การค้นหาขั้นสูง
ผู้เยี่ยมชม
5107
อัปเดตเกี่ยวกับ: 2554/11/09
 
รหัสในเว็บไซต์ fa1389 รหัสสำเนา 18258
คำถามอย่างย่อ
หนังสือดุอามีความน่าเชื่อถือเพียงพอหรือไม่?
คำถาม
หนังสือดุอาเช่น มิศบาฮุซซาอิร, บะละดุ้ลอะมีน, มิศบาฮ์ กัฟอะมีน, อิกบาล, มะซ้าร กะบี้ร ตลอดจนตำรับตำราที่อัลลามะฮ์มัจลิซีอ้างถึงในหนังสือมะซ้ารนั้น เชื่อถือได้เพียงใด และปฏิบัติตามได้หรือไม่?
คำตอบโดยสังเขป

มีสามประเด็นที่ควรพิจารณา
1. ตำราที่ยกมาทั้งหมด ล้วนเป็นที่ไว้วางใจของผู้ประพันธ์ทั้งสิ้น ดังจะทราบได้จากอารัมภบทของหนังสือ"มะซ้าร กะบี้ร"และ"บะละดุ้ล อะมีน"
อัลลามะฮ์มัจลิซีเองก็ให้การยอมรับตำราเหล่านี้ และกล่าวถึงผู้ประพันธ์อย่างให้เกียรติ
2. แนวปฏิบัติของบรรดาฟุก่อฮาอ์(ปราชญ์ทางนิติศาสตร์อิสลาม)คือการพิสูจน์ความถูกต้องของสายรายงานฮะดีษเสียก่อน แล้วจึงปฏิบัติตาม
3. ฟุก่อฮาอ์เหล่านี้อ้างอิงกลุ่มฮะดีษที่เรียกกันว่า "มัน บะลัฆ" ทำให้สามารถวินิจฉัยเกี่ยวกับตำราดุอาว่า สามารถปฏิบัติตามฮะดีษเหล่านี้ได้ โดยหวังจะได้รับมรรคผลตามที่ระบุไว้ ซึ่งหากมองกุศโลบายดังกล่าวด้วยมุมมองนี้ ก็ย่อมไม่ขัดต่อสติปัญญาและชะรีอัตแต่อย่างใด

คำตอบเชิงรายละเอียด

เพื่อให้ได้คำตอบที่เหมาะสม ควรคำนึงสามประเด็นต่อไปนี้

1. ตำราเหล่านี้ล้วนเป็นที่ไว้วางใจของเหล่าผู้ประพันธ์และอัลลามะฮ์มัจลิซีทั้งสิ้น
ตำราที่บันทึกฮะดีษเหล่านี้ไว้ ล้วนมีคุณค่าอย่างยิ่งในมุมมองของตัวผู้ประพันธ์เองรวมถึงอัลลามะฮ์มัจลิซี ซึ่งท่านได้ยกย่องตำราเหล่านี้พร้อมกับเทิดทูนผู้ประพันธ์เป็นพิเศษ
เราขอยกตัวอย่างหนังสือ อัลมะซ้าร อัลกะบี้ร ประพันธ์โดยเชค อับดุลลอฮ์ มุฮัมมัด บิน ญะฟัร อัลมัชฮะดี หรือที่รู้จักในนาม"อิบนุ้ลมัชฮะดี"มาเป็นกรณีศึกษา
. ผู้ประพันธ์กล่าวไว้ในอารัมภบทว่า "ฉันได้รวบรวมบทดุอา บทมุนาญ้าต บทซิยาเราะฮ์สำหรับสถานที่ศักดิ์สิทธิต่างๆ รวมทั้งข้อคิดรณรงค์ให้เห็นคุณค่ามัสญิดสำคัญต่างๆไว้เคียงคู่กับสายรายงานที่น่าเชื่อถือ ซึ่งนักรายงานฮะดีษเหล่านี้ถ่ายทอดมาจากลูกหลานนบีและปราชญ์ศาสนาทั้งสิ้น

. ผู้ประพันธ์คือหนึ่งในครูบาด้านฮะดีษในฝ่ายอิมามียะฮ์ ซึ่งปรากฏนามในใบรับรองการรายงานฮะดีษ และได้รับการยอมรับโดยผู้รู้ที่มีชื่อเสียงหลายท่าน
เชคฮุร อามิลีถือว่า "อิบนุลมัชฮะดี" คือผู้รู้ที่มีเกียรติยิ่ง และยังได้กล่าวถึงตำราบางเล่มของเขาอีกด้วย[1]
อัลลามะฮ์ มัจลิซี กล่าวว่า มีตำราที่ยอดเยี่ยมเกี่ยวกับบทซิยารัต ประพันธ์โดยมุฮัมมัด บิน มัชฮะดี ซึ่งซัยยิด อิบนิฏอวู้สก็ให้การยอมรับและยกย่องตำราดังกล่าว เราขอตั้งชื่อตำราเล่มนี้ว่า "มะซ้าร กะบี้ร"[2]
ท่านได้กล่าวอีกว่า "เมื่อพิจารณาหนังสือมะซ้าร กะบีรแล้ว ก็จะทราบว่าเป็นหนังสือที่น่าเชื่อถือ เพราะซัยยิดอิบนิฏอวู้สเองก็รายงานฮะดีษและบทซิยารัตจากหนังสือเล่มนี้[3]
ท่านกัฟอะมีกล่าวไว้ในอารัมภบทของหนังสือของตนที่ชื่อ"อัลบะละดุ้ลอะมีน"ว่า "หนังสือเล่มนี้(อัลมะซ้าร อัลกะบี้ร) ได้รวบรวมบทดุอา บทป้องภัย และตัสบี้ห์ที่มีสายรายงานเชื่อมถึงบรรดาอิมาม(.) โดยคัดจากหนังสือที่ไว้วางใจได้ ส่วนเรามีหน้าที่ปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด

ในกรณีของหนังสือมิศบาฮุซซาอิร ซึ่งประพันธ์โดยซัยยิด อลี บิน มูซา บินฏอวู้สนั้น เมื่อพิจารณาเปรียบเทียบกับตำราของอุละมาอ์ยุคก่อนท่าน จะทราบว่าฮะดีษของมิศบาฮุซซาอิรมีปรากฏในตำราของผู้รู้ระดับสูงอย่างเช่น เชคศ่อดู้ก, เชคมุฟีด, เชคฏูซี, อิบนิ กูละวัยฮ์ ฯลฯ เช่นกัน

เราขอสรุปด้วยคำพูดของท่านมัจลิซีเกี่ยวกับตำราและผู้ประพันธ์ที่ท่านใช้อ้างอิงดังนี้
ท่านกล่าวไว้ในบทที่สองของอารัมภบทหนังสือบิฮ้ารว่า "พึงทราบว่าตำรับตำราที่เราวางใจใช้อ้างอิงในที่นี้นั้น ล้วนได้รับการพิสูจน์แล้วว่าเป็นตำราของนักประพันธ์ที่มีชื่อเสียง อาทิเช่น ตำรับตำราของเชคศ่อดู้ก และ... ตลอดจนตำราของครอบครัวบินฏอวู้สซึ่งเป็นที่รู้จักทั่วกัน

ส่วนหนังสือของกัฟอะมีก็เป็นที่เลื่องลือทั้งตัวตำราและผู้ประพันธ์เสียจนไม่จำเป็นต้องชี้แจงแถลงไขใดๆอีก[4]

2. หนึ่งในแขนงวิชาที่บรรดาฟุก่อฮาอ์จำเป็นต้องใช้ในการวินิจฉัยปัญหาศาสนาก็คือ วิชาริญ้าลและดิรอยะตุ้ลฮะดีษ แนววิธีที่ถือปฏิบัติกันก็คือ ทุกฮะดีษที่กล่าวถึงประเด็นชะรีอัต หรือสารธรรมคำสอน หรือหลักความเชื่อนั้น จะต้องนำมาพิจารณาในแง่สายรายงานเสียก่อนว่ามีความน่าเชื่อถือเพียงใด เมื่อผ่านการพิสูจน์และไม่พบข้อกังขาใดๆ จึงจะนำมาพิจารณาในแง่เนื้อหา ซึ่งฟะกี้ฮ์แต่ละท่านจะใช้ประโยชน์ตามกรอบแนวคิดที่ตนมี

กระบวนการดังกล่าวถือปฏิบัติกันมาตั้งแต่หลังยุคอิมามไม่นาน โดยประยุกต์ตามคำสอนของบรรดาอิมาม(.) จะเห็นได้ว่าเชคศ่อดู้ก เชคมุฟี้ด และเชคฏูซีก็ล้วนคัดเลือกฮะดีษตามบรรทัดฐานของวิชาริญ้าลเพื่อนำมาใช้วินิจฉัยปัญหา วิธีเช่นนี้ได้รับความนิยมจากบรรดาฟุก่อฮาอ์ที่มีชื่อเสียงมาจนบัดนี้
ฉะนั้น ฮะดีษในตำราต่างๆ แม้จะเป็นตำราที่มีชื่อเสียงหรือประพันธ์โดยผู้รู้ระดับสูง จะต้องได้รับการพิสูจน์ทางวิชาริญ้าลและศาสตร์ที่เกี่ยวข้องเสียก่อน แล้วจึงนำมาใช้ประโยชน์ต่อไป

3. ข้อคิดหนึ่งที่อาจเป็นทางออกสำหรับปัญหาทำนองนี้ได้ก็คือ หลักการ "มัน บะลัฆ"ที่บรรดาฟุก่อฮาอ์ถือปฏิบัติในกรณีที่พบฮะดีษในตำราต่างๆที่รณรงค์ส่งเสริมให้อ่านดุอาและบทซิยารัต ในลักษณะที่หากปฏิบัติตามคำแนะนำจะทำให้ได้รับผลบุญเท่านั้นเท่านี้ กรณีเช่นนี้บรรดาฟุก่อฮาอ์ให้ความเห็นว่าสามารถปฏิบัติตามได้โดยไม่จำเป็นต้องตรวจสอบสายรายงาน แต่ทั้งนี้จะต้องมีเงื่อนไขต่อไปนี้
. จะต้องไม่มีหลักฐานที่ระบุว่ากิจกรรมนั้นเป็นฮะรอม . กระทำโดยตั้งเจตนาเพื่อหวังจะได้รับมรรคผลจากอัลลอฮ์

หลักฐานที่ยืนยันประเด็นนี้ได้แก่ฮะดีษต่างๆที่มีเนื้อหาอนุโลมดังที่กล่าวมา อาทิเช่นฮะดีษนี้:

عَنْ مُحَمَّدِ بْنِ مَرْوَانَ قَالَ سَمِعْتُ أَبَا جَعْفَرٍ علیه السلام یَقُولُ مَنْ بَلَغَهُ ثَوَابٌ مِنَ اللَّهِ عَلَى عَمَلٍ فَعَمِلَ ذَلِکَ الْعَمَلَ الْتِمَاسَ ذَلِکَ الثَّوَابِ أُوتِیَهُ وَ إِنْ لَمْ یَکُنِ الْحَدِیثُ کَمَا بَلَغَه[5]

ท่านอิมามบากิร(.)กล่าวว่า "ผู้ใดที่ได้ยินเกี่ยวกับจำนวนมรรคผลที่อัลลอฮ์จะตอบแทนกิจกรรมใดกิจกรรมหนึ่ง และได้ปฏิบัติตามโดยหวังจะได้รับมรรคผลดังกล่าว เขาจะได้รับตามนั้น แม้ในความเป็นจริง ฮะดีษดังกล่าวจะมิได้ระบุเช่นนั้นก็ตาม"
บรรดาฟุก่อฮาอ์ได้พิสูจน์ความถูกต้องของฮะดีษกลุ่มนี้ และได้ยอมรับกุศโลบายดังกล่าวในตำราของตน[6]

ด้วยเหตุนี้ กลุ่มฮะดีษที่สอนว่าควรอ่านเช่นนั้นเช่นนี้ระหว่างทำน้ำนมาซ หรือกล่าวซิเกรบางบทก่อนเข้านอน หรืออ่านดุอาบางบทในคืนลัยละตุ้ลก็อดร์ หรือถ้าหากอ่านบทซิยารัตอิมามบางบทจะได้รับผลบุญเท่านั้นเท่านี้ ในกรณีเช่นนี้ไม่เพียงแต่เราจะสามารถปฏิบัติตามได้ แต่ปัญญาและฮะดีษเศาะฮี้ห์(ดังที่กล่าวไปแล้ว) ยังพิสูจน์แล้วว่าเราจะได้รับความเมตตาจากอัลลอฮ์อีกด้วย

จึงสามารถกล่าวได้ว่า แหล่งอ้างอิงของหนังสือมะซ้ารของอัลลามะฮ์มัจลิซีอย่างเช่น มิศบาฮุซซาอิร, มิศบาฮ์ กัฟอะมี, อัลมะซ้าร อัลกะบี้ร...ฯลฯ นอกจากจะได้รับการยอมรับจากเจ้าของตำรา รวมทั้งอัลลามะฮ์มัจลิซีแล้ว ตามบรรทัดฐานของกลุ่มฮะดีษ "มัน บะลัฆ" เรายังสามารถปฏิบัติตามตำราเหล่านี้เพื่อหวังจะได้รับมรรคผลจากอัลลอฮ์ได้อีกด้วย



[1] อะมะลุลอามิล,เล่ม 2,หน้า 252

[2] บิฮารุลอันว้าร,เล่ม 1,หน้า 18

[3] เพิ่งอ้าง,หน้า 35

[4] เพิ่งอ้าง,หน้า 35 - 26

[5] อัลกาฟีย์,เล่ม 2,หน้า 87

[6] มิศบาฮุ้ลอุศู้ล,เล่ม 2,หน้า 318 (เรียบเรียงบทเรียนวิชาอุศู้ลของอายะตุ้ลลอฮ์ คูอีย์)

แปลคำถามภาษาต่างๆ
ความเห็น
จำนวนความเห็น 0
กรุณาป้อนค่า
ตัวอย่าง : Yourname@YourDomane.ext
กรุณาป้อนค่า
<< ลากฉัน
กรุณากรอกจำนวนที่ถูกต้องของ รหัสรักษาความปลอดภัย

หมวดหมู่

คำถามสุ่ม

  • ระหว่างการปฏิบัติตามพินัยกรรมและการแบ่งมรดก ควรกระทำสิ่งใดก่อน?
    7134 มรดก
    คำถามข้างต้นแบ่งออกเป็นสามส่วนด้วยกัน ซึ่งเราขอตอบทีละส่วนดังนี้ 1. ระหว่างการปฏิบัติตามพินัยกรรมและการแบ่งมรดก ควรกระทำสิ่งใดก่อน? กุรอานและฮะดีษระบุว่าให้สะสางหนี้สินและปฏิบัติตามพินัยกรรมของผู้ตายก่อนที่จะแบ่งมรดก มีสี่โองการเป็นอย่างน้อยที่ระบุเกี่ยวกับเรื่องนี้ไว้อย่างชัดเจน مِنْ بَعْدِ وَصِيَّةٍ يُوصي‏ بِها أَوْ دَيْن(...ภายหลังจากจำแนกส่วนที่ระบุในพินัยกรรมและหนี้สินออก และส่วนของมรดก...)[1] จะเห็นได้ว่าโองการนี้ต้องการจะสื่อว่าการปฏิบัติตามพินัยกรรมกระทำก่อนการแบ่งมรดก[2] 2. สามารถทำพินัยกรรมในทรัพย์สินทั้งหมดโดยไม่เหลือเป็นมรดกเลยได้หรือไม่? บุคคลที่มีสติสัมปชัญญะและบรรลุนิติภาวะย่อมมีอิสระในการบริหารทรัพย์สินของตนในยามที่ยังมีชีวิตอยู่ เป็นต้นว่าสามารถวะกัฟ หรือนะซัร หรือมอบให้ผู้อื่นตามแต่จะเห็นสมควร แต่หากเสียชีวิตไปแล้วก็จะสูญเสียสิทธิบางส่วนเหนือทรัพย์สินของตนไป แม้ผู้ตายระบุขอบเขตของพินัยกรรมเกินเศษหนึ่งส่วนสามของทรัพย์สินที่มี พินัยกรรมดังกล่าวก็จะมีผลเพียงเศษหนึ่งส่วนสามเท่านั้น สำหรับส่วนที่เกินจากนี้ หากทายาททุกรายบรรลุนิติภาวะแล้วและให้อนุญาตก็สามารถกระทำตามพินัยกรรมได้ทั้งหมด แต่หากทายาทที่บรรลุนิติภาวะบางรายให้อนุญาต ก็ให้ปฏิบัติตามพินัยกรรมตามสัดส่วนจำนวนของผู้ที่อนุญาต มิเช่นนั้นก็ให้ปฏิบัติเพียงกรอบเศษหนึ่งส่วนสามเท่านั้น[3] ส่วนหนี้สินของผู้ตายก็ให้สะสางให้เรียบร้อยก่อนที่จะแบ่งมรดกในหมู่ทายาท ไม่ว่าผู้ตายจะทำพินัยกรรมให้ชำระหรือไม่ก็ตาม 3. ทายาทสามารถจะปฏิเสธพินัยกรรมของผู้ตายที่เกี่ยวกับประเด็นมรดกได้หรือไม่? ทายาทจะต้องปฏิบัติตามในกรอบสิทธิพินัยกรรม (เศษหนึ่งส่วนสาม) และไม่มีสิทธิจะเพิกเฉยเด็ดขาด
  • เงินฝากบัญชีสินเชื่อที่อยู่อาศัย โดยใช้ประโยชน์จากสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย จำเป็นต้องจ่ายคุมซ์หรือไม่?
    4891 สิทธิและกฎหมาย
    ท่านผู้นำสูงสุดตอบคำถามที่ถามว่าบุคคลที่ไม่มีที่อยู่อาศัยได้เก็บสะสมเงินฝากเพื่อเตรียมไว้ซื้อบ้านและที่อยู่อาศัยเงินฝากต้องจ่ายคุมซ์ด้วยหรือไม่? ตอบว่า: การสะสมทรัพย์ถือเป็นรายได้ประเภทหนึ่งถ้าเตรียมไว้เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในชีวิตเมื่อครบรอบปีต้องจ่ายคุมซ์ด้วยเว้นเสียแต่ว่าได้สะสมเงินไว้เพื่อจัดซื้อของใช้ที่จำเป็นในชีวิตหรือเพื่อสำรองค่าใช้จ่ายจำเป็นในกรณีนี้ถ้าหากเลยรอบปีต้องจ่ายคุมซ์ไปแล้ว (เช่นสองสามเดือนหลังรอบปีคุมซ์) เขาได้ใช้ไปในเรื่องดังกล่าวนั้นไม่ต้องจ่ายคุมซ์
  • ประโยค “ทุกวันคือาชูรอ ทุกแผ่นดินคือกัรบะลา” เป็นฮาดีษหรือไม่? มีหลักฐานเกี่ยวกับประเด็นดังกล่าวมากน้อยเพียงใด
    8010 ชีวประวัติมะอฺซูม (อ.)
    จากการศึกษาตำราฮะดีษ  เราไม่พบหลักฐานใดๆที่ระบุว่าประโยคดังกล่าวเป็นฮาดีษบรรดามะศูมีนอย่างไรก็ดี ประโยคนี้ให้นิยามเหตุการณ์กัรบะลา
  • ท่านอิมามศอดิก(อ.)เคยมีอาจารย์ชาวอะฮ์ลิสซุนนะฮ์บ้างหรือไม่?
    5613 تاريخ کلام
    หนึ่ง. ประเด็นนี้เป็นความเข้าใจที่ไม่ถูกต้อง เนื่องจากบรรดามะอ์ศูมีน(อ.)ล้วนมีความรู้ครอบคลุมทุกแขนงวิชาการอยู่แล้ว[1] ซึ่งไม่จำเป็นต้องศึกษาวิชาการอย่างวิชาฮะดีษจากผู้อื่น ในทางกลับกัน ผู้นำฝ่ายอะฮ์ลิสซุนนะฮ์บางท่านเคยเป็นลูกศิษย์ลูกหาของท่านทั้งทางตรงหรือทางอ้อม อาทิเช่น อบูฮะนีฟะฮ์ และมาลิก บิน อนัส[2]
  • ถ้าหากนะมาซคือเสาหลักของศาสนา แล้วทำไมจึงจัดอยู่ในกลุ่มที่เป็นหลักการของศาสนา?
    7548 นมาซ
    อุซูลลุดดีน หรือหลักศรัทธาเป็นภารกิจทางความเชื่อ ซึ่งมนุษย์ได้ยอมรับสิ่งนั้นด้วยสติปัญญาของตน และได้กลายเป็นมุสลิม หลังจากยอมรับการศรัทธาแล้ว อิสลามได้กำหนดหน้าที่อันเป็นวาญิบแก่เขา ทั้งที่เป็นหน้าที่ส่วนรวมและปัจเจกบุคคล ซึ่งหนึ่งในหน้าที่สำคัญที่สุดของมุสลิมคือ นะมาซ ด้วยเหตุที่ว่า นะมาซ นั้นมีความกว้างและเป็นบทบัญญัติที่สำคัญอย่างยิ่ง จึงได้เรียกนะมาซว่าเป็น เสาหลักของศาสนา แต่ไม่นับว่าเป็นว่ารากฐานทางความเชื่อ ซึ่งไม่สามารถนับว่าเป็นหลักศรัทธาหรืออุซูลลุดดีนได้ ...
  • เราสามารถทำงานในร้านที่ผลิตหรือขายอาหารที่มีส่วนผสมเป็นเนื้อสุกรได้หรือไม่?
    5144 ข้อมูลน่ารู้
    บรรดามัรญะอ์ตักลี้ด (ผู้เชี่ยวชาญด้านนิติศาสตร์อิสลาม) ต่างก็ไม่อนุญาตให้ทำงานในสถานประกอบการที่จัดจำหน่ายสิ่งฮะรอม (ไม่อนุมัติตามหลักอิสลาม) ฉะนั้น หากหน้าที่ของท่านคือการจัดจำหน่ายเนื้อสุกรเป็นการเฉพาะ งานดังกล่าวจะถือเป็นสิ่งฮะรอม ส่วนกรณีอื่นที่นอกเหนือจากนี้ ถือว่าไม่มีข้อห้ามประการใด อย่างไรก็ดี สามารถสัมผัสอาหารฮะรอมตามที่ระบุในคำถามได้ (โดยไม่บาป) แต่หากสัมผัสขณะที่ร่างกายเปียกชื้น จะต้องชำระล้างนะญิส (มลทินภาวะทางศาสนา) ด้วยน้ำสะอาดตามที่ศาสนากำหนด ...
  • ตักวาหมายถึงอะไร?
    16011 จริยธรรมทฤษฎี
    ตักว่าคือพลังหนึ่งที่หยุดยั้งจิตด้านในซึ่งการมีอยู่ของมนุษย์คือสาเหตุของการมีพลังนั้นและพลังดังกล่าวจะพิทักษ์ปกป้องมนุษย์ให้รอดพ้นจากการกระทำความผิดฝ่าฝืนต่างๆความสมบูรณ์ของตักวานอกจากจะช่วยทำให้มนุษย์ห่างไกลจากความผิดบาปและการก่ออาชญากรรมต่างๆ
  • การเข้าร่วมงานแต่งงานที่มีจำนวนแขกจำ ซึ่งกำหนดไว้ก่อนแล้วล่วงหนา แต่แขกที่มาไม่มีใครคุมผ้าเรียบร้อยสักคนเมื่ออยู่ต่อหน้าเจ้าบ่าว กรณีนี้กฎเกณฑ์ทางศาสนบัญญัติกล่าวไว้อย่างไร (และลักษณะงานเช่นนี้ โดยทั่วไปเจ้าบ่าวและมะฮาริมที่เข้าร่วมงานแต่ง ตลอดงานนิกาฮฺจะแยกระหว่างชายหญิง)
    2920 สิทธิและกฎหมาย
    เริ่มแรกเกี่ยวกับคำถามข้างต้น ขอกล่าวถึงทัศนะของมัรญิอฺตักลีด 1.งานสมรสตามประเพณีอิสลาม คือการร่วมแสดงความสุข รื่นเริง โดยปราศจากการกระทำความผิดบาปต่าง ๆ หรือภารกิจต่าง ๆ ที่ฮะรอม และมารยาทอันไม่ดีไม่งาม ที่มิใช่วิสัยของมนุษย์[1] 2.เมื่ออยู่ต่อหน้าเจ้าบ่าว หรือนามะฮฺรัมคนอื่น จำเป็นต้องรักษาฮิญาบ อย่างเคร่งครัด ซึ่งตรงนี้ไม่แตกต่างกันระหว่างงานสมรส และงานชุมนุมอย่างอื่น[2] 3.การเข้าร่วมงานสมรส หรืองานสังสรรค์อื่นๆ ซึ่งภายในงานนั้นมิได้เอาใจใส่สิ่งเป็นวาญิบในอิสลาม (เช่น แขกที่มาอยู่รวมกันทั้งชายและหญิง มีการเต้นรำ หรือเปิดเพลงที่ฮะรอม อย่างเปิดเผย) ถือว่าฮะรอม[3] 4. ถ้างานสมรสมิได้เป็นไปในลักษณะที่ว่า เป็นงานสังสรรค์แบบไร้สาระ ฮะรอม เป็นบาป หรือการปรากฏตัวในงานเหล่านั้น มิได้เป็นการสนับสนุนการก่อความเสียหาย ซึ่งการเข้าร่วมในงานสังสรรค์เช่นนั้น โดยทั่วไปไม่ถือว่าเป็นการสนับสนุน ถือว่าไม่เป็นไร
  • ความต่างกิจกรรมของวิญญาณขณะนอนหลับ และสลบคืออะไร?
    14832 ปรัชญาอิสลาม
    รูปแบบการปฏิสัมพันธ์ระหว่างร่างกายกับจิตวิญญาณขณะตื่นนอน กับการปฏิสัมพันธ์ขณะนอนหลับนั้นมีความแตกต่างกัน ด้วยเหตุนี้ ตามคำสอนของอิสลามจึงได้เรียกการนอนหลับว่า เป็นพี่น้องของความตาย วิทยาศาสตร์แม้ว่าจะไม่มีข้อมูลการปฏิสัมพันธ์ระหว่างจิตวิญญาณกับร่างกายขณะนอนหลับ แต่สามารถค้นพบการเปลี่ยนแปลงและปฏิกิริยาบางอย่างทางร่างกายขณะนอนหลับได้ บนพื้นฐานของการค้นคว้านั้นและการทำสอบพบว่ามนุษย์มีการนอนหลับในสองระดับ ด้วยนามว่า REM และ Non REM ซึ่งทั้งสองมีความแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง โดยปกติแล้วการความฝันที่มักเกิดในระดับของ Non REM เกิดจากการหลับลึกซึ่งจะไม่อยู่ในความทรงจำ แต่เฉพาะการนอนหลับในระ REM เท่านั้นที่จะคงอยู่ในความทรงจำ ส่วนการสลบหมดสติเกิดจากการเบี่ยงเบนของวิญญาณ และเป็นการหลับที่ลุ่มลึกมาก ทำให้เขาไม่มีความทรงจำอันใดหลงเหลืออยู่ ...
  • เข้ากันได้อย่างไร ระหว่างความดีและชั่ว กับความเป็นเอกะและความเมตตาของพระเจ้า?
    5938 เทววิทยาดั้งเดิม
    1. โลกใบนี้ได้ถูกสร้างขึ้นมาในลักษณะที่ว่า สรรพสิ่งทั้งหลายที่มีอยู่ไม่อาจอยู่เป็นเอกเทศหรืออยู่ตามลำพังได้, องค์ประกอบและสัดส่วนต่างๆ บนโลกนี้ ถ้าหากพิจารณาให้รอบคอบจะพบว่าทุกสรรพสิ่ง เปรียบเสมือนโซ่ที่ร้อยเรียงติดเป็นเส้นเดียวกัน ซึ่งทั้งหมดเหล่านั้นรวมเรียกว่า ระบบการสร้างสรรค์อันสวยงาม, ด้วยเหตุนี้ ไม่สามารถกล่าวได้ว่าในโลกนี้มีพระเจ้า 2 องค์ เช่น พูดว่าน้ำและน้ำฝนมีพระเจ้าองค์หนึ่ง น้ำท่วมและแผ่นดินไหวมีพระเจ้าอีกองค์หนึ่ง, แน่นอน ถ้าหากน้ำท่วมและแผ่นดินไหวมาจากระบบหนึ่ง และน้ำฝน แสงแดด การโคจร และ ...ได้ตามอีกระบบหนึ่ง เท่ากับว่าโลกใบนี้มี 2 ระบบ เวลานั้นเราจึงสามารถกล่าวได้เช่นนี้ว่า โลกมีพระเจ้า 2 องค์ ด้วยเหตุนี้ เนื่องจากความจำกัดของโลกมีเพียงแค่ระบบเดียวที่เข้ากันและมีความสวยงาม ซึ่งทั้งหมดสามารถเจริญเติบโตไปสู่ความสมบูรณ์ของตนได้อย่างเสรี สรุปแล้วโลกใบนี้ต้องมีพระเจ้าองค์เดียว ผู้ทรงเมตตาปรานียิ่ง 2.ความเมตตาปรานีของพระเจ้า วางอยู่บนพื้นฐานแห่งวิทยปัญญาของพระองค์ ซึ่งสิ่งนี้ได้กำหนดว่ามนุษย์และสรรพสิ่งทั้งหลายต่างได้รับการชี้นำทางไปสู่การพัฒนา และความสมบูรณ์แต่ก็มิได้หมายความว่าจะเป็นไปได้ทุกหนทางในการบริการ หรือทุกหนทางที่จะก้าวเดินไป ทว่าการไปถึงยังความสมบูรณ์นั้นได้เป็นตัวกำหนดว่า มนุษย์ต้องผ่านหนทางที่ยากลำบากไปให้ได้ เขาต้องเผชิญกับความยากลำบาก และการต่อสู้ในชีวิตเพื่อก้าวไปสู่ความสมบูรณ์ อีกนัยหนึ่งศักยภาพต่างๆ ...

เนื้อหาที่มีผู้อ่านมากที่สุด

  • อะไรคือหน้าที่ๆภรรยาพึงปฏิบัติต่อสามีบ้าง?
    55968 สิทธิและกฎหมาย
    ความมั่นคงของชีวิตคู่ขึ้นอยู่กับความรักความผูกพัน ความเข้าใจ การให้เกียรติและเคารพสิทธิของกันและกัน และเพื่อที่สถาบันครอบครัวจะยังคงมั่นคงเป็นปึกแผ่น อิสลามจึงได้ระบุถึงสิทธิของทั้งภรรยาและสามี ขณะเดียวกันก็ได้กำหนดหน้าที่สำหรับทั้งสองฝ่ายไว้ด้วย เนื่องจากเมื่ออัลลอฮ์ประทานสิทธิ ก็มักจะกำหนดหน้าที่กำกับไว้ด้วยเสมอ ข้อเขียนนี้จะนำเสนอหน้าที่ทางศาสนาบางส่วนที่ภรรยาพึงปฏิบัติต่อสามีดังต่อไปนี้:1. ...
  • ดุอาใดบ้างที่ทำให้ได้รับพรเร็วที่สุด?
    54070 จริยธรรมปฏิบัติ
    มีดุอาที่รายงานจากอิมาม(อ.)หลายบทที่กล่าวขานกันว่าเห็นผลตอบรับอย่างรวดเร็ว แต่เนื่องจากไม่สามารถนำเสนอเนื้อหาดุอาทั้งหมด ณ ที่นี้ได้ จึงขอกล่าวเพียงชื่อดุอาที่มีความสำคัญเป็นพิเศษดังต่อไปนี้1. ดุอาตะวัซซุ้ล2. ดุอาฟะร็อจ
  • กรุณานำเสนอบทดุอาเพื่อให้ได้พบคู่ครองที่เหมาะสมและเปี่ยมด้วยตักวา
    39772 จริยธรรมปฏิบัติ
    ทุกสิ่งทุกอย่างย่อมมีปัจจัยและเงื่อนไขจำเพาะตามที่พระเจ้าทรงกำหนดหากเราประสงค์สิ่งใดย่อมต้องเริ่มจากการตระเตรียมปัจจัยและเงื่อนไขเสียก่อนปัจจัยของการแต่งงานคือการเสาะหาและศึกษาอย่างละเอียดทว่าเพื่อความสัมฤทธิ์ผลในการดังกล่าวจำเป็นต้องขอความช่วยเหลือจากอัลลอฮ์เพื่อทรงชี้นำการตัดสินใจและความพยายามของเราให้บรรลุดังใจหมาย.การอ่านบทดุอาต่างๆที่รายงานจากบรรดาอิมาม(อ)ต้องควบคู่กับความพยายามศึกษาและเสาะหาคู่ครองอย่างถี่ถ้วน. หนึ่งในดุอาที่เกี่ยวกับเรื่องนี้โดยเฉพาะก็คือรายงานที่ตกทอดมาจากท่านอลี(อ)ดังต่อไปนี้: “ผู้ใดประสงค์จะมีคู่ครอง
  • ครูบาอาจารย์และลูกศิษย์(นักเรียนนักศึกษา)มีหน้าที่ต่อกันอย่างไร?
    36955 จริยธรรมปฏิบัติ
    ผู้สอนและผู้เรียนมีหน้าที่ต่อกันหลายประการด้วยกันซึ่งสามารถจำแนกออกเป็นสองส่วนก. หน้าที่ที่ผู้สอนมีต่อผู้เรียนอันประกอบด้วยหน้าที่ทางจริยธรรมการอบรมและวิชาการ ข. หน้าที่ที่ผู้เรียนมีต่อผู้สอนอาทิเช่นการให้เกียรติครูบาอาจารย์ยกย่องวิทยฐานะของท่านนอบน้อมถ่อมตน ...ฯลฯ ...
  • ด้วยเหตุผลอันใดที่ต้องกล่าว อะอูซุบิลลาฮิ มินัชชัยฏอน นิรเราะญีม ก่อน บิซมิลลาฮิรเราะฮฺมานนิรเราะฮีม?
    35147 วิทยาการกุรอาน
    หนึ่งในมารยาทของการอ่านอัลกุรอาน ซึ่งมีกล่าวไว้ในอัลกุรอาน และรายงานฮะดีซคือ การกล่าว อะอูซุบิลลาฮิ มินัชชัยฏอน นิรเราะญีม ก่อนที่จะเริ่มอ่านอัลกุรอาน หรือแม้แต่ให้กล่าวก่อนที่จะกล่าว บิซมิลลาฮิรเราะฮฺมานนิรเราะฮีม เสียด้วยซ้ำไป ด้วยเหตุผลที่ว่า บิซมิลลาฮิรเราะฮฺมานนิรเราะฮีม นั้นเป็นส่วนหนึ่งของอัลกุรอาน อย่างไรก็ตามการขอความคุ้มครองจากอัลลอฮฺ มิใช่แค่เป็นเพียงคำพูดเท่านั้น ทว่าสิ่งนี้จะต้องฝังลึกอยู่ภายในจิตวิญญาณของเรา ซึ่งต้องสำนึกสิ่งนี้อยู่เสมอตลอดการอ่านอัลกุรอาน ...
  • ก่อนการสร้างนบีอาดัม(อ) เคยมีการแต่งตั้งญินให้เป็นศาสนทูตสำหรับฝ่ายญินหรือไม่?
    31730 เทววิทยาดั้งเดิม
    อัลกุรอานยืนยันการมีอยู่ของเหล่าญินรวมทั้งได้อธิบายคุณลักษณะบางประการไว้ถึงแม้ว่าข้อมูลของเราเกี่ยวกับโลกของญินจะค่อนข้างจำกัดแต่เราสามารถพิสูจน์ว่าเหล่าญินเคยมีศาสนทูตที่เป็นญินก่อนการสร้างนบีอาดัมโดยอาศัยเหตุผลต่อไปนี้:1. เหล่าญินล้วนมีหน้าที่ทางศาสนาเฉกเช่นมนุษย์เราแน่นอนว่าหน้าที่ทางศาสนาย่อมเป็นผลต่อเนื่องจากการสั่งสอนศาสนาด้วยเหตุนี้จึงมั่นใจได้ว่าอัลลอฮ์ทรงเคยแต่งตั้งศาสนทูตสำหรับกลุ่มชนญินเพื่อการนี้2. เหล่าญินล้วนต้องเข้าสู่กระบวนการพิพากษาในวันกิยามะฮ์เฉกเช่นมนุษย์เราซึ่งโดยทั่วไปแล้วก่อนกระบวนการพิพากษาทุกกรณีจะต้องมีการชี้แจงข้อกฏหมายจนหมดข้อสงสัยเสียก่อนและการชี้แจงให้หมดข้อสงสัยคือหน้าที่ของบรรดาศาสนทูตนั่นเอง
  • เนื่องจากอัลลอฮฺทรงรอบรู้เหนือโลกและจักรวาล ฉะนั้น วัตถุประสงค์การทดสอบของอัลลอฮฺคืออะไร?
    26233 เทววิทยาดั้งเดิม
    ดังที่ปรากฏในคำถามว่าการทดสอบของอัลลอฮฺไม่ได้เพื่อการค้นหาสิ่งที่ยังไม่รู้เนื่องจากอัลลอฮฺ (ซบ.) ทรงปรีชาญาณเหนือทุกสรรพสิ่งแต่อัลกุรอานหลายโองการและรายงานที่ตกมาถึงมือเรากล่าวว่าการทดสอบเป็นแบบฉบับหนึ่งและเป็นกฎเกณฑ์ของพระเจ้าที่วางอยู่บนแบบฉบับอื่นๆอันได้แก่การอบบรมสั่งสอนการชี้นำโดยรวมของพระเจ้าอัลลอฮฺ
  • ปีศาจ (ซาตาน) มาจากหมู่มะลาอิกะฮฺหรือญิน ?
    25549 การตีความ (ตัฟซีร)
    เกี่ยวกับคำถามที่ว่าชัยฎอนเป็นมะลาอิกะฮฺหรือญินมีมุมมองและทัศนะแตกต่างกันแหล่งที่มาของความขัดแย้งนี้เกิดจากเรื่องราวการสร้างนบีอาดัม (อ.) เนื่องจากเป็นคำสั่งของพระเจ้ามวลมะลาอิกะฮ์ทั้งหลายจึงได้กราบสุญูดอาดัมแต่ซาตานไม่ได้ก้มกราบบางคนกล่าวว่าชัยฎอน (อิบลิส) เป็นมะลาอิกะฮฺ, โดยอ้างเหตุผลว่าเนื่องจากโองการอัลกุรอานกล่าวละเว้น, อิบลิสไว้ในหมู่ของมะลาอิกะฮฺ (มะลาอิกะฮ์ทั้งหมดลดลงกราบยกเว้นอิบลิส) ดังนั้นอิบลิส
  • อายะฮ์ إِذا مَا اتَّقَوْا وَ آمَنُوا وَ عَمِلُوا الصَّالِحاتِ ثُمَّ اتَّقَوْا وَ آمَنُوا ثُمَّ اتَّقَوْا وَ أَحْسَنُوا وَ اللَّهُ یُحِبُّ الْمُحْسِنین การกล่าวซ้ำดังกล่าวมีจุดประสงค์ใด?
    25402 การตีความ (ตัฟซีร)
    ในแวดวงวิชาการมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องการย้ำคำว่าตักวาในโองการข้างต้นบ้างเชื่อว่ามีจุดประสงค์เพื่อให้เล็งเห็นความสำคัญของประเด็นเกี่ยวกับตักวาอีหม่านและอะมั้ลที่ศอลิห์
  • เมื่ออัลลอฮฺ มิทรงสร้างสรรพสิ่งทั้งหลายจากสิ่งใดทั้งหมด, หมายความว่าอำนาจของพระองค์ได้ถ่ายโอนไปสู่วัตถุปัจจัยกระนั้นหรือ?
    23706 รหัสยทฤษฎี
    ใช่แล้ว การสร้างจากสิ่งไม่มีตัวตนมีความหมายตามกล่าวมา, เนื่องจากคำว่า ไม่มีตัวตน คือไม่มีอยู่ก่อนจนกระทั่งอัลลอฮฺ ทรงสร้างสิ่งนั้นขึ้นมา รายงานฮะดีซก็กล่าวถึงประเด็นนี้ไว้เช่นกันว่า อำนาจสัมบูรณ์ของพระเจ้า มีความเป็นหนึ่งเดียวกันกับคุณลักษณะอื่นของพระองค์ ซึ่งเกินเลยอำนาจความรอบรู้ของมนุษย์ เนื่องจากสรรพสิ่งถูกสร้างทั้งหลายได้ถูกสร้างขึ้นมา จากสิ่งไม่มี ซึ่งตามความเป็นจริงแล้วสรรพสิ่งถูกสร้างทั้งหลาย เปรียบเสมือนภาพที่ถ่ายโอนอำนาจสัมบูรณ์ของพระเจ้า เราเรียกนิยามนี้ว่า “การสะท้อนภาพ”[1]ซึ่งในรายงานฮะดีซได้ใช้คำว่า “การเกิดขึ้นของคุณลักษณะ” : อัลลอฮฺ (ซบ.) ทรงเป็นพระผู้อภิบาลของเราที่มีความเป็นนิรันดร์ ความรอบรู้คือ อาตมันของพระองค์ ขณะที่ไม่มีความรอบรู้อันใด การได้ยินคืออาตมันของพระองค์ ขณะที่ไม่มีการได้ยินใดๆ การมองเห็นคือ อาตมันของพระองค์ ขณะที่ไม่มีการมองเห็นอันใด อำนาจคืออาตมันของพระองค์ ขณะที่ไม่มีอำนาจอันใด และเนื่องจากพระองค์คือ ผู้ทรงสร้างสรรพสิ่งทั้งหลาย ทำให้สิ่งเหล่านั้นมีและเป็นไป ความรู้ของพระองค์ได้ปรากฏบนสิ่งถูกรู้จักทั้งหลาย การได้ยิน ได้ปรากฏบนสิ่งที่ได้ยินทั้งหลาย การมองเห็นได้ปรากฏบนสิ่งมองเห็น และอำนาจของพระองค์ ...