การค้นหาขั้นสูง
ผู้เยี่ยมชม
4398
อัปเดตเกี่ยวกับ: 2550/10/08
 
รหัสในเว็บไซต์ fa1580 รหัสสำเนา 26989
คำถามอย่างย่อ
จะมีวิธีการสนับสนุนอย่างไรบ้าง เพื่อให้บุตรหลานรักการอิบาดะฮฺ?
คำถาม
บุตรชายของดิฉันมีความอ่อนแอมากในเรื่องอิบาดะฮฺ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องนะมาซ, บางเขาได้ทำนะมาซเพราะคำอ้อนวอนของบิดา, แต่บางครั้งแม้บิดาจะอยู่ด้วยแต่เขาก็ไม่นะมาซ ซึ่งดิฉันเป็นห่วงอนาคตของเขามาก ตอนนี้เขามีอายุ 23 ปี ซึ่งดิฉันเพิ่งจะหมั้นหมายผู้หญิงให้เขา ดังนั้น อยากทราบว่าหน้าที่ของฉัน ในฐานะมารดาคืออะไร? ถ้าหากบิดาของเขารู้ว่า เขาตั้งใจไม่นะมาซ เขาจะต้องโกรธและไล่ออกจากบ้านอย่างแน่นอน และสิ่งนี้ก็ไม่อาจปกปิดเขาได้ ซึ่งเขาพอรู้บ้างแล้ว ฉันรู้สึกหนักใจและเป็นห่วงอย่างยิ่ง โปรดให้คำแนะนำด้วย
คำตอบโดยสังเขป

สำหรับการส่งเสริมและการสนับสนุนให้ปฏิบัติข้อบังคับของศาสนา เบื้องต้นสิ่งแรกที่จะต้องทำคือการวิเคราะห์ความคิดของเขา หลังจากนั้นจึงจะหาวิธีแก้ไขและส่งเสริมต่อไป, ทัศนะของบุคคลและความเชื่อที่มีต่ออัลลอฮฺ, โลกทัศน์ของพระเจ้า,มนุษย์, วันฟื้นคืนชีพ และ...  เหล่านี้มีผลโดยตรงต่อความเชื่อ เพราะจะช่วยทำให้เขามั่นคงต่อการอิบาดะฮฺ และการปฏิบัติข้อบังคับต่างๆ และความประพฤติ การโน้มน้าวทางความเชื่อ การมีวิสัยทัศน์ที่ดี และการมีความคิดดีกับฝ่ายตรงข้าม (โดยเฉพาะอย่างยิ่งบุตรหลาน)  ดังนั้น เพื่อก่อให้เกิดมรรคผลในทางที่ดี การอบรมสั่งสอนและการส่งเสริม จึงจำเป็นต้องเริ่มจากความคิดของเขาก่อน แน่นอน การที่บิดามารดาไม่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับบุตร โปรแกรมการอบรมสั่งสอนย่อมไม่ได้ผล หรือล้มเหลวแน่นอน

โดยการใช้วิธีปฏิบัติที่เหมาะสมด้านการอบรม สามารถสร้างความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับบุตรหลานของตนได้ บางวิธีการเป็นวิธีที่มีความจำเป็นและเหมาะสม ดังเช่น :

1 ให้เกียรติบุตร: ท่านศาสดา (ซ็อลฯ) กล่าวว่า "จงให้เกียรติลูกๆ ของตนและจงอบรมสั่งสอนให้ดี"

2 รู้ถึงความต้องการของเด็กและเยาวชนในช่วงวัยรุ่น (เช่นความเป็นอิสระ, อารมณ์, ฯลฯ) เป็นการรู้จักทั่วไปถึงสภาพจิตใจอันเฉพาะของลูกแต่ละคน และพยายามจัดหาสิ่งพวกเขารอคอย และความต้องการอันเป็นที่ยอมรับทางชัรอียฺ ในช่วงวัยรุ่นของพวกเขา

3 เป็นจุดสำคัญของสภาพแวดล้อมทางครอบครัว ให้เป็นวัฒนธรรมความรัก ความสงบ ความมั่นคงทางความรู้สึก

4 เห็นคุณค่าของความสำเร็จ และให้ความชื่นชมตามความเหมาะสม

5 ประกาศความไม่พอใจ เมื่อเขาได้กระทำการที่น่ารังเกียจ (แม้จะฝืนใจทำในบางครั้งก็ตาม)

6 เสนอความต้องการของตน ในลักษณะของการเรียกร้องของพวกเขา ให้คำแนะนำ หรือผ่านคนที่มีอิทธิพลต่อพวกเขา เช่น คู่หมั้น

7 หลีกเลี่ยงการสั่งหรือห้ามมากเกินไปและซ้ำๆ กัน

คำตอบเชิงรายละเอียด

การอบรมสั่งสอนบุตรถือเป็นภาระหน้าที่อันยิ่งใหญ่ของบิดามารดาร และมีวิธีการต่างๆ ที่ละเอียดอ่อนมากมาย ซึ่งจำเป็นต้องเอาใจใส่ต่อสิ่งเหล่านั้นอย่างดี และเพื่อให้บรรลุเป้าหมายทางการศึกษาให้ดีและเร็วขึ้น ในกรณีที่เป็นไปได้ให้ปรึกษาศูนย์ให้คำแนะนำที่เชื่อถือได้ (เช่น ศูนย์ให้คำแนะนำทางวัฒนธรรมและศาสนา) เพื่ออย่างน้อยให้เราได้คุ้นเคยกับคำแนะนำต่างๆ ของผู้ให้คำปรึกษาด้านศาสนา ขณะเดียวกันจะได้เรียนรู้ทีจะใช้ประโยชน์ด้านจิตวิทยา และการอบรมสั่งสอน

แต่ก่อนอื่นใดสิ่งจำเป็นต้องเอาใจใส่ก่อนคือ แนวความคิดของลูกๆ แนวคิดด้านความศรัทธาของบุคคลเกี่ยวกับพระเจ้า โลกแห่งการมีอยู่ มนุษย์ วันฟื้นคืนชีพ และ ...เหล่านี้ล้วนมีผลโดยตรงกับความศรัทธา และเป็นรากฐานสำคัญในการยืนหยัดของเขา ต่อปฏิบัติหน้าที่อันเป็นข้อบังคับ การปฏิบัติ และความประพฤติ[1]

ตรงนี้จะขอนำเสนอวิธีการอบรมสั่งสอนที่ถูกต้อง บางวิธีกล่าวคือ มนุษย์ทุกคนนั้นมีคุณลักษณะพิเศษที่แตกต่างกัน ดังนั้น จำเป็นที่เราต้องรู้จักคุณลักษณะพิเศษเหล่านั้น และพยายามสร้างปฏิสัมพันธ์กับคุณลักษณะพิเศษของเขา ในทุกด้านและทุกขั้นตอนการดำเนินชีวิตของเขา เพราะกี่มากน้อยแล้วที่บางคนได้นำวิธีการอบรมสั่งสอนสมัยเด็ก มาใช้ช่วงที่เขาเติบโตเป็นวัยรุ่น ซึ่งนอกจากจะไม่เหมาะสมและไม่เข้ากันแล้ว ยังสร้างปัญหาอีกต่างหาก

คุณสมบัติบางประการช่วงวัยรุ่นและช่วงเป็นเยาวชน ประกอบด้วย[2]

ก) การลดความสำคัญของรูปแบบ และพฤติกรรมในครอบครัว แต่จะยอมรับมากกว่าจากเพื่อน หรือผู้ที่อยู่ในวัยเดียวกัน ในเรื่องเสื้อผ้า การแสดงออก ทรงผม และ ...หรือแม้แต่แนวโน้มด้านวัฒนธรรมและศาสนา ซึ่งบางครั้งพวกเขาก็ยอมรับเรื่องศาสนา ซึ่งในหมู่เพื่อนด้วยกันแล้วถือว่าเป็นสิ่งมีค่ายิ่ง[3]

ข) การสื่อสารทางสังคมนอกบ้านบ่อยครั้ง กับเพื่อน และกิจกรรมต่างๆ ทางสังคม กีฬา การเมือง วัฒนธรรม ศาสนา และ ...ซึ่งในที่สุดแล้วจะทำให้เวลาของเขาเหลือน้อย ที่จะอยู่พร้อมหน้ากับครอบครัว และในบางครั้งบิดามารดาก็มีความรู้สึกว่า บุตรกลายเป็นคนแปลกหน้าสำหรับตน[4]

ค) รักความเป็นอิสระส่วนตัว และปล่อยวางข้อจำกัดของบุคลิกภาพในวัยเด็ก และเข้าร่วมกับกลุ่มเด็กโต ซึ่งในกรณีที่ไม่ประสบความสำเร็จ ในทิศทางนี้โดยปรกติจะประท้วงด้วยการแสดงความดื้อรั้น และแสดงความอวดดีออกมา นอกจากนั้นจะกระทำในภารกิจที่ไม่ปรกติธรรม จะแสดงพฤติกรรมไม่ดีใจร้อน และในความเป็นจริงจะพูดด้วยภาษาของตนว่า จงให้เกียรติฉันบ้าง เคารพในความเป็นส่วนตัว และความอิสระของฉัน[5]

จ) ไม่ให้เกียรติ ความประพฤติไม่เหมาะสม การตำหนิ และการดูถูก สิ่งเหล่านี้จะนำเขาไปสู่การมีความประพฤติไม่ดี การคิดแก้แค้น และบางครั้งจะนำไปสู่อาชญากรรมอย่างอื่นด้วยซ้ำไป[6] ท่านอิมามอะลี (อ.) กล่าวว่า “ความสุดโต่งในการตำหนิและการต่อต้านและความดื้อรั้น (บุคลที่สอง) จะเป็นชนวนไปสู่หนทางไม่ดี”[7]ท่านอิมามได้กล่าวในอีกที่หนึ่งว่า “จงเหลีกเลี่ยงจากการตำหนิซ้ำซาก เพราว่าสิ่งที่พวกเขาตำหนิ ผู้กระทำผิดก็จะทำการงานที่ไม่ดีซ้ำซากอยู่เช่นนั้น (อีกด้านหนึ่ง) การตำหนิจะทำลายชื่อเสียงและลดคุณค่าตัวเอง”[8]

ฉ) การอบรมเด็กและโดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อหน้าคนอื่น เท่ากับทำให้เขาอับอายขายหน้า และเป็นการทำลายบุคลิกภาพ ท่านอิมามอะลี (อ.) กล่าวว่า “การอบรมต่อหน้าคนอื่นคือ ทำลายและบทขยี้บุคลิกของเขา”[9]

สำหรับการสร้างปฏิสัมพันธ์ที่เหมาะสมกับบุตรของตน สิ่งสมควรคือ

1) ในการอบรมสั่งสอนควรเอาใจใส่ในแบบฉบับ และรายงานของบรรดามะอฺซูม (อ.) ทีสำคัญควรสนใจเป็นพิเศษด้วย ด้วยเหตุนี้ เราจะต้องพิจารณาอย่างถูกต้องว่า บรรดามะอฺซูม (อ.) มีปฏิสัมพันธ์อย่างไรกับเยาวชน

ท่านอิมามอะลี (อ.) กล่าวเกี่ยวกับช่วงวัยรุ่นว่า “เนื่องจากความไม่รู้ของคนหนุ่มสาว ดังนั้น ความรู้น้อยและการไม่รู้ของเขาจึงถูกยกเว้น”[10]

เมื่อพิจารณาคำกล่าวของท่านอิมาม และคำสั่งอื่นๆ ของท่าน อันเป็นสาเหตุนำไปสู่ความอดทนมากขึ้น และศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ ของหนุ่มสาวขณะที่พวกเขาทำความผิดพลาด

2) ในการอบรม จะต้องหลีกเลี่ยงการอธิบาย เรื่องการหมดหวังในด้านความเชื่อทางศาสนา แต่จำเป็นต้องกล่าวถึงความเมตตา ความปรานี และความเอ็นดูของพระเจ้าที่มีต่อปวงบ่าวทั้งหลาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับวัยรุ่นและคนหนุ่มสาว นักจิตวิทยาจำนวนมาก เช่น โรเจอร์ส และคนอื่นๆ เชื่อว่าพฤติกรรมได้รับอิทธิพลมาจากอารมณ์ความรู้สึก ทัศนะคติ การรับรู้ และความอารมณ์ความรู้สึกคือ ตัวกำหนดพฤติกรรม ด้วยเหตุนี้ ถ้าหากผู้สอนศาสนา นำเสนอเฉพาะในรูปแบบที่ทำให้เกิดความหวาดกลัว สิ้นหวัง และการปฏิเสธ ดังนั้น เป้าหมายอันสูงส่งและมีความจำเริญยิ่งของศาสนา จะไม่มีวันบรรลุเด็ดขาด[11] ท่านอิมามซอดิก (อ.) กล่าวว่า “ความชอบนั้นดีกว่าความกลัวมากมายนัก”[12]

3) ด้วยความรัก ความสนใจ และการให้ของขวัญในโอกาสต่างๆ ที่เหมาะสม เป็นความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องทำให้หัวใจของเด็กมีแนวโน้มมายังให้มากที่สุด เพื่อชดเชยการขาดหายไปของความรักของตน ซึ่งพวกเขาจะแทนที่ด้วยเพื่อนนอกบ้านที่ไม่ดี ท่านศาสดา (ซ็อลฯ) กล่าวถึงการให้เกียรติต่อบุตรว่า “จงให้เกียรติบุตรของตน และจงอบรมสั่งสอนให้ดีที่สุด”[13]

4)จงหลีกเลี่ยงการมีนิสัยที่ไม่ดีและความรุนแรง ท่านอิมามอะลี (อ.) กล่าวถึงประเด็นนี้ว่า “การมีนิสัยไม่ดีจะทำให้ทั้งญาติและมิตรหนีออกห่าง คนแปลกหน้าก็จะไม่สนใจต่อเขา”[14]

5) พยายามลืมเลือนการกระทำบางอย่าง อันเป็นความผิดพลาดของพวกเขา และแสร้งทำเป็นไม่มีข้อมูลในบางเรื่องของความผิดพลาดของเขา เนื่องจากถ้าไม่กระทำเช่นนี้แล้ว ความละอาย และความยับยั้งชั่งใจของเขา ที่มีมายังท่านจะลดน้อยลงไป ท่านอิมามอะลี (อ.) กล่าวว่า “บุคคลที่ชาญฉลาดครึ่งหนึ่งของเขาคือ ความอดทนและขันติ ส่วนอีกครึ่งหนึ่งคือ การละลืมไม่ใส่ใจ”[15]

6) หลีกเลี่ยงการแนะนำโดยตรงให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ และพยายามเสนอความต้องการของตนในทางอ้อม ท่านอิมามริฎอ (อ.) กล่าวว่า “ฉันได้ยินจากบิดาของฉันว่า การอบรมอย่างหยาบคาย ยากที่คนอื่นจะยอมรับ”[16]

7.การยึดมั่นและความจริงใจที่จะเข้าร่วมกับครอบครัว (โดยเฉพาะบิดาผู้เป็นหัวหน้าครอบครัว) โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเวลาที่สมาชิกครอบครัวทุกคนอยู่กันอย่างพร้อมหน้าพร้อมตา เพราะจะทำให้เกิดความรัก ความเมตตา และความใกล้ชิดกันในครอบครัว

8) การเข้ากันโดยสมบูรณ์ ระหว่างคำและการกระทำของผู้เป็นพ่อแม่และครูผู้ให้การอบรม เนื่องจากจำเป็นอย่างยิ่งสิ่งที่เราต้องการจากคนอื่น ตัวเราเองต้องมั่นคงต่อสิ่งนั้น ท่านอิมามซอดิก (อ.) กล่าวว่า “จงชวนเชิญประชาชนไปสู่การทำความดี ที่นอกเหนือจากคำพูด (ด้วยการกระทำ)”[17]

9) หลีกเลี่ยงการใช้ภาษาเชิงของการบังคับ ข่มขู่ แต่จงใช้ภาษในเชิงการวิเคราะห์ สร้างความเข้าใจ และอธิบายบทบัญญัติด้วยวิทยปัญญา เนื่องจากถ้าหากไม่ได้อธิบายอิสลามด้วยเหตุผล ย่อมมีผลกระทบในทางเสียหายแน่นอน และในที่สุดจะเป้นสาเหตุทำให้เยาวชนหลีกหนีออกจากศาสนา ดังเช่นที่ชาวคริสเตียนได้หนีห่างออกจากอีซามะซีฮฺ ดังนั้น ถ้าไม่มีเหตุผลในการเชิญชวน พวกเขาก็จะมีแนวโน้มหนีออกจากอิสลามศาสนาของพวกเขา[18]

10) ความพยายามที่สมเหตุสมผล ที่จะสร้างบรรยากาศให้เขาเข้าร่วมในสถานที่อันมีพิธีกรรมทางศาสนา (โดยปราศจากความบิดเบือน หรือการกระทำที่ไม่มีเหตุผล) การได้พบกับบุคคลที่ประสบความสำเร็จทางศาสนา สิ่งเหล่านี้จะทำให้ความมุ่งมั่นทางศาสนาของเขาแข็งแกร่งขึ้น หรือท่านจัดพิธีการทางศาสนาลักษณะนี้ในบ้านของท่านเอง และมอบหมายให้เขารับผิดชอบบางหน้าที่ แน่นอน สิ่งเหล่านี้ย่อมมีผลต่อตัวเขา

11) สุดท้ายของการบำบัดคือ การสร้างความเร้าร้อน[19] ถ้าหากวิธีการต่างๆ ได้ปฏิบัติไประยะหนึ่งแล้ว ไม่บังเกิดผล หรือไม่ได้รับความสนใจ เวลานั้นสามารถใช้วิธีบังคับ หรือแสดงความไม่พอใจตอบโต้ แต่ต้องเข้าใจว่าวิธีการนี้ก็เหมือนกับวิธีการอื่น กล่าวคือต้องไม่สุดโต่งหรือเลยเถิดในการปฏิบัติ เนื่องจากจะได้รับผลในทางตรงกันข้าม อีกด้านหนึ่งตราบที่ไม่มั่นใจว่าวิธีการนี้จะก่อให้เกิดประโยชน์จริง ไม่ขอแนะนำให้ใช้วิธีนี้เด็ดขาด ด้วยเหตุนี้เอง จะเห็นว่าการขับไล่บุตรออกจากบ้าน มิใช่การกระทำที่ดีแต่อย่างใด อย่างไรก็ตามผู้ให้การอบรมสั่งสอน โดยเฉพาะบิดามารดา ถ้าหากท่านไม่เคยเพิกเฉย ไม่เคยละเลย ไม่เคยที่จะไม่เอาใจใส่ดูแล กระนั้นสิ่งที่ท่านกระทำก็ยังไม่บังเกิดผลเท่าที่ควร ก็จงอย่าตำหนิตนเอง เนื่องจากมนุษย์ถูกสร้างขึ้นมาให้มีอิสระ การตัดสินใจของเขาก็มีอิสระ[20] และแต่ละคนต้องตอบการกระทำของตนเอง

 


[1] ซีดีวิชาการ โพรเซมอน

[2] ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้จากหนังสือ การเจริญเติบโตด้านจิตวิทยา

[3] สถาบันอิมามโคมัยนี, ตักวียัต เนซอม คอนนะวอเดะฮฺ วะออซีบ เชนอซี, เล่ม 1, หน้า 40

[4] ฟัลซะเฟะ มุฮัมมัด ตะกี โกฟตอร ฟัลซะเฟะ, โบโซรกซอน วะ ญะวอน อัซ นะซัร อัฟฆอร วะตะมอยุลลอต, เล่ม 1, หน้า 38

[5] ฟัลซะเฟะ มุฮัมมัด ตะกี โกฟตอร ฟัลซะเฟะ, โบโซรกซอน วะ ญะวอน อัซ นะซัร อัฟฆอร วะตะมอยุลลอต, เล่ม 1, หน้า 55

[6] ฟัลซะเฟะ มุฮัมมัด ตะกี โกฟตอร ฟัลซะเฟะ, โบโซรกซอน วะ ญะวอน อัซ นะซัร อัฟฆอร วะตะมอยุลลอต, เล่ม 1, หน้า 55

[7] ตะฮฺฟุลอุกูล, หน้า 84

[8] ฆอรรอรุลฮิกัม,หน้า 278

[9] อิบนุอบิลฮะดีด, ชัรฮฺนุญุลบะลาเฆาะฮฺ, เล่ม 2, หน้า 341, «النصح فی الملاء تقریع»

[10] ฆอรรอรุลฮิกัม,หน้า 76 «جهل الشباب معذور و علمه محصور»

[11] ตักวียัตเนซอมคอนนะวอเดะ, เล่ม 1, หน้า 266.

[12] เชคกุลัยนียฺ อัลกาฟียฺ เล่ม 8, หน้า 128.

[13] มุสตัดร็อกวะซาอิล เล่ม 15, หน้า 168  «اکرموا اولادکم واحسنوا آدابهم»

[14] ฆอรรอรุลฮิกัม,หน้า 435.

[15] มุฮัมมัดดี เรย์ ชะฮฺรี, มีซานอัลฮิกมะฮฺ ฮะดีซ 14915.

[16] กัชฟุลฆอมมะฮฺ, เล่ม 3, หน้า 84.

[17] มุฮัซดิซนูรียฺ, มุสตัดร็อกวะซาอิล เล่ม 8, หน้า 456.

[18] ดร.ซายิดี, ดีนกุรีซียฺ เฌะรอ ดีน กะรอียฺ เฌะซอน, หน้า 226.

[19] อัลลามะฮฺ มัจญฺลิซซี, บิฮารุลอันวาร เล่ม 31, หน้า 503.

[20] อินซาน, 3, แท้จริง เราได้ชี้แนะแนวทางแก่เขาแล้ว บางคนก็กตัญญู และบางคนก็เนรคุณ

 

แปลคำถามภาษาต่างๆ
ความเห็น
จำนวนความเห็น 0
กรุณาป้อนค่า
ตัวอย่าง : Yourname@YourDomane.ext
กรุณาป้อนค่า
<< ลากฉัน
กรุณากรอกจำนวนที่ถูกต้องของ รหัสรักษาความปลอดภัย

หมวดหมู่

คำถามสุ่ม

  • ใครคือผู้ฝังร่ายอันบริสุทธ์ของอิมามฮุเซน (อ.)
    5107 تاريخ بزرگان
    บรรดาผู้รู้มีทัศนะเกี่ยวกับประเด็นดังกล่าวแตกต่างกันออกไปแต่ทัศนะที่สอดคล้องกับริวายะฮ์และตำราทางประวัติศาสตร์ก็คือทัศนะที่ว่าอิมามซัยนุลอาบิดีนบุตรชายของท่านอิมามฮุเซน (อ.) เป็นผู้ฝังศพของท่านณแผ่นดินกัรบะลากล่าวคือ  ท่านอิมามซัยนุลอาบิดีน (อ.) ได้ล่องหนจากคุกของอิบนิซิยาดในกูฟะฮ์มายังกัรบาลาโดยใช้พลังเร้นลับเพื่อมาทำการฝังศพท่านอิมามฮุเซน (อ.) ผู้เป็นบิดาของท่านและบรรดาชะฮีดเนื่องจากมีกฎเกณฑ์ที่ว่า“ไม่มีใครสามารถอาบน้ำศพห่อกะฝั่นและฝังอิมามมะอ์ศูมได้นอกจากจะต้องเป็นอิมามมะอ์ศูมเช่นกัน”อิมามริฏอ (อ.) ได้กล่าวขณะถกปัญหากับบุตรของอาบูฮัมซะฮ์ว่า“จงตอบฉันว่าฮุเซนบินอลี (อ.) เป็นอิมามหรือไม่? เขาตอบว่า“แน่นอนอยู่แล้ว” อิมามได้กล่าวว่า“แล้วใครเป็นผู้ฝังศพของท่าน?”เขาได้กล่าวว่า“อลีบินฮุเซน (อ.)” อิมามได้ถามต่อว่า“ในเวลานั้นอลีบินฮุเซน (อ.) อยู่ที่ไหน?” เขาตอบว่า“อยู่ที่กูฟะฮ์และเป็นเชลยที่ถูกบุตรของซิยาดควบคุมตัวอยู่แต่ท่านได้ลอบเดินทางยังกัรบาลาโดยที่ทหารที่เฝ้าเวรยามไม่รู้ตัว  ท่านได้ทำการฝังร่างของบิดาหลังจากนั้นจึงได้กลับมายังคุกเช่นเดิมอิมามริฎอ (อ.) กล่าวว่าผู้ที่มอบอำนาจพิเศษแก่อลีบินฮุเซน (อ.) เพื่อให้สามารถเดินทางไปฝังบิดาของท่านที่กัรบะลาพระองค์ย่อมสามารถช่วยให้ฉันล่องหนไปยังแบกแดดเพื่อห่อกะฝั่นและฝังบิดาได้เช่นกันทั้งๆที่ในขณะนั้นฉันไม่ได้ถูกจองจำและไม่ได้ตกเป็นเชลยของใคร[1]ดังนั้นเมื่อคำนึงถึงเนื้อหาฮะดิษดังกล่าวจึงกล่าวได้ว่าอิมามซัยนุลอาบิดีน (อ.) คือผู้ที่ฝังศพบิดาด้วยตัวของท่านเอง
  • จะทำอิบาดะฮ์ทั้งที่มีงานประจำล้นมือได้อย่างไร?
    5723 จริยธรรมปฏิบัติ
    เพื่อให้ได้ข้อสรุปที่ชัดเจนยิ่งขึ้นควรคำนึงถึงสาระสำคัญต่อไปนี้1. อิบาดะฮ์หมายถึงการจำนนต่ออัลลอฮ์และปฏิบัติตามคำบัญชาของพระองค์[i]แม้ว่านมาซจะถือเป็นอิบาดะฮ์ขั้นสูงแต่ก็ไม่ได้หมายความว่าอิบาดะฮ์จะต้องเป็นนมาซหรือดุอาเสมอไปฉะนั้นผู้ที่ปฏิบัติตามคำสั่งของพระองค์ล้วนกำลังทำอิบาดะฮ์อยู่ทั้งสิ้น2. การแสวงหาริซกีฮะล้าลหมายถึงการเพียรพยายามหาเลี้ยงชีพอย่างสอดคล้องกับบทบัญญัติศาสนาแน่นอนว่าไม่จำเป็นจะต้องเป็นงานที่ใช้แรงงานเพียงอย่างเดียวแต่รวมถึงงานที่ใช้ทักษะความคิดเช่นงานของวิศวกรแพทย์ฯลฯด้วยซึ่งหากเป็นไปตามกฏและบทบัญญัติศาสนาก็ถือว่ากำลังแสวงหาริซกีฮะล้าลทั้งสิ้น3. หากไม่ไช่การประชดประชันถ้าเป็นอย่างที่คุณบอกว่าทำงานตั้งแต่ตีสี่ครึ่งถึงเที่ยงคืน
  • สินไหมชดเชยการฆ่าผิดพลาด เป็นจำนวนเท่าไหร่? ทุกวันนี้ค่าเงินดีนารและดิรฮัม, เทียบเท่ากี่ดอลลาร์?
    5859 สิทธิและกฎหมาย
    ค่าเงินดิรฮัมและดีนาร เป็นค่าเงินสมัยท่านเราะซูล (ซ็อล ฯ) และอิมามมะอฺซูม (อ.) ซึ่งปัจจุบันภารกิจด้านชัรอียฺและกฎหมายก็ยังใช้อยู่ และปัจจุบันบางภารกิจยังใช้ค่าเงินนั้นอยู่ ดีนาร, คือเหรียญซึ่งทำจากทองคำ ส่วนดิรฮัมทำด้วยเงิน, ดังนั้น ถ้ารู้น้ำหนักทองหรือเงินที่ใช้ทำเหรียญ ดินาร และดิรฮัม ก็จะทำให้เราเข้าใจถึงราคาปัจจุบันของเหรียญทั้งสองทันที, ปกติดินารชัรอียฺ ประมาณ 4/42 กรัม แต่ทัศนะของบางคนกล่าวว่า 4/46 กรัม[1] ดังนั้น ถ้าคิดเทียบอัตราค่าทองและเงินในปัจจุบัน ก็สามารถกำหนดราคาทองคำและเงิน โดยคำนวณเป็นเงินดอลลาร์ได้อย่างง่ายดาย แต่สำหรับภารกิจบางอย่าง ซึ่งอยู่ในฐานะของ สินไหมชดเชยการฆ่าผิดพลาด จำเป็นต้องจ่ายออกไปเป็นดิรฮัมและดินาร ซึ่งสามารถแบ่งได้หลายกรณีดังนี้ : 1.ถ้าหากผู้ตายเป็นชาย เป็นมุสลิม ...
  • เมืองมะดีนะถูกสร้างขึ้นเมื่อใด?
    7116 ประวัติสถานที่
    นครมะดีนะฮ์ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของคาบสมุทรอรับ และตั้งอยู่ทางทิศเหนือของนครมักกะฮ์อันทรงเกียรติ โอบล้อมด้วยหินกรวดทางทิศตะวันออกและตะวันตก เมืองนี้มีภูเขาหลายลูก อาทิเช่น ภูเขาอุฮุดทางด้านเหนือ ภูเขาอัยร์ทางใต้ ภูเขาญะมะรอตทางทิศตะวันตก มะดีนะฮ์มีหุบเขาในเมืองสามแห่งด้วยกัน คือ 1. อะกี้ก 2. บัฏฮาต 3. เกาะน้าต[1] เกี่ยวกับการสถาปนานครมะดีนะฮ์นั้น สามาถวิเคราะห์ได้สองช่วง 1. ก่อนยุคอิสลาม 2. หลังยุคอิสลาม 1. ก่อนยุคอิสลาม กล่าวกันว่าภายหลังจากเหตุการณ์น้ำท่วมโลกในยุคของท่านนบีนู้ห์ (อ.) มีผู้อยู่อาศัยในนครยัษริบ (ชื่อเดิมของมะดีนะฮ์) สี่กลุ่มด้วยกัน 1.1. ลูกหลานของอะบีล ซึ่งเป็นผู้รอดชีวิตจากสำเภาของท่านนบีนูห์ที่เทียบจอด ณ ภูเขาอารารัต ได้ตั้งถิ่นฐาน ณ เมืองยัษริบ ซึ่งเมืองยัษริบเองก็มาจากชื่อของบรรพชนรุ่นแรกที่ตั้งรกราก นามว่า ยัษริบ บิน อะบีล บิน เอาศ์ ...
  • จนถึงปัจจุบันมีผู้ใดบ้างได้ยืนหยัดต่อสู้กับชัยฎอน และแนวทางการต่อสู้ของเขาเป็นอย่างไร?
    6161 จริยธรรมปฏิบัติ
    ตามทัศนะของอัลกุรอาน ชัยฏอนไม่อาจมีอิทธิพลเหนือปวงบ่าวที่บริสุทธิ์ของพระเจ้าได้ ปวงบ่าวที่เป็น มุคลิซีน หมายถึง บุคคลที่ได้ไปถึงยังตำแหน่งหนึ่ง ซึ่งชัยฏอนไม่อาจมีอำนาจเหนือพวกเขาได้ แน่นอน การต่อสู้กับชัยฏอนจำเป็นต้องมีสื่อและอุปกรณ์จำเป็นประกอบการต่อสู้ ซึ่งการมีอุปกรณ์เหล่านี้สามารถยืนหยัดต่อสู้กับชัยฏอนได้ และจะได้รับชัยชนะในการต่อสู้ ซึ่งจะขอยกตัวอย่างอุปกรณ์บางอย่างเหล่านั้น ได้แก่ 1.อีมาน : อัลกุรอานกะรีมกล่าวว่า อีมาน คือ ตัวการหลักที่ขัดขวางการมีอิทธิพลของชัยฏอนเหนือผู้ศรัทธา 2. ตะวักกัล : อีกหนึ่งตัวการที่สามารถเอาชนะชัยฏอนและพลพรรคได้ คือการตะวักกัลป์ มอบหมายภารกิจแด่อัลลอฮฺ 3. อิสติอาซะฮฺ : หมายถึงการขอความช่วยเหลือ หรือสถานพักพิงต่ออัลลอฮฺ 4. การรำลึกถึงอัลลอฮฺ : การรำลึกถึงอัลลอฮฺ จะให้ความสว่างแก่มนุษย์ ...
  • บทบาทและเป้าหมายของอะฮ์ลุลบัยต์คืออะไร?
    4657 เทววิทยาดั้งเดิม
    มีฮะดีษทั้งในสายของชีอะฮ์และซุนนะฮ์มากมายที่บ่งชี้ถึงความประเสริฐของอะฮ์ลุลบัยต์ของท่านนบี(ซ.ล.)อันประกอบด้วยผู้มีเกียรติทั้งห้านั่นคือตัวท่านนบีเอง, ท่านอิมามอลี, ท่านหญิงฟาฏิมะฮ์
  • ถ้าหากชาวสวรรค์มีการแบ่งชั้นอยู่ ดังนั้นสำหรับชาวนรกแล้วเป็นเช่นนี้ด้วยหรือไม่?
    9106 เทววิทยาดั้งเดิม
    สิ่งที่อัลกุรอานและรายงานฮะดีซ กล่าวไว้เกี่ยวกับชั้นต่างๆ ของนรก,ก็คือนรกนั้นมีชั้นเหมือนกับสวรรค์[1]ที่แบ่งออกเป็นชั้นต่างๆ ซึ่งชาวนรกทั้งหลายจะถูกพิพากษาไปตามความผิดที่ตนได้กระทำไว้หนักเบาต่างกันไป, ซึ่งเขาจะถูกนำไปพักอยู่ในชั้นนรกเหล่านั้นเพื่อลงโทษในความผิดที่ก่อขึ้น รายงานบทหนึ่งจากท่านอิมามบากิร (อ.) กล่าวเกี่ยวกับโองการที่ว่า «لَها سَبْعَةُ أَبْوابٍ لِكُلِّ بابٍ مِنْهُمْ جُزْءٌ مَقْسُوم»[2] สำหรับนรกมีเจ็ดประตู และทุกประตูมีสัดส่วนที่ถูกจัดไว้แล้ว (สำหรับผู้หลงทาง) ท่านอิมาม (อ.) กล่าวว่า ได้มีรายงานมาถึงฉันว่า อัลลอฮฺ (ซบ.) ทรงแบ่งนรกออกเป็น 7 ชั้น 1.ชั้นที่หนึ่ง : เป็นชั้นที่สูงที่สุดเรียกว่า “ญะฮีม” ชาวนรกในชั้นนี้จะถูกให้ยืนอยู่บนโขดหินที่ร้อนระอุด้วยความยากลำบาก กระดูกและสมองของเขาจะเดือดพล่านเนื่องจากความร้อนนั้น
  • ชาวอะฮ์ลิสซุนนะฮ์มีทัศนะอย่างไรเกี่ยวกับท่านบิล้าล?
    4243 تاريخ بزرگان
    หนังสืออ้างอิงทางประวัติศาสตร์ของชาวอะฮ์ลิสซุนนะฮ์กล่าวถึงท่านบิล้าลผู้เป็นอัครสาวกว่าท่านได้รับการไถ่ตัวโดยท่านอบูบักร์ท่านเป็นผู้ศรัทธาที่อดทนต่อการทรมานโดยกาเฟรมุชริกีนและเป็นนักอะซานประจำของท่านนบี(ซ.ล.) อีกทั้งยังเป็นนักต่อสู้เพื่ออิสลามในสมรภูมิต่างๆเคียงข้างท่านนบี(ซ.ล.) ทว่าหลังจากที่นบีละสังขารท่านก็จากเมืองมะดีนะฮ์มุ่งสู่แคว้นชามและเสียชีวิตณที่นั่น ...
  • หลักวิชามนุษย์ศาสตร์และจิตวิทยา ขึ้นอยู่กับความเชื่อมั่นตัวเอง ส่วนหลักคำสอนของศาสนาอิสลาม จริยธรรม และวิชารหัสยลัทธิ, จะกล่าวถึงการไว้วางใจและมอบหมายแด่พระเจ้า แล้วคุณคิดว่าทั้งสองมีความขัดแย้งกันไหม?
    9998 จริยธรรมปฏิบัติ
    การที่จะรู้ถึงความแตกต่างและความไม่แตกต่างระหว่างความเชื่อมั่นตัวเองกับการไว้วางใจหรือมอบหมายขึ้นอยู่กับการได้รับความเข้าใจของทั้งสองคำความเข้าใจเกี่ยวกับความเชื่อมั่นตนเอง, สามารถอธิบายได้ 2 ความหมายกล่าวคือ :1. การรู้จักศักยภาพความสามารถการพึ่งพาและการได้รับเพื่อที่จะเข้าถึงตัวตนของความปรารถนาและสติปัญญาที่แท้จริงการเก็บเกี่ยวจะไม่ขัดแย้งกับวัฒนธรรมของความไว้วางใจเลยแม้แต่น้อย
  • ผมเป็นชาวฟิลิปินส์ ในสถานการณ์ที่ผมไม่สามารถไปหามุจตะฮิดคนใดคนหนึ่งได้ และในกรณีที่ผมไม่มั่นใจว่ามีผู้ที่เป็นซัยยิด (เป็นลูกหลานของท่านศาสดา (ซ.ล.) ที่เป็นผู้ยากไร้อาศัยอยู่ในประเทศของผมหรือไม่นั้น ผมจะต้องจ่ายคุมุสแก่ผู้ใด?
    4038 สิทธิและกฎหมาย
    คำตอบที่ได้รับมาจากสำนักงานต่างๆของบรรดามัรยิอ์มีดังนี้สำนักงานท่านอายะตุลลอฮ์ซิซตานี–คุณสามารถที่จะแยกเงินคุมุสของท่านไว้และเก็บไว้ก่อนจนกว่าจะมีโอกาสที่จะนำเงินดังกล่าวไปมอบให้กับตัวแทนของท่านอายะตุลลอฮ์สำนักงานท่านอายะตุลลอฮ์มะการิมชีรอซี–สามารถจ่ายทางเว็บไซต์ของมัรญะอ์ดังกล่าวได้คำตอบของท่านอายะตุลลอฮ์ฮาดาวีย์เตหะรานีเกี่ยวกับประเด็นดังกล่าวคือคุณสามารถจ่ายทางอินเตอร์เน็ตได้โดยโอนเงินให้กับมุจตะฮิดหรือตัวแทนของท่านและทางที่ดีควรจ่ายให้กับผู้นำรัฐหรือตัวแทนของท่านในทุกกรณีไม่สามารถจ่ายเงินคุมุสให้กับผู้อื่นโดยไม่ได้รับอนุญาตจากท่านหรือตัวแทนของท่านเสียก่อน ...

เนื้อหาที่มีผู้อ่านมากที่สุด

  • อะไรคือหน้าที่ๆภรรยาพึงปฏิบัติต่อสามีบ้าง?
    52852 สิทธิและกฎหมาย
    ความมั่นคงของชีวิตคู่ขึ้นอยู่กับความรักความผูกพัน ความเข้าใจ การให้เกียรติและเคารพสิทธิของกันและกัน และเพื่อที่สถาบันครอบครัวจะยังคงมั่นคงเป็นปึกแผ่น อิสลามจึงได้ระบุถึงสิทธิของทั้งภรรยาและสามี ขณะเดียวกันก็ได้กำหนดหน้าที่สำหรับทั้งสองฝ่ายไว้ด้วย เนื่องจากเมื่ออัลลอฮ์ประทานสิทธิ ก็มักจะกำหนดหน้าที่กำกับไว้ด้วยเสมอ ข้อเขียนนี้จะนำเสนอหน้าที่ทางศาสนาบางส่วนที่ภรรยาพึงปฏิบัติต่อสามีดังต่อไปนี้:1. ...
  • ดุอาใดบ้างที่ทำให้ได้รับพรเร็วที่สุด?
    50790 จริยธรรมปฏิบัติ
    มีดุอาที่รายงานจากอิมาม(อ.)หลายบทที่กล่าวขานกันว่าเห็นผลตอบรับอย่างรวดเร็ว แต่เนื่องจากไม่สามารถนำเสนอเนื้อหาดุอาทั้งหมด ณ ที่นี้ได้ จึงขอกล่าวเพียงชื่อดุอาที่มีความสำคัญเป็นพิเศษดังต่อไปนี้1. ดุอาตะวัซซุ้ล2. ดุอาฟะร็อจ
  • กรุณานำเสนอบทดุอาเพื่อให้ได้พบคู่ครองที่เหมาะสมและเปี่ยมด้วยตักวา
    37452 จริยธรรมปฏิบัติ
    ทุกสิ่งทุกอย่างย่อมมีปัจจัยและเงื่อนไขจำเพาะตามที่พระเจ้าทรงกำหนดหากเราประสงค์สิ่งใดย่อมต้องเริ่มจากการตระเตรียมปัจจัยและเงื่อนไขเสียก่อนปัจจัยของการแต่งงานคือการเสาะหาและศึกษาอย่างละเอียดทว่าเพื่อความสัมฤทธิ์ผลในการดังกล่าวจำเป็นต้องขอความช่วยเหลือจากอัลลอฮ์เพื่อทรงชี้นำการตัดสินใจและความพยายามของเราให้บรรลุดังใจหมาย.การอ่านบทดุอาต่างๆที่รายงานจากบรรดาอิมาม(อ)ต้องควบคู่กับความพยายามศึกษาและเสาะหาคู่ครองอย่างถี่ถ้วน. หนึ่งในดุอาที่เกี่ยวกับเรื่องนี้โดยเฉพาะก็คือรายงานที่ตกทอดมาจากท่านอลี(อ)ดังต่อไปนี้: “ผู้ใดประสงค์จะมีคู่ครอง
  • ครูบาอาจารย์และลูกศิษย์(นักเรียนนักศึกษา)มีหน้าที่ต่อกันอย่างไร?
    34597 จริยธรรมปฏิบัติ
    ผู้สอนและผู้เรียนมีหน้าที่ต่อกันหลายประการด้วยกันซึ่งสามารถจำแนกออกเป็นสองส่วนก. หน้าที่ที่ผู้สอนมีต่อผู้เรียนอันประกอบด้วยหน้าที่ทางจริยธรรมการอบรมและวิชาการ ข. หน้าที่ที่ผู้เรียนมีต่อผู้สอนอาทิเช่นการให้เกียรติครูบาอาจารย์ยกย่องวิทยฐานะของท่านนอบน้อมถ่อมตน ...ฯลฯ ...
  • ด้วยเหตุผลอันใดที่ต้องกล่าว อะอูซุบิลลาฮิ มินัชชัยฏอน นิรเราะญีม ก่อน บิซมิลลาฮิรเราะฮฺมานนิรเราะฮีม?
    30990 วิทยาการกุรอาน
    หนึ่งในมารยาทของการอ่านอัลกุรอาน ซึ่งมีกล่าวไว้ในอัลกุรอาน และรายงานฮะดีซคือ การกล่าว อะอูซุบิลลาฮิ มินัชชัยฏอน นิรเราะญีม ก่อนที่จะเริ่มอ่านอัลกุรอาน หรือแม้แต่ให้กล่าวก่อนที่จะกล่าว บิซมิลลาฮิรเราะฮฺมานนิรเราะฮีม เสียด้วยซ้ำไป ด้วยเหตุผลที่ว่า บิซมิลลาฮิรเราะฮฺมานนิรเราะฮีม นั้นเป็นส่วนหนึ่งของอัลกุรอาน อย่างไรก็ตามการขอความคุ้มครองจากอัลลอฮฺ มิใช่แค่เป็นเพียงคำพูดเท่านั้น ทว่าสิ่งนี้จะต้องฝังลึกอยู่ภายในจิตวิญญาณของเรา ซึ่งต้องสำนึกสิ่งนี้อยู่เสมอตลอดการอ่านอัลกุรอาน ...
  • ก่อนการสร้างนบีอาดัม(อ) เคยมีการแต่งตั้งญินให้เป็นศาสนทูตสำหรับฝ่ายญินหรือไม่?
    29216 เทววิทยาดั้งเดิม
    อัลกุรอานยืนยันการมีอยู่ของเหล่าญินรวมทั้งได้อธิบายคุณลักษณะบางประการไว้ถึงแม้ว่าข้อมูลของเราเกี่ยวกับโลกของญินจะค่อนข้างจำกัดแต่เราสามารถพิสูจน์ว่าเหล่าญินเคยมีศาสนทูตที่เป็นญินก่อนการสร้างนบีอาดัมโดยอาศัยเหตุผลต่อไปนี้:1. เหล่าญินล้วนมีหน้าที่ทางศาสนาเฉกเช่นมนุษย์เราแน่นอนว่าหน้าที่ทางศาสนาย่อมเป็นผลต่อเนื่องจากการสั่งสอนศาสนาด้วยเหตุนี้จึงมั่นใจได้ว่าอัลลอฮ์ทรงเคยแต่งตั้งศาสนทูตสำหรับกลุ่มชนญินเพื่อการนี้2. เหล่าญินล้วนต้องเข้าสู่กระบวนการพิพากษาในวันกิยามะฮ์เฉกเช่นมนุษย์เราซึ่งโดยทั่วไปแล้วก่อนกระบวนการพิพากษาทุกกรณีจะต้องมีการชี้แจงข้อกฏหมายจนหมดข้อสงสัยเสียก่อนและการชี้แจงให้หมดข้อสงสัยคือหน้าที่ของบรรดาศาสนทูตนั่นเอง
  • เนื่องจากอัลลอฮฺทรงรอบรู้เหนือโลกและจักรวาล ฉะนั้น วัตถุประสงค์การทดสอบของอัลลอฮฺคืออะไร?
    24463 เทววิทยาดั้งเดิม
    ดังที่ปรากฏในคำถามว่าการทดสอบของอัลลอฮฺไม่ได้เพื่อการค้นหาสิ่งที่ยังไม่รู้เนื่องจากอัลลอฮฺ (ซบ.) ทรงปรีชาญาณเหนือทุกสรรพสิ่งแต่อัลกุรอานหลายโองการและรายงานที่ตกมาถึงมือเรากล่าวว่าการทดสอบเป็นแบบฉบับหนึ่งและเป็นกฎเกณฑ์ของพระเจ้าที่วางอยู่บนแบบฉบับอื่นๆอันได้แก่การอบบรมสั่งสอนการชี้นำโดยรวมของพระเจ้าอัลลอฮฺ
  • ปีศาจ (ซาตาน) มาจากหมู่มะลาอิกะฮฺหรือญิน ?
    23295 การตีความ (ตัฟซีร)
    เกี่ยวกับคำถามที่ว่าชัยฎอนเป็นมะลาอิกะฮฺหรือญินมีมุมมองและทัศนะแตกต่างกันแหล่งที่มาของความขัดแย้งนี้เกิดจากเรื่องราวการสร้างนบีอาดัม (อ.) เนื่องจากเป็นคำสั่งของพระเจ้ามวลมะลาอิกะฮ์ทั้งหลายจึงได้กราบสุญูดอาดัมแต่ซาตานไม่ได้ก้มกราบบางคนกล่าวว่าชัยฎอน (อิบลิส) เป็นมะลาอิกะฮฺ, โดยอ้างเหตุผลว่าเนื่องจากโองการอัลกุรอานกล่าวละเว้น, อิบลิสไว้ในหมู่ของมะลาอิกะฮฺ (มะลาอิกะฮ์ทั้งหมดลดลงกราบยกเว้นอิบลิส) ดังนั้นอิบลิส
  • อายะฮ์ إِذا مَا اتَّقَوْا وَ آمَنُوا وَ عَمِلُوا الصَّالِحاتِ ثُمَّ اتَّقَوْا وَ آمَنُوا ثُمَّ اتَّقَوْا وَ أَحْسَنُوا وَ اللَّهُ یُحِبُّ الْمُحْسِنین การกล่าวซ้ำดังกล่าวมีจุดประสงค์ใด?
    22628 การตีความ (ตัฟซีร)
    ในแวดวงวิชาการมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องการย้ำคำว่าตักวาในโองการข้างต้นบ้างเชื่อว่ามีจุดประสงค์เพื่อให้เล็งเห็นความสำคัญของประเด็นเกี่ยวกับตักวาอีหม่านและอะมั้ลที่ศอลิห์
  • เมื่ออัลลอฮฺ มิทรงสร้างสรรพสิ่งทั้งหลายจากสิ่งใดทั้งหมด, หมายความว่าอำนาจของพระองค์ได้ถ่ายโอนไปสู่วัตถุปัจจัยกระนั้นหรือ?
    21782 รหัสยทฤษฎี
    ใช่แล้ว การสร้างจากสิ่งไม่มีตัวตนมีความหมายตามกล่าวมา, เนื่องจากคำว่า ไม่มีตัวตน คือไม่มีอยู่ก่อนจนกระทั่งอัลลอฮฺ ทรงสร้างสิ่งนั้นขึ้นมา รายงานฮะดีซก็กล่าวถึงประเด็นนี้ไว้เช่นกันว่า อำนาจสัมบูรณ์ของพระเจ้า มีความเป็นหนึ่งเดียวกันกับคุณลักษณะอื่นของพระองค์ ซึ่งเกินเลยอำนาจความรอบรู้ของมนุษย์ เนื่องจากสรรพสิ่งถูกสร้างทั้งหลายได้ถูกสร้างขึ้นมา จากสิ่งไม่มี ซึ่งตามความเป็นจริงแล้วสรรพสิ่งถูกสร้างทั้งหลาย เปรียบเสมือนภาพที่ถ่ายโอนอำนาจสัมบูรณ์ของพระเจ้า เราเรียกนิยามนี้ว่า “การสะท้อนภาพ”[1]ซึ่งในรายงานฮะดีซได้ใช้คำว่า “การเกิดขึ้นของคุณลักษณะ” : อัลลอฮฺ (ซบ.) ทรงเป็นพระผู้อภิบาลของเราที่มีความเป็นนิรันดร์ ความรอบรู้คือ อาตมันของพระองค์ ขณะที่ไม่มีความรอบรู้อันใด การได้ยินคืออาตมันของพระองค์ ขณะที่ไม่มีการได้ยินใดๆ การมองเห็นคือ อาตมันของพระองค์ ขณะที่ไม่มีการมองเห็นอันใด อำนาจคืออาตมันของพระองค์ ขณะที่ไม่มีอำนาจอันใด และเนื่องจากพระองค์คือ ผู้ทรงสร้างสรรพสิ่งทั้งหลาย ทำให้สิ่งเหล่านั้นมีและเป็นไป ความรู้ของพระองค์ได้ปรากฏบนสิ่งถูกรู้จักทั้งหลาย การได้ยิน ได้ปรากฏบนสิ่งที่ได้ยินทั้งหลาย การมองเห็นได้ปรากฏบนสิ่งมองเห็น และอำนาจของพระองค์ ...