส่วนก. หน้าที่ที่ผู้สอนมีต่อผู้เรียนอันประกอบด้วยหน้าที่ทางจริยธรรมการอบรมและวิชาการ ข. หน้าที่ที่ผู้เรียนมีต่อผู้สอนอาทิเช่นการให้เกียรติครูบาอาจารย์ยกย่องวิทยฐานะของท่านนอบน้อมถ่อมตน ...ฯลฯ ...
  • ก่อนการสร้างนบีอาดัม(อ) เคยมีการแต่งตั้งญินให้เป็นศาสนทูตสำหรับฝ่ายญินหรือไม่?
    35180 เทววิทยาดั้งเดิม 2554/06/12
    อัลกุรอานยืนยันการมีอยู่ของเหล่าญินรวมทั้งได้อธิบายคุณลักษณะบางประการไว้ถึงแม้ว่าข้อมูลของเราเกี่ยวกับโลกของญินจะค่อนข้างจำกัดแต่เราสามารถพิสูจน์ว่าเหล่าญินเคยมีศาสนทูตที่เป็นญินก่อนการสร้างนบีอาดัมโดยอาศัยเหตุผลต่อไปนี้:1. เหล่าญินล้วนมีหน้าที่ทางศาสนาเฉกเช่นมนุษย์เราแน่นอนว่าหน้าที่ทางศาสนาย่อมเป็นผลต่อเนื่องจากการสั่งสอนศาสนาด้วยเหตุนี้จึงมั่นใจได้ว่าอัลลอฮ์ทรงเคยแต่งตั้งศาสนทูตสำหรับกลุ่มชนญินเพื่อการนี้2. เหล่าญินล้วนต้องเข้าสู่กระบวนการพิพากษาในวันกิยามะฮ์เฉกเช่นมนุษย์เราซึ่งโดยทั่วไปแล้วก่อนกระบวนการพิพากษาทุกกรณีจะต้องมีการชี้แจงข้อกฏหมายจนหมดข้อสงสัยเสียก่อนและการชี้แจงให้หมดข้อสงสัยคือหน้าที่ของบรรดาศาสนทูตนั่นเอง
  • ปีศาจ (ซาตาน) มาจากหมู่มะลาอิกะฮฺหรือญิน ?
    29223 การตีความ (ตัฟซีร) 2553/12/22
    เกี่ยวกับคำถามที่ว่าชัยฎอนเป็นมะลาอิกะฮฺหรือญินมีมุมมองและทัศนะแตกต่างกันแหล่งที่มาของความขัดแย้งนี้เกิดจากเรื่องราวการสร้างนบีอาดัม (อ.) เนื่องจากเป็นคำสั่งของพระเจ้ามวลมะลาอิกะฮ์ทั้งหลายจึงได้กราบสุญูดอาดัมแต่ซาตานไม่ได้ก้มกราบบางคนกล่าวว่าชัยฎอน (อิบลิส) เป็นมะลาอิกะฮฺ, โดยอ้างเหตุผลว่าเนื่องจากโองการอัลกุรอานกล่าวละเว้น, อิบลิสไว้ในหมู่ของมะลาอิกะฮฺ (มะลาอิกะฮ์ทั้งหมดลดลงกราบยกเว้นอิบลิส) ดังนั้นอิบลิส
  • เนื่องจากอัลลอฮฺทรงรอบรู้เหนือโลกและจักรวาล ฉะนั้น วัตถุประสงค์การทดสอบของอัลลอฮฺคืออะไร?
    29199 เทววิทยาดั้งเดิม 2554/03/08
    ดังที่ปรากฏในคำถามว่าการทดสอบของอัลลอฮฺไม่ได้เพื่อการค้นหาสิ่งที่ยังไม่รู้เนื่องจากอัลลอฮฺ (ซบ.) ทรงปรีชาญาณเหนือทุกสรรพสิ่งแต่อัลกุรอานหลายโองการและรายงานที่ตกมาถึงมือเรากล่าวว่าการทดสอบเป็นแบบฉบับหนึ่งและเป็นกฎเกณฑ์ของพระเจ้าที่วางอยู่บนแบบฉบับอื่นๆอันได้แก่การอบบรมสั่งสอนการชี้นำโดยรวมของพระเจ้าอัลลอฮฺ
  • อายะฮ์ إِذا مَا اتَّقَوْا وَ آمَنُوا وَ عَمِلُوا الصَّالِحاتِ ثُمَّ اتَّقَوْا وَ آمَنُوا ثُمَّ اتَّقَوْا وَ أَحْسَنُوا وَ اللَّهُ یُحِبُّ الْمُحْسِنین การกล่าวซ้ำดังกล่าวมีจุดประสงค์ใด?
    29048 การตีความ (ตัฟซีร) 2555/02/07
    ในแวดวงวิชาการมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องการย้ำคำว่าตักวาในโองการข้างต้นบ้างเชื่อว่ามีจุดประสงค์เพื่อให้เล็งเห็นความสำคัญของประเด็นเกี่ยวกับตักวาอีหม่านและอะมั้ลที่ศอลิห์
  • เมื่ออัลลอฮฺ มิทรงสร้างสรรพสิ่งทั้งหลายจากสิ่งใดทั้งหมด, หมายความว่าอำนาจของพระองค์ได้ถ่ายโอนไปสู่วัตถุปัจจัยกระนั้นหรือ?
    26884 รหัสยทฤษฎี 2555/05/17
    ใช่แล้ว การสร้างจากสิ่งไม่มีตัวตนมีความหมายตามกล่าวมา, เนื่องจากคำว่า ไม่มีตัวตน คือไม่มีอยู่ก่อนจนกระทั่งอัลลอฮฺ ทรงสร้างสิ่งนั้นขึ้นมา รายงานฮะดีซก็กล่าวถึงประเด็นนี้ไว้เช่นกันว่า อำนาจสัมบูรณ์ของพระเจ้า มีความเป็นหนึ่งเดียวกันกับคุณลักษณะอื่นของพระองค์ ซึ่งเกินเลยอำนาจความรอบรู้ของมนุษย์ เนื่องจากสรรพสิ่งถูกสร้างทั้งหลายได้ถูกสร้างขึ้นมา จากสิ่งไม่มี ซึ่งตามความเป็นจริงแล้วสรรพสิ่งถูกสร้างทั้งหลาย เปรียบเสมือนภาพที่ถ่ายโอนอำนาจสัมบูรณ์ของพระเจ้า เราเรียกนิยามนี้ว่า “การสะท้อนภาพ”[1]ซึ่งในรายงานฮะดีซได้ใช้คำว่า “การเกิดขึ้นของคุณลักษณะ” : อัลลอฮฺ (ซบ.) ทรงเป็นพระผู้อภิบาลของเราที่มีความเป็นนิรันดร์ ความรอบรู้คือ อาตมันของพระองค์ ขณะที่ไม่มีความรอบรู้อันใด การได้ยินคืออาตมันของพระองค์ ขณะที่ไม่มีการได้ยินใดๆ การมองเห็นคือ อาตมันของพระองค์ ขณะที่ไม่มีการมองเห็นอันใด อำนาจคืออาตมันของพระองค์ ขณะที่ไม่มีอำนาจอันใด และเนื่องจากพระองค์คือ ผู้ทรงสร้างสรรพสิ่งทั้งหลาย ทำให้สิ่งเหล่านั้นมีและเป็นไป ความรู้ของพระองค์ได้ปรากฏบนสิ่งถูกรู้จักทั้งหลาย การได้ยิน ได้ปรากฏบนสิ่งที่ได้ยินทั้งหลาย การมองเห็นได้ปรากฏบนสิ่งมองเห็น และอำนาจของพระองค์ ...