การค้นหาขั้นสูง
ผู้เยี่ยมชม
12847
อัปเดตเกี่ยวกับ: 2550/09/24
คำถามอย่างย่อ
เพราะเหตุใดอัลลอฮฺ จึงไม่ตอบรับดุอาอฺขอฉัน?
คำถาม
เป็นเวลาหลายปีแล้ว ที่ฉันเฝ้าวอนขอดุอาอฺ แล้วมันอยู่ที่ไหนหรือ???เดือนรอมฎอนคือเดือนแห่งการตอบรับดุอาอฺ แต่ทำไมถึงไม่ถูกตอบรับ? อัลลอฮฺ ตรัสว่า : จงวิงวอนต่อข้าเพื่อข้าจะได้ตอบรับ นานกี่เดือนกี่ปีหรือ?
คำตอบโดยสังเขป

ดุอาอฺ คือหัวใจของอิบาดะฮฺ, ดุอาอฺคือการเชื่อมน้ำหยดหนึ่งกับทะเล และด้วยการเชื่อมต่อนั่นเองคือ การตอบรับ.ความสัมฤทธิ์ผลจากอัลลอฮฺต่างหาก ที่มนุษย์ได้มีโอกาสดุอาอฺต่อพระองค์, การตอบรับดุอาอฺนั้นมีมารยาทและเงื่อนไขอยู่ในตัว, ต้องเอาใจใส่ต่อสิ่งเหล่านั้น และต้องขจัดอุปสรรค์ที่ขวางกั้นให้หมดไป, อุปสรรคสำคัญอันเป็นเหตุให้ดุอาอฺไม่ถูกตอบรับคือ บาปกรรม,การรู้จักอัลลอฮฺก็เป็นอีกเงื่อนไขหนึ่งที่สำคัญที่สุด ที่ทำให้ดุอาอฺถูกตอบรับ

คำตอบเชิงรายละเอียด

ท่านอิมามอะลี (อ.) ได้กล่าวคำเทศนาอันเป็นสำนวนจับใจในวันศุกร์หนึ่ง ซึ่งในตอนท้ายของคำเทศนาท่านกล่าวว่า : โอ้ ประชาชนเอ๋ย มีความทุกข์อันยิ่งใหญ่อยู่ 7 ประการ ซึ่งจำเป็นต้องขอความคุ้มครองและพึ่งพิงต่ออัลลอฮฺ, ผู้รู้ที่หลงผิด, ผู้ดำรงอิบาดะฮฺที่เหนื่อยหน่าย, ผู้ล้มละลายจากทรัพย์สิน, ผู้ที่สูญสิ้นอำนาจมารมีตกต่ำยิ่งกว่าคนขอทานที่เจ็บป่วย, ซึ่งจำเป็นต้องพึ่งพาอัลลอฮฺ, เวลานั้นได้มีชายคนหนึ่งยืนขึ้นพร้อมทั้งกล่าวว่า : ท่านพูดความจริงหรือ, โอ้ อะมีรุลมุอฺมินีน ท่านคือกิบละฮฺสำหรับพวกเรา เมื่อพวกเราระหนอย่างไร้จุดหมาย ท่านคือแสงสว่างสำหรับพวกเรา เมื่อพวกเราตกอยู่ในความมืดมิด แต่พวกเราขอถามท่านเกี่ยวกับพระดำรัสของอัลลอฮฺ ที่ตรัสว่า : »จงวิงวอนต่อข้าเพื่อข้าจะได้ตอบรับเจ้า« แล้วพวกเราก็ได้วิงวอน แต่เกิดอะไรขึ้นหรือ พระองค์จึงไม่ตอบรับคำวิงวอน? ท่านอิมาม กล่าวว่า : »เป็นเพราะหัวใจของพวกเธอได้ทรยศคุณสมบัติพิเศษ 8 ประการ

หนึ่ง พวกเธอรู้จักอัลลอฮฺ, สิทธิของพระองค์คือ สิ่งที่พระองค์ทรงวาญิบแก่พวกเธอ, แต่พวกเธอมิได้ปฏิบัติตาม.ด้วยเหตุนี้ การรู้จักจึงไม่ยังประโยชน์แก่พวกเธอ

สอง พวกเธอศรัทธาต่อศาสดาของพระองค์, แต่มิได้ปฏิบัติตามแบบฉบับและแนวทางของท่าน อีกทั้งยังทำลายบทบัญญัติของท่าน. ดังนั้น ความศรัทธาของเธอจะมีประโยชน์อันใดอีกหรือ?

สาม พวกเธออ่านอัลกุรอาน, แต่มิได้นำเอาสิ่งนั้นไปปฏิบัติ, พวกเธอพูดว่า ครับผม พวกเราจะเชื่อฟังปฏิบัติตาม, แต่กลับต่อต้าน

สี่ พวกเธอกล่าวว่า พวกเรากลัวไฟนรก, แต่พวกเธอกลับเข้าใกล้ไฟนรกไปทุกขณะ เพราะบาปกรรมที่ก่อขึ้น, ดังนั้น ความเกรงกลัวของพวกเธออยู่ที่ไหนหรือ?

ห้า พวกเธอกล่าวว่าพวกเราปรารถนาสรวงสวรรค์ ขณะที่พวกเธอได้กระทำภารกิจหนึ่งอันเป็นเหตุให้ห่างไกลจากสวรรค์ไปทุกขณะ แล้วความปรารถนาของพวกเธออยู่ที่ไหนหรือ?

หก พวกเธอได้รับประโยชน์จากความโปรดปรานอันอเนกอนันต์ของพระเจ้า, แต่พวกเธอไม่เคยขอบคุณความโปรดปรานเหล่านั้น

เจ็ด พระองค์มีบัญชาแก่พวกเธอว่า จงเป็นศัตรูกับชัยฏอนมารร้าย ตรัสว่า:  »ชัยฏอนนั้นคือศัตรูตัวฉกาจของเธอ ดังนั้น จงถือว่ามารคือศัตรูของเจ้า« แต่พวกเธอกับมิได้แสดงตนเป็นศัตรู ทว่าได้เป็นมิตรกับมาร

แปด พวกเธอมองเห็นแต่ข้อบกพร่องและข้อตำหนิของคนอื่น แต่กับหลงลืมข้อตำหนิของตนเอง. ขณะที่เป็นการสมควรยิ่งที่จะประณามว่ากล่าวตนเอง แต่กับประณามตำหนิคนอื่น. พวกเธอมีคุณสมบัติเหล่านี้อยู่ในตัว แล้วดุอาอฺจะถูกตอบรับได้อย่างไร?  พวกเธอต้องเปิดประตูดุอาอฺแก่ตัวเอง มั่นวิงวอนขอต่อพระองค์ ปรับปรุงแก้ไขการงานของตนให้ถูกต้อง ทำจิตวิญญาณให้บริสุทธิ์ ส่งเสริมการทำความดีและห้ามปรามความชั่ว เพื่อว่าอัลลอฮฺจะได้ตอบรับดุอาอฺของพวกเธอ«[1]

ตามหลักคำสอนของศาสนาของเรา ดุอาอฺ คืออิบาดะฮฺหรือบางครั้งถูกแนะนำว่า เป็นหัวใจของอิบาดะฮฺด้วยซ้ำไป. ถ้าหากพิจารณาบทบัญญัติของอิสลาม เราจะพบว่าบทบัญญัติส่วนใหญ่เหล่านั้นครอบคลุมอยู่เหนือดุอาอฺทั้งหลาย. อัลลอฮฺ ทรงกล่าวเรียกร้องมนุษย์หลายต่อหลายครั้งในอัลกุรอานว่า ให้ดุอาอฺ

เช่น ตรัสว่า : »จงวิงวอนต่อข้า เพื่อข้าจะได้ตอบรับคำวิงวอนของเจ้า«[2] หรือตรัสว่า : »และเมื่อบ่าวของข้าวิงวอนต่อข้า อันที่จริงข้านี้อยู่ใกล้ ข้าจะตอบรับคำวิงวอนของผู้ที่วิงวอน ถ้าเขาวิงวอนต่อข้า ดังนั้น จงวิงวอนต่อข้า และจงมีศรัทธาต่อข้า เพื่อจะได้รับการชี้นำ«[3]

ดุอาอฺ คือการเชื่อมต่อหยดน้ำไปยังมหาสมุทร. เพียงแค่การได้สัมพันธ์โดยตัวของมันแล้วมีค่ายิ่งและเท่ากับเป็นการตอบรับจากพระองค์. เนื่องจากผู้คนส่วนใหญ่ไม่มีโอกาสแม้แต่การสายสัมพันธ์เชื่อมต่อไปยังพระองค์ เพียงแค่มนุษย์ได้รำลึกถึงพระองค์ และวิงวอนต่อพระองค์ ขอความคุ้มครองต่อพระองค์ และมอบตัวเองเข้าสู่พระองค์ เท่านี้ก็นับว่าได้รับความโปรดปรานอย่างยิ่งจากพระองค์แล้ว ดังนั้น มนุษย์ต้องถือเอาโอกาสนี้ขอบคุณต่อพระองค์ผู้บริสุทธิ์ให้มากยิ่ง อัลลอฮฺ ตรัสว่า : »จงรำลึกถึงข้า เพื่อข้าจะได้รำลึกถึงเจ้า« การรำลึกของเรามิได้ยังประโยชน์อันใดต่อพระองค์ทั้งสิ้น, ทั้งการรำลึกของเราและการระลึกของพระองค์ล้วนเป็นประโยชน์ต่อเราทั้งสิ้น.

ดุอาอฺ มีมารยาทและเงื่อนไขอันเฉพาะ ซึ่งแน่นอนว่า การเอาใจใส่ต่อสิ่งเหล่านั้น ดุอาอฺของเราจะถูกตอบรับ โอวาทของท่านอิมามอะลี (อ.) ที่กล่าวไปก่อนหน้านี้ ได้แสดงให้เห็นมารยาทและเงื่อนไขต่างๆ ของดุอาอฺไว้อย่างมากมาย. มีผู้ศรัทธากลุ่มหนึ่งได้มาหาท่านอิมามซอดิก (อ.) พร้อมกับกล่าวว่า : พวกเราได้ดุอาอฺแล้ว, แต่เป็นเพราะอะไร ดุอาอฺของพวกเราไม่ถูกตอบรับ? ท่านอิมาม (อ.) กล่าวว่า : »เนื่องจากพวกเธอได้ดุอาอฺ โดยมิได้แนะนำผู้ใดต่อพระองค์«[4]

บางครั้งเราวิงวอนขอบางสิ่งต่ออัลลอฮฺทั้งที่สิ่งนั้นเป็นอันตรายต่อตัวเอง, ประหนึ่งเด็กที่ไม่รู้ได้วอนขอบางสิ่งจากมารดา ทั้งที่สิ่งนั้นเป็นอันตรายต่อตัวเอง. ดังนั้น ถ้าหากมารดาได้ตอบสนองตามความต้องการของบุตร เท่ากับได้อธรรมต่อเขา ในเวลานั้น เป็นไปได้ที่บุตรอาจจะไม่พอใจมารดา หรือโกรธ, แต่นั่นก็เป็นประโยชน์กับตัวเอง.ท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) กล่าวว่า : »โอ้ ปวงบ่าวของอัลลอฮฺเอ๋ย พวกเธอเปรียบเสมือนคนป่วย และอัลลอฮฺคือแพทย์ผู้รักษา, การเยียวยารักษาอาการป่วยคือ สิ่งที่อยู่ในดุลพินิจของแพทย์ ซึ่งแพทย์รู้และจะพิจารณา มิใช่สิ่งที่คนไข้ต้องการ พึงสังวรไว้เถิด จงมอบหมายการงานต่อพระองค์ เพื่อว่าสิ่งนั้นจะได้ถูกต้อง[5]«

บางครั้งเรามองเห็นประโยชน์ของเราเพียงด้านเดียว โดยลืมคิดไปว่าการตอบรับดุอาอฺของเรา อาจเป็นอันตรายต่อคนอื่นก็ได้. ดุอาอฺของเราอาจถูกตอบรับนานแล้ว,แต่เราอาจไม่รู้ตัว. หรือบางครั้งเราอาจรีบร้อนในการตอบรับ เพียงแค่ดุอาอฺจบลง เราก็ต้องการให้ดุอาอฺถูกตอบรับโดยทันที. รายงานกล่าวว่า ดุอาอฺของมูซาและฮารูน (อ.) เกี่ยวกับฟาโรห์นั้น นานถึง 40 ปี จึงถูกตอบรับ.[6]

บางครั้งการไม่ตอบรับดุอาอฺคือ ความกรุณาอย่างหนึ่งจากพระเจ้า เพื่อจะได้รับเตาฟีกในการสนทนากับอัลลอฮฺ นานยิ่งขึ้น, ท่านอิมามริฎอ (อ.) กล่าวว่า : »ดังที่พระเจ้าทรงล่าช้าในการตอบรับดุอาอฺของมุอฺมิน,เนื่องจากพระองค์ปรารถนาที่จะรับฟังคำวิงวอนของปวงบ่าวให้มากยิ่งขึ้น แต่ดุอาอฺของพวกกลับกลอกพระองค์จะทรงตอบรับโดยเร็ว, เนื่องจากพระองค์ไม่ทรงปรารถนาที่จะได้ยินเสียงของพวกเขา«[7]

ถ้าหากเราพิจารณาสักนิด เราจะเข้าใจว่าอัลลอฮฺ ทรงประทับอยู่ทั่วทั้งจักรวาล พระองค์ทรงมองเห็นทุกสรรพสิ่งในจักรวาล, ดังนั้น จงอย่าปล่อยให้การต้อนรับของเจ้าของบ้าน ทำให้เราถูกกีดกันออกจากเจ้าของบ้าน »เนื่องจากมี 100 ย่อมมี 99 อยู่ในมือแล้ว« ดังนั้น เมื่อเรามีอัลลอฮฺ อยู่ในใจเท่ากับเราได้รับทุกสิ่งแล้ว.

ฉะนั้น ถ้าหากเราคิดไปเองว่า อัลลอฮฺ ไม่ทรงตอบรับดุอาอฺของเรา, เราต้องไม่สิ้นหวัง เราต้องไม่หมดหวังในความเมตตาของพระองค์ เพราะการหมดหวังในความเมตตาของอัลลอฮฺ ถือเป็นบาปอันใหญ่หลวงยิ่ง อัลลอฮฺ ตรัสว่า : »โอ้ ปวงบ่าวของข้าผู้ละเมิดต่อตนเอง อย่าได้หมดหวังต่อพระเมตตาของอัลลอฮฺ แท้จริง อัลลอฮฺ ทรงอภัยความผิดทั้งหลายทั้งมวล พระองค์คือพระผู้ทรงอภัยผู้ทรงปรานีเสมอ«[8]

อุปสรรคสำคัญที่สุดที่ขวางกั้นการตอบรับ ดุอาอฺ คือบาปกรรมต่างๆ ท่านอิมามอะลี (อ.) กล่าวต่ออัลลอฮฺ ในดุอาอฺ โกเมลว่า : โอ้ พระผู้อภิบาลของข้าฯ โปรดอภัยในความผิดบาปที่กีดขวางการตอบรับดุอาอฺ. ช่างไร้มารยาทและไร้ความอายสิ้นดี ถ้าหากเราฝ่าฝืนคำสั่งของพระองค์ แล้วปรารถนาบางสิ่งจากพระองค์ อีกทั้งยังคาดหวังว่าพระองค์จะเปิดพระทัยกว้างตอบรับคำวิงวอนและความปรารถนาของเรา.

บาปกรรมคือ ตัวการที่จะทำให้ความศรัทธาที่มีต่ออัลลอฮฺ และเราะซูลของพระองค์ลดน้อยลง และกลายเป็นสาเหตุสำคัญทำให้มนุษย์ลืมหรือปฏิเสธอัลลอฮฺและสัญลักษณ์ต่างๆ ของพระองค์ อัลกุรอานกล่าวว่า : »แล้วบั้นปลายของบรรดาผู้กระทำความชั่วเลวร้ายยิ่งคือ การปฏิเสธสัญญาณทั้งหลายของอัลลอฮฺ และพวกเขาได้เย้ยหยัน«[9] ในทางกลับกัน, อิบาดะฮฺคือ สื่อนำมาซึ่งความเชื่อมั่น »จงเคารพภักดีพระผู้อภิบาลของเจ้า จนกระทั่งความเชื่อมั่นจะมาถึงสูเจ้า«[10]

ดุอาอฺ คือการเปิดเผยความต้องการของปวงบ่าวต่ออัลลอฮฺ ใช่มิต้องสงสัยว่าพระองค์คือผู้ทรงเมตตา, แต่ขณะเดียวกันพระองค์ทรงปรีชาญาณยิ่ง และทั้งความเมตตาและความการุณย์จะไม่เกินเลยวิทยปัญญาของพระองค์ อัลลอฮฺ มิทรงตระหนี่ถี่เหนียว ดังนั้น พระองค์จะทรงตอบรับคำวิงวอนของปวงบ่าวบนวิทยปัญญาของพระองค์ มิใช่บนความปรารถนาของปวงบ่าว

อัลลอฮฺ ตรัสว่า : »และหากอัลลอฮฺทรงตอบรับตามความปรารถนาของมนุษย์ ชั้นฟ้าทั้งหลาย และแผ่นดินและสิ่งที่อยู่ในนั้นต้องเสียหายอย่างแน่นอน«[11]

อัลลอฮฺ ตรัสว่า : »นโอ้ ปวงบ่าวของข้า จงเชื่อฟังปฏิบัติตามบัญชาของข้าเถิด แต่จงอย่าบอกข้าว่า สิ่งใดดีสำหรับเจ้า ข้ารู้ดีกว่าเจ้า และข้ามิได้ตระหนี่ถี่เหนียวในการประทานสิ่งสมควรยิ่งแก่เจ้า«[12] มนุษย์พึงปฏิบัติหน้าที่ของตน เนื่องจากอัลลอฮฺ ทรงทราบดีว่าสมควรกระทำสิ่งใด

»พึงปล่อยทุกสิ่งไป คำพูดของมิตรย่อมไพเราะยิ่งกว่า« อัลลอฮฺ ตรัสว่า  : » แท้จริงบรรดาผู้กล่าวว่า อัลลอฮฺ คือพระผู้อภิบาลของพวกเรา แล้วพวกเขาได้ยืนหยัดตามคำกล่าวนั้น มลากิกะฮฺจะลงมาหาพวกเขา จงอย่ากลัวและอย่าเศร้าสลดใจ แต่จงรับข่าวดีนั่นคือ สรวงสวรรค์ ที่ถูกสัญญาไว้แก่สูเจ้า«[13]

ศึกษาเพิ่มเติมได้จากหัวข้อต่อไปนี้ :

เงื่อนไขการตอบรับดุอาอฺอย่างแน่นอน, คำถามที่ 983 (ไซต์)

การตอบรับดุอาอฺต่างๆ โดยเร็ว, คำถามที่ 14940 (th14733 )(ไซต์)

 


[1] มุสตัดร็อก อัลวะซาอิล, เล่ม 5, หน้า 269.

[2] อัลกุรอาน บทฆอฟิร, 60.

[3] อัลกุรอาน บทบะเกาะเราะฮฺ, 186

[4] มุสตัดร็อก อัลวะซาอิล, เล่ม 5, หน้า 191.

[5] อ้างแล้วเล่มเดิม, หน้า 153

[6] มุสตัดร็อก อัลวะซาอิล, เล่ม 5, หน้า 192.

[7] อ้างแล้วเล่มเดิม, หน้า 194.

[8] อัลกุรอาน บทอัซซุมัร, 53.

[9] อัลกุรอาน บทอัรโรม, 10.

[10] อัลกุรอาน บทฮิจญฺร์, 99.

[11] อัลกุรอาน บทมุอฺมินูน, 71.

[12] เอรชาด อัลกุลูบ, เล่ม 1, หน้า 152

[13] อัลกุรอาน บทฟุซซิลัต, 30.

 

แปลคำถามภาษาต่างๆ
ความเห็น
จำนวนความเห็น 0
กรุณาป้อนค่า
ตัวอย่าง : Yourname@YourDomane.ext
กรุณาป้อนค่า
<< ลากฉัน
กรุณากรอกจำนวนที่ถูกต้องของ รหัสรักษาความปลอดภัย

หมวดหมู่

คำถามสุ่ม

  • มีหลักฐานอะไรที่จะบ่งบอกว่าชิมร์ได้บั่นศีรษะท่านอิมามฮุเซน (อ.) จากด้านหลังบ้าง?
    3736 تاريخ بزرگان
    มีการกล่าวถึงประเด็นดังกล่าวไว้ในหลายๆเหตุการณ์ด้วยกันอาทิเช่น1.           ท่านหญิงซัยนับ (อ.) กล่าวว่า ".... یا محمداه بناتک سبایا و ذریتک مقتلة تسفی علیهم ریح الصبا و هذا حسین مجزوز الرأس من القفا .." (...โอ้ท่านตาขณะนี้หลานสาวของท่านล้วนถูกจับเป็นเชลย,บุตรหลานของท่านถูกเข่นฆ่า, สายลมพัดผ่านเรือนร่างของพวกเขา, และนี่คือฮูเซน (อ.) ที่ถูกบั่นศีรษะจากด้านหลัง...)  
  • อยากทราบว่ามีหลักเกณฑ์ใดในการกำหนดวัยบาลิกของเด็กสาวและเด็กหนุ่ม?
    8455 สิทธิและกฎหมาย
    อิสลามได้กำหนดอายุบาลิกไว้เมื่อถึงวัยของการบรรลุนิติภาวะ กล่าวคือเมื่อบุคคลมีคุณลักษณะของการบรรลุนิติภาวะปรากฏขึ้น (ขั้นต่ำของลักษณะเหล่านี้คือการหลั่งอสุจิสำหรับเด็กหนุ่ม และประจำเดือนสำหรับเด็กสาว) ดังนั้น ถือว่าบุคคลดังกล่าวได้ถึงวัยแห่งบาลิกแล้ว แต่ทว่าในศาสนาอิสลาม นอกจากคุณลักษณะเหล่านี้แล้ว ได้กำหนดบรรทัดฐานในด้านของอายุในการบาลิกให้กับเด็กหญิงและเด็กหนุ่มไว้ด้วย ดังนั้น หากเด็กหญิงหรือเด็กหนุ่มยังไม่มีลักษณะโดยธรรมชาติ แต่ถึงอายุที่ศาสนาได้กำหนดไว้สำหรับการบาลิกของเขาแล้ว เขาจะต้องปฏิบัติตามหน้าที่ของตน เฉกเช่นผู้บาลิกคนอื่น ๆ ดังนั้น ไม่ใช่ว่าชาวซุนนีจะถือว่าเด็กสาวถึงวัยบรรลุนิติภาวะตามหลักเกณฑ์ธรรมชาติ แต่ชีอะฮ์นับจาก 9 ปีแต่อย่างใด แต่ทว่าหากเด็กสาวมีรอบเดือนหรือตั้งครรภ์แล้ว ทุกมัซฮับถือว่าเธอบรรลุนิติภาวะแล้ว ถึงแม้ว่าเธอจะยังไม่ถึงวัยที่ฝ่ายอะฮ์ลิสซุนนะฮ์ได้กำหนดไว้สำหรับการบรรลุนิติภาวะก็ตามa ...
  • ท่านสุลัยมาน (อ.) หลังจากได้สูญเสียบุตรชายไป จึงได้วอนขออำนาจการปกครอง แต่ท่านอิมามฮุซัยนฺ (อ.) กล่าว่า โอ้ อะลีหลังจากเจ้าแล้วโลกจะพบกับความหายนะ?
    7182 ข้อมูลน่ารู้
    เหตุการณ์แห่งกัรบะลาอฺ เราได้เห็นท่านอิมามฮุซัยนฺ (อ.) คือแบบอย่างของความอดทน และการยืนหยัด ขณะที่ท่านมีความประเสริฐและฐานันดรที่สูงส่ง เมื่อเทียบกับบรรดาศาสดาทั้งหลาย (อ.) หรือแม้แต่ศาสดาที่เป็นเจ้าบทบัญญัติก็ตาม แต่ท่านได้กล่าวขณะท่านอิมามอะลี (อ.) ชะฮาดัตว่า “โอ้ อะลีเอ๋ย หลังจากเจ้าแล้วโลกจะพบกับหายนะ” ถ้าพิจารณาตามอัลกุรอาน โองการที่กล่าวถึงสอนให้รู้ว่า ทั้งคำพูดและความประพฤติของท่านศาสดาสุลัยมาน (อ.) เป็นความประเสริฐหนึ่ง ดังนั้น เรามีคำอธิบายอย่างไรกับคำกล่าวอย่างสิ้นหวังของท่านอิมามฮุซัยนฺ (อ.) กรุณาหักล้างคำพูดดังกล่าวด้วยเหตุผลเชิงสติปัญญา แม้ว่าคำพูดของท่านศาสดาสุลัยมาน (อ.) จะชี้ให้เห็นถึง ฐานะภาพความยิ่งใหญ่ของท่านก็ตาม และความโปรดปรานอันอเนกอนันต์จากอัลลอฮฺ ซึ่งเมือเทียบกับสามัญชนทั่วไปแล้ว ดีกว่ามากยิ่งนัก แต่เมื่อเทียบกับฐานะภาพเฉพาะของท่านอิมามฮุซัยนฺ (อ.) ไม่อาจเทียบเทียมกันได้ เนื่องจากโองการเหล่านี้ หนึ่ง,แสดงให้เห็นว่าท่านศาสดาสุลัยมาน ในชั่วขณะหนึ่งเกิดความลังเล แต่มิได้ละทิ้งสิ่งที่ดีกว่า และการที่ท่านได้สูญเสียบุตรชายไปนั้น ถือว่าเป็นหนึ่งในชะตากรรม สอง, บุตรชายที่ท่านได้สูญเสียไปนั้นเป็นเด็กที่ไม่สมบูรณ์ และคลอดเร็วเกินกว่ากำหนด ดังนั้น โดยปรกติการสูญเสียบุตรลักษณะนี้ จะไม่เป็นสาเหตุทำให้ผู้เป็นบิดามารดาต้องเสียใจหรือระทมทุกข์อย่างหนัก แต่ท่านอิมามฮุซัยนฺ ...
  • ข้อความละอ์นัตในซิยารัตอาชูรอครอบคลุมถึงบุตรชายยะซีดด้วยซึ่งเป็นคนดี แล้วจะถือว่าซิยารัตนี้น่าเชื่อถือได้อย่างไร?
    4449 ดิรอยะตุลฮะดีซ
    ในซิยารัตอาชูรอมีการละอ์นัตกลุ่มบนีอุมัยยะฮ์ซึ่งรวมถึงบุตรชายยะซีดด้วยในขณะที่นักประวัติศาสตร์เชื่อว่าบุตรชายของยะซีดและสมาชิกบนีอุมัยยะฮ์บางคนเป็นคนดีเนื่องจากเคยทำประโยชน์บางประการซึ่งย่อมไม่สมควรจะถูกละอ์นัตเพื่อชี้แจงข้อสงสัยดังกล่าวควรทราบว่าบนีอุมัยยะฮ์ในที่นี้หมายความเฉพาะผู้ที่มีความคิดเห็นสอดคล้องกันกับพวกเขาอันหมายถึงผู้กระทำผิดผู้วางเฉยผู้ปีติยินดี ... ฯลฯต่อการแย่งชิงสิทธิอันชอบธรรมของบรรดาอิมาม(อ.) ตลอดจนการสังหารท่านเหล่านั้นและสาวกหากคำนึงถึงประโยคก่อนและหลังท่อนดังกล่าวในซิยารัตอาชูรอก็จะเข้าใจจุดประสงค์ดังกล่าวได้ไม่ยากเนื่องจากบรรยากาศของซิยารัตบทนี้เต็มไปด้วยละอ์นัตและการสาปแช่งกลุ่มบุคคลที่ยึดครองตำแหน่งคิลาฟะฮ์และพยายามจะดับรัศมีของอัลลอฮ์โดยทำทุกวิถีทางเพื่อต่อกรกับอะฮ์ลุลบัยต์รวมไปถึงกลุ่มบุคคลที่ให้การสนับสนุนและพึงพอใจในพฤติกรรมของกลุ่มแรก ฉะนั้นในทางวิชาอุศู้ลแล้วเราถือว่าการยกเว้นบุคคลที่ดีออกจากนัยยะของคำว่าบนีอุมัยยะฮ์นั้นเป็นการยกเว้นประเภท “ตะค็อศศุศ” มิไช่ “ตัคศี้ศ” หมายความว่าคำว่าบนีอุมัยยะฮ์ไม่ครอบคลุมถึงบุคคลเหล่านี้ตั้งแต่แรกแล้วจึงไม่จำเป็นต้องยกเว้นเป็นกรณีพิเศษ ...
  • เกี่ยวกับวิลายะฮฺที่มีเหนือมุอฺมิน ซึ่งอยู่ในอำนาจของอะอิมมะฮฺ, ท่านมีทัศนะอย่างไร?
    3635 دانش، مقام و توانایی های معصومان
    คำตอบของท่านอายะตุลลอฮฺ มะฮฺดี ฮาดะวี เตหะรานนี (ขออัลลอฮฺทรงคุ้มครอง) มีรายละเอียดดังนี้ :บรรดาอิมามมะอฺซูม (อ.) มีวิลายะฮฺทั้งวิลายะฮฺตักวีนีและตัชรีอียฺเหนือบรรดาผู้ศรัทธาทั้งหลาย แต่การปฏิบัติวิลายะฮฺขึ้นอยู่กับความเหมาะสม ...
  • เราสามารถกล่าวคุฏบะฮ์นมาซวันศุกร์ก่อนเวลาอะซานหรือไม่? หรือจำเป็นหรือไม่ที่จะกล่าวอะซานระหว่างสองคุฏบะฮ์
    3326 สิทธิและกฎหมาย
    คำถามของคุณไม่ชัดเจนนัก ทำให้สามารถแบ่งคำถามนี้ได้เป็น 2 คำถาม แต่คาดว่าคำถามของคุณน่าจะหมายถึงข้อที่หนึ่งดังต่อไปนี้1. จำเป็นหรือไม่ที่จะต้องกล่าวหนึ่งในสองของคุฏบะฮ์นมาซวันศุกร์ก่อนถึงเวลาอะซาน(เวลาที่ตะวันเริ่มคล้อยลง) หรือสามารถกล่าวคุฏบะฮ์ทั้งสองก่อนหรือหลังอะซานก็ได้?
  • เหตุใดจึงห้ามกล่าวอามีนในนมาซ?
    8227 สิทธิและกฎหมาย
    มีฮะดีษจากอะฮ์ลุลบัยต์ระบุว่าการกล่าวอามีนในนมาซไม่เป็นที่อนุมัติ และจะทำให้นมาซบาฏิล โดยหลักการแล้ว ไม่จำเป็นต้องพิสูจน์ถึงการไม่เป็นที่อนุมัติ ทั้งนี้ก็เพราะการนมาซเป็นอิบาดะฮ์ประเภทหนึ่ง ซึ่งย่อมไม่สามารถจะเพิ่มเติมได้ตามใจชอบ ฉะนั้น หากไม่สามารถจะพิสูจน์การเป็นที่อนุมัติของส่วนใดในนมาซด้วยหลักฐานทางศาสนา ก็ย่อมแสดงว่าพฤติกรรมนั้นๆไม่เป็นที่อนุมัติ เพราะหลักเบื้องต้นในการนมาซก็คือ ไม่สามารถจะเพิ่มเติมใดๆได้ หลักการสงวนท่าที(อิห์ติยาฏ)ก็หนุนให้งดเว้นการเพิ่มเติมเช่นนี้ เนื่องจากเมื่อเอ่ยอามีนออกไป ผู้เอ่ยย่อมไม่แน่ใจว่านมาซจะยังถูกต้องอยู่หรือไม่ ต่างจากกรณีที่มิได้กล่าวอามีน ...
  • ท่านอิมามฮุเซน(อ.)มีบุตรสาวชื่อรุก็อยยะฮ์หรือสะกีนะฮ์ไช่หรือไม่ ที่เสียชีวิตที่ดามัสกัสขณะอายุได้สามหรือสี่ขวบ?
    4561 تاريخ بزرگان
    แม้ว่านักประวัติศาสตร์จะมิได้กล่าวถึงบุตรสาวตัวน้อยของอิมามฮุเซน(อ.) ที่มีนามว่ารุก็อยยะฮ์หรือฟาฏิมะฮ์ศุฆรอฯลฯแต่ตำราบางเล่มก็สาธยายเรื่องราวอันน่าเวทนาของเด็กหญิงคนนี้ณซากปรักหักพังในแคว้นชามเราพบว่ามีเบาะแสเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวปรากฏในตำราประวัติศาสตร์บางเล่มอาทิเช่นก. เมื่อท่านหญิงซัยนับ(ส.) ได้เห็นศีรษะของอิมามฮุเซน(อ.) ผู้เป็นพี่ชายนางได้รำพึงรำพันบทกวีที่มีเนื้อหาว่า “โอ้พี่จ๋าโปรดคุยกับฟาฏิมะฮ์น้อยสักนิดเถิดเพราะหัวใจนางกำลังจะสูญสลาย”
  • ชาวอะฮ์ลิสซุนนะฮ์มีทัศนะอย่างไรเกี่ยวกับท่านบิล้าล?
    3899 تاريخ بزرگان
    หนังสืออ้างอิงทางประวัติศาสตร์ของชาวอะฮ์ลิสซุนนะฮ์กล่าวถึงท่านบิล้าลผู้เป็นอัครสาวกว่าท่านได้รับการไถ่ตัวโดยท่านอบูบักร์ท่านเป็นผู้ศรัทธาที่อดทนต่อการทรมานโดยกาเฟรมุชริกีนและเป็นนักอะซานประจำของท่านนบี(ซ.ล.) อีกทั้งยังเป็นนักต่อสู้เพื่ออิสลามในสมรภูมิต่างๆเคียงข้างท่านนบี(ซ.ล.) ทว่าหลังจากที่นบีละสังขารท่านก็จากเมืองมะดีนะฮ์มุ่งสู่แคว้นชามและเสียชีวิตณที่นั่น ...
  • ท่านอิมามมะฮฺดียฺ (อ.) จะนำศาสนาใหม่และคัมภีร์ที่นอกเหนือจากอัลกุรอานลงมาหรือไม่?
    3745 เทววิทยาดั้งเดิม
    คำถามนี้ไม่มีคำตอบแบบสั้น ปรดเลือกปุ่มคำตอบที่สมบูรณ์ ...

เนื้อหาที่มีผู้อ่านมากที่สุด

  • อะไรคือหน้าที่ๆภรรยาพึงปฏิบัติต่อสามีบ้าง?
    51905 สิทธิและกฎหมาย
    ความมั่นคงของชีวิตคู่ขึ้นอยู่กับความรักความผูกพัน ความเข้าใจ การให้เกียรติและเคารพสิทธิของกันและกัน และเพื่อที่สถาบันครอบครัวจะยังคงมั่นคงเป็นปึกแผ่น อิสลามจึงได้ระบุถึงสิทธิของทั้งภรรยาและสามี ขณะเดียวกันก็ได้กำหนดหน้าที่สำหรับทั้งสองฝ่ายไว้ด้วย เนื่องจากเมื่ออัลลอฮ์ประทานสิทธิ ก็มักจะกำหนดหน้าที่กำกับไว้ด้วยเสมอ ข้อเขียนนี้จะนำเสนอหน้าที่ทางศาสนาบางส่วนที่ภรรยาพึงปฏิบัติต่อสามีดังต่อไปนี้:1. ...
  • ดุอาใดบ้างที่ทำให้ได้รับพรเร็วที่สุด?
    49658 จริยธรรมปฏิบัติ
    มีดุอาที่รายงานจากอิมาม(อ.)หลายบทที่กล่าวขานกันว่าเห็นผลตอบรับอย่างรวดเร็ว แต่เนื่องจากไม่สามารถนำเสนอเนื้อหาดุอาทั้งหมด ณ ที่นี้ได้ จึงขอกล่าวเพียงชื่อดุอาที่มีความสำคัญเป็นพิเศษดังต่อไปนี้1. ดุอาตะวัซซุ้ล2. ดุอาฟะร็อจ
  • กรุณานำเสนอบทดุอาเพื่อให้ได้พบคู่ครองที่เหมาะสมและเปี่ยมด้วยตักวา
    36516 จริยธรรมปฏิบัติ
    ทุกสิ่งทุกอย่างย่อมมีปัจจัยและเงื่อนไขจำเพาะตามที่พระเจ้าทรงกำหนดหากเราประสงค์สิ่งใดย่อมต้องเริ่มจากการตระเตรียมปัจจัยและเงื่อนไขเสียก่อนปัจจัยของการแต่งงานคือการเสาะหาและศึกษาอย่างละเอียดทว่าเพื่อความสัมฤทธิ์ผลในการดังกล่าวจำเป็นต้องขอความช่วยเหลือจากอัลลอฮ์เพื่อทรงชี้นำการตัดสินใจและความพยายามของเราให้บรรลุดังใจหมาย.การอ่านบทดุอาต่างๆที่รายงานจากบรรดาอิมาม(อ)ต้องควบคู่กับความพยายามศึกษาและเสาะหาคู่ครองอย่างถี่ถ้วน. หนึ่งในดุอาที่เกี่ยวกับเรื่องนี้โดยเฉพาะก็คือรายงานที่ตกทอดมาจากท่านอลี(อ)ดังต่อไปนี้: “ผู้ใดประสงค์จะมีคู่ครอง
  • ครูบาอาจารย์และลูกศิษย์(นักเรียนนักศึกษา)มีหน้าที่ต่อกันอย่างไร?
    33730 จริยธรรมปฏิบัติ
    ผู้สอนและผู้เรียนมีหน้าที่ต่อกันหลายประการด้วยกันซึ่งสามารถจำแนกออกเป็นสองส่วนก. หน้าที่ที่ผู้สอนมีต่อผู้เรียนอันประกอบด้วยหน้าที่ทางจริยธรรมการอบรมและวิชาการ ข. หน้าที่ที่ผู้เรียนมีต่อผู้สอนอาทิเช่นการให้เกียรติครูบาอาจารย์ยกย่องวิทยฐานะของท่านนอบน้อมถ่อมตน ...ฯลฯ ...
  • ด้วยเหตุผลอันใดที่ต้องกล่าว อะอูซุบิลลาฮิ มินัชชัยฏอน นิรเราะญีม ก่อน บิซมิลลาฮิรเราะฮฺมานนิรเราะฮีม?
    29523 วิทยาการกุรอาน
    หนึ่งในมารยาทของการอ่านอัลกุรอาน ซึ่งมีกล่าวไว้ในอัลกุรอาน และรายงานฮะดีซคือ การกล่าว อะอูซุบิลลาฮิ มินัชชัยฏอน นิรเราะญีม ก่อนที่จะเริ่มอ่านอัลกุรอาน หรือแม้แต่ให้กล่าวก่อนที่จะกล่าว บิซมิลลาฮิรเราะฮฺมานนิรเราะฮีม เสียด้วยซ้ำไป ด้วยเหตุผลที่ว่า บิซมิลลาฮิรเราะฮฺมานนิรเราะฮีม นั้นเป็นส่วนหนึ่งของอัลกุรอาน อย่างไรก็ตามการขอความคุ้มครองจากอัลลอฮฺ มิใช่แค่เป็นเพียงคำพูดเท่านั้น ทว่าสิ่งนี้จะต้องฝังลึกอยู่ภายในจิตวิญญาณของเรา ซึ่งต้องสำนึกสิ่งนี้อยู่เสมอตลอดการอ่านอัลกุรอาน ...
  • ก่อนการสร้างนบีอาดัม(อ) เคยมีการแต่งตั้งญินให้เป็นศาสนทูตสำหรับฝ่ายญินหรือไม่?
    28412 เทววิทยาดั้งเดิม
    อัลกุรอานยืนยันการมีอยู่ของเหล่าญินรวมทั้งได้อธิบายคุณลักษณะบางประการไว้ถึงแม้ว่าข้อมูลของเราเกี่ยวกับโลกของญินจะค่อนข้างจำกัดแต่เราสามารถพิสูจน์ว่าเหล่าญินเคยมีศาสนทูตที่เป็นญินก่อนการสร้างนบีอาดัมโดยอาศัยเหตุผลต่อไปนี้:1. เหล่าญินล้วนมีหน้าที่ทางศาสนาเฉกเช่นมนุษย์เราแน่นอนว่าหน้าที่ทางศาสนาย่อมเป็นผลต่อเนื่องจากการสั่งสอนศาสนาด้วยเหตุนี้จึงมั่นใจได้ว่าอัลลอฮ์ทรงเคยแต่งตั้งศาสนทูตสำหรับกลุ่มชนญินเพื่อการนี้2. เหล่าญินล้วนต้องเข้าสู่กระบวนการพิพากษาในวันกิยามะฮ์เฉกเช่นมนุษย์เราซึ่งโดยทั่วไปแล้วก่อนกระบวนการพิพากษาทุกกรณีจะต้องมีการชี้แจงข้อกฏหมายจนหมดข้อสงสัยเสียก่อนและการชี้แจงให้หมดข้อสงสัยคือหน้าที่ของบรรดาศาสนทูตนั่นเอง
  • เนื่องจากอัลลอฮฺทรงรอบรู้เหนือโลกและจักรวาล ฉะนั้น วัตถุประสงค์การทดสอบของอัลลอฮฺคืออะไร?
    23941 เทววิทยาดั้งเดิม
    ดังที่ปรากฏในคำถามว่าการทดสอบของอัลลอฮฺไม่ได้เพื่อการค้นหาสิ่งที่ยังไม่รู้เนื่องจากอัลลอฮฺ (ซบ.) ทรงปรีชาญาณเหนือทุกสรรพสิ่งแต่อัลกุรอานหลายโองการและรายงานที่ตกมาถึงมือเรากล่าวว่าการทดสอบเป็นแบบฉบับหนึ่งและเป็นกฎเกณฑ์ของพระเจ้าที่วางอยู่บนแบบฉบับอื่นๆอันได้แก่การอบบรมสั่งสอนการชี้นำโดยรวมของพระเจ้าอัลลอฮฺ
  • ปีศาจ (ซาตาน) มาจากหมู่มะลาอิกะฮฺหรือญิน ?
    22611 การตีความ (ตัฟซีร)
    เกี่ยวกับคำถามที่ว่าชัยฎอนเป็นมะลาอิกะฮฺหรือญินมีมุมมองและทัศนะแตกต่างกันแหล่งที่มาของความขัดแย้งนี้เกิดจากเรื่องราวการสร้างนบีอาดัม (อ.) เนื่องจากเป็นคำสั่งของพระเจ้ามวลมะลาอิกะฮ์ทั้งหลายจึงได้กราบสุญูดอาดัมแต่ซาตานไม่ได้ก้มกราบบางคนกล่าวว่าชัยฎอน (อิบลิส) เป็นมะลาอิกะฮฺ, โดยอ้างเหตุผลว่าเนื่องจากโองการอัลกุรอานกล่าวละเว้น, อิบลิสไว้ในหมู่ของมะลาอิกะฮฺ (มะลาอิกะฮ์ทั้งหมดลดลงกราบยกเว้นอิบลิส) ดังนั้นอิบลิส
  • อายะฮ์ إِذا مَا اتَّقَوْا وَ آمَنُوا وَ عَمِلُوا الصَّالِحاتِ ثُمَّ اتَّقَوْا وَ آمَنُوا ثُمَّ اتَّقَوْا وَ أَحْسَنُوا وَ اللَّهُ یُحِبُّ الْمُحْسِنین การกล่าวซ้ำดังกล่าวมีจุดประสงค์ใด?
    21984 การตีความ (ตัฟซีร)
    ในแวดวงวิชาการมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องการย้ำคำว่าตักวาในโองการข้างต้นบ้างเชื่อว่ามีจุดประสงค์เพื่อให้เล็งเห็นความสำคัญของประเด็นเกี่ยวกับตักวาอีหม่านและอะมั้ลที่ศอลิห์
  • เมื่ออัลลอฮฺ มิทรงสร้างสรรพสิ่งทั้งหลายจากสิ่งใดทั้งหมด, หมายความว่าอำนาจของพระองค์ได้ถ่ายโอนไปสู่วัตถุปัจจัยกระนั้นหรือ?
    21236 รหัสยทฤษฎี
    ใช่แล้ว การสร้างจากสิ่งไม่มีตัวตนมีความหมายตามกล่าวมา, เนื่องจากคำว่า ไม่มีตัวตน คือไม่มีอยู่ก่อนจนกระทั่งอัลลอฮฺ ทรงสร้างสิ่งนั้นขึ้นมา รายงานฮะดีซก็กล่าวถึงประเด็นนี้ไว้เช่นกันว่า อำนาจสัมบูรณ์ของพระเจ้า มีความเป็นหนึ่งเดียวกันกับคุณลักษณะอื่นของพระองค์ ซึ่งเกินเลยอำนาจความรอบรู้ของมนุษย์ เนื่องจากสรรพสิ่งถูกสร้างทั้งหลายได้ถูกสร้างขึ้นมา จากสิ่งไม่มี ซึ่งตามความเป็นจริงแล้วสรรพสิ่งถูกสร้างทั้งหลาย เปรียบเสมือนภาพที่ถ่ายโอนอำนาจสัมบูรณ์ของพระเจ้า เราเรียกนิยามนี้ว่า “การสะท้อนภาพ”[1]ซึ่งในรายงานฮะดีซได้ใช้คำว่า “การเกิดขึ้นของคุณลักษณะ” : อัลลอฮฺ (ซบ.) ทรงเป็นพระผู้อภิบาลของเราที่มีความเป็นนิรันดร์ ความรอบรู้คือ อาตมันของพระองค์ ขณะที่ไม่มีความรอบรู้อันใด การได้ยินคืออาตมันของพระองค์ ขณะที่ไม่มีการได้ยินใดๆ การมองเห็นคือ อาตมันของพระองค์ ขณะที่ไม่มีการมองเห็นอันใด อำนาจคืออาตมันของพระองค์ ขณะที่ไม่มีอำนาจอันใด และเนื่องจากพระองค์คือ ผู้ทรงสร้างสรรพสิ่งทั้งหลาย ทำให้สิ่งเหล่านั้นมีและเป็นไป ความรู้ของพระองค์ได้ปรากฏบนสิ่งถูกรู้จักทั้งหลาย การได้ยิน ได้ปรากฏบนสิ่งที่ได้ยินทั้งหลาย การมองเห็นได้ปรากฏบนสิ่งมองเห็น และอำนาจของพระองค์ ...