การค้นหาขั้นสูง
ผู้เยี่ยมชม
3716
อัปเดตเกี่ยวกับ: 2554/11/09
 
รหัสในเว็บไซต์ fa1389 รหัสสำเนา 18258
คำถามอย่างย่อ
หนังสือดุอามีความน่าเชื่อถือเพียงพอหรือไม่?
คำถาม
หนังสือดุอาเช่น มิศบาฮุซซาอิร, บะละดุ้ลอะมีน, มิศบาฮ์ กัฟอะมีน, อิกบาล, มะซ้าร กะบี้ร ตลอดจนตำรับตำราที่อัลลามะฮ์มัจลิซีอ้างถึงในหนังสือมะซ้ารนั้น เชื่อถือได้เพียงใด และปฏิบัติตามได้หรือไม่?
คำตอบโดยสังเขป

มีสามประเด็นที่ควรพิจารณา
1. ตำราที่ยกมาทั้งหมด ล้วนเป็นที่ไว้วางใจของผู้ประพันธ์ทั้งสิ้น ดังจะทราบได้จากอารัมภบทของหนังสือ"มะซ้าร กะบี้ร"และ"บะละดุ้ล อะมีน"
อัลลามะฮ์มัจลิซีเองก็ให้การยอมรับตำราเหล่านี้ และกล่าวถึงผู้ประพันธ์อย่างให้เกียรติ
2. แนวปฏิบัติของบรรดาฟุก่อฮาอ์(ปราชญ์ทางนิติศาสตร์อิสลาม)คือการพิสูจน์ความถูกต้องของสายรายงานฮะดีษเสียก่อน แล้วจึงปฏิบัติตาม
3. ฟุก่อฮาอ์เหล่านี้อ้างอิงกลุ่มฮะดีษที่เรียกกันว่า "มัน บะลัฆ" ทำให้สามารถวินิจฉัยเกี่ยวกับตำราดุอาว่า สามารถปฏิบัติตามฮะดีษเหล่านี้ได้ โดยหวังจะได้รับมรรคผลตามที่ระบุไว้ ซึ่งหากมองกุศโลบายดังกล่าวด้วยมุมมองนี้ ก็ย่อมไม่ขัดต่อสติปัญญาและชะรีอัตแต่อย่างใด

คำตอบเชิงรายละเอียด

เพื่อให้ได้คำตอบที่เหมาะสม ควรคำนึงสามประเด็นต่อไปนี้

1. ตำราเหล่านี้ล้วนเป็นที่ไว้วางใจของเหล่าผู้ประพันธ์และอัลลามะฮ์มัจลิซีทั้งสิ้น
ตำราที่บันทึกฮะดีษเหล่านี้ไว้ ล้วนมีคุณค่าอย่างยิ่งในมุมมองของตัวผู้ประพันธ์เองรวมถึงอัลลามะฮ์มัจลิซี ซึ่งท่านได้ยกย่องตำราเหล่านี้พร้อมกับเทิดทูนผู้ประพันธ์เป็นพิเศษ
เราขอยกตัวอย่างหนังสือ อัลมะซ้าร อัลกะบี้ร ประพันธ์โดยเชค อับดุลลอฮ์ มุฮัมมัด บิน ญะฟัร อัลมัชฮะดี หรือที่รู้จักในนาม"อิบนุ้ลมัชฮะดี"มาเป็นกรณีศึกษา
. ผู้ประพันธ์กล่าวไว้ในอารัมภบทว่า "ฉันได้รวบรวมบทดุอา บทมุนาญ้าต บทซิยาเราะฮ์สำหรับสถานที่ศักดิ์สิทธิต่างๆ รวมทั้งข้อคิดรณรงค์ให้เห็นคุณค่ามัสญิดสำคัญต่างๆไว้เคียงคู่กับสายรายงานที่น่าเชื่อถือ ซึ่งนักรายงานฮะดีษเหล่านี้ถ่ายทอดมาจากลูกหลานนบีและปราชญ์ศาสนาทั้งสิ้น

. ผู้ประพันธ์คือหนึ่งในครูบาด้านฮะดีษในฝ่ายอิมามียะฮ์ ซึ่งปรากฏนามในใบรับรองการรายงานฮะดีษ และได้รับการยอมรับโดยผู้รู้ที่มีชื่อเสียงหลายท่าน
เชคฮุร อามิลีถือว่า "อิบนุลมัชฮะดี" คือผู้รู้ที่มีเกียรติยิ่ง และยังได้กล่าวถึงตำราบางเล่มของเขาอีกด้วย[1]
อัลลามะฮ์ มัจลิซี กล่าวว่า มีตำราที่ยอดเยี่ยมเกี่ยวกับบทซิยารัต ประพันธ์โดยมุฮัมมัด บิน มัชฮะดี ซึ่งซัยยิด อิบนิฏอวู้สก็ให้การยอมรับและยกย่องตำราดังกล่าว เราขอตั้งชื่อตำราเล่มนี้ว่า "มะซ้าร กะบี้ร"[2]
ท่านได้กล่าวอีกว่า "เมื่อพิจารณาหนังสือมะซ้าร กะบีรแล้ว ก็จะทราบว่าเป็นหนังสือที่น่าเชื่อถือ เพราะซัยยิดอิบนิฏอวู้สเองก็รายงานฮะดีษและบทซิยารัตจากหนังสือเล่มนี้[3]
ท่านกัฟอะมีกล่าวไว้ในอารัมภบทของหนังสือของตนที่ชื่อ"อัลบะละดุ้ลอะมีน"ว่า "หนังสือเล่มนี้(อัลมะซ้าร อัลกะบี้ร) ได้รวบรวมบทดุอา บทป้องภัย และตัสบี้ห์ที่มีสายรายงานเชื่อมถึงบรรดาอิมาม(.) โดยคัดจากหนังสือที่ไว้วางใจได้ ส่วนเรามีหน้าที่ปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด

ในกรณีของหนังสือมิศบาฮุซซาอิร ซึ่งประพันธ์โดยซัยยิด อลี บิน มูซา บินฏอวู้สนั้น เมื่อพิจารณาเปรียบเทียบกับตำราของอุละมาอ์ยุคก่อนท่าน จะทราบว่าฮะดีษของมิศบาฮุซซาอิรมีปรากฏในตำราของผู้รู้ระดับสูงอย่างเช่น เชคศ่อดู้ก, เชคมุฟีด, เชคฏูซี, อิบนิ กูละวัยฮ์ ฯลฯ เช่นกัน

เราขอสรุปด้วยคำพูดของท่านมัจลิซีเกี่ยวกับตำราและผู้ประพันธ์ที่ท่านใช้อ้างอิงดังนี้
ท่านกล่าวไว้ในบทที่สองของอารัมภบทหนังสือบิฮ้ารว่า "พึงทราบว่าตำรับตำราที่เราวางใจใช้อ้างอิงในที่นี้นั้น ล้วนได้รับการพิสูจน์แล้วว่าเป็นตำราของนักประพันธ์ที่มีชื่อเสียง อาทิเช่น ตำรับตำราของเชคศ่อดู้ก และ... ตลอดจนตำราของครอบครัวบินฏอวู้สซึ่งเป็นที่รู้จักทั่วกัน

ส่วนหนังสือของกัฟอะมีก็เป็นที่เลื่องลือทั้งตัวตำราและผู้ประพันธ์เสียจนไม่จำเป็นต้องชี้แจงแถลงไขใดๆอีก[4]

2. หนึ่งในแขนงวิชาที่บรรดาฟุก่อฮาอ์จำเป็นต้องใช้ในการวินิจฉัยปัญหาศาสนาก็คือ วิชาริญ้าลและดิรอยะตุ้ลฮะดีษ แนววิธีที่ถือปฏิบัติกันก็คือ ทุกฮะดีษที่กล่าวถึงประเด็นชะรีอัต หรือสารธรรมคำสอน หรือหลักความเชื่อนั้น จะต้องนำมาพิจารณาในแง่สายรายงานเสียก่อนว่ามีความน่าเชื่อถือเพียงใด เมื่อผ่านการพิสูจน์และไม่พบข้อกังขาใดๆ จึงจะนำมาพิจารณาในแง่เนื้อหา ซึ่งฟะกี้ฮ์แต่ละท่านจะใช้ประโยชน์ตามกรอบแนวคิดที่ตนมี

กระบวนการดังกล่าวถือปฏิบัติกันมาตั้งแต่หลังยุคอิมามไม่นาน โดยประยุกต์ตามคำสอนของบรรดาอิมาม(.) จะเห็นได้ว่าเชคศ่อดู้ก เชคมุฟี้ด และเชคฏูซีก็ล้วนคัดเลือกฮะดีษตามบรรทัดฐานของวิชาริญ้าลเพื่อนำมาใช้วินิจฉัยปัญหา วิธีเช่นนี้ได้รับความนิยมจากบรรดาฟุก่อฮาอ์ที่มีชื่อเสียงมาจนบัดนี้
ฉะนั้น ฮะดีษในตำราต่างๆ แม้จะเป็นตำราที่มีชื่อเสียงหรือประพันธ์โดยผู้รู้ระดับสูง จะต้องได้รับการพิสูจน์ทางวิชาริญ้าลและศาสตร์ที่เกี่ยวข้องเสียก่อน แล้วจึงนำมาใช้ประโยชน์ต่อไป

3. ข้อคิดหนึ่งที่อาจเป็นทางออกสำหรับปัญหาทำนองนี้ได้ก็คือ หลักการ "มัน บะลัฆ"ที่บรรดาฟุก่อฮาอ์ถือปฏิบัติในกรณีที่พบฮะดีษในตำราต่างๆที่รณรงค์ส่งเสริมให้อ่านดุอาและบทซิยารัต ในลักษณะที่หากปฏิบัติตามคำแนะนำจะทำให้ได้รับผลบุญเท่านั้นเท่านี้ กรณีเช่นนี้บรรดาฟุก่อฮาอ์ให้ความเห็นว่าสามารถปฏิบัติตามได้โดยไม่จำเป็นต้องตรวจสอบสายรายงาน แต่ทั้งนี้จะต้องมีเงื่อนไขต่อไปนี้
. จะต้องไม่มีหลักฐานที่ระบุว่ากิจกรรมนั้นเป็นฮะรอม . กระทำโดยตั้งเจตนาเพื่อหวังจะได้รับมรรคผลจากอัลลอฮ์

หลักฐานที่ยืนยันประเด็นนี้ได้แก่ฮะดีษต่างๆที่มีเนื้อหาอนุโลมดังที่กล่าวมา อาทิเช่นฮะดีษนี้:

عَنْ مُحَمَّدِ بْنِ مَرْوَانَ قَالَ سَمِعْتُ أَبَا جَعْفَرٍ علیه السلام یَقُولُ مَنْ بَلَغَهُ ثَوَابٌ مِنَ اللَّهِ عَلَى عَمَلٍ فَعَمِلَ ذَلِکَ الْعَمَلَ الْتِمَاسَ ذَلِکَ الثَّوَابِ أُوتِیَهُ وَ إِنْ لَمْ یَکُنِ الْحَدِیثُ کَمَا بَلَغَه[5]

ท่านอิมามบากิร(.)กล่าวว่า "ผู้ใดที่ได้ยินเกี่ยวกับจำนวนมรรคผลที่อัลลอฮ์จะตอบแทนกิจกรรมใดกิจกรรมหนึ่ง และได้ปฏิบัติตามโดยหวังจะได้รับมรรคผลดังกล่าว เขาจะได้รับตามนั้น แม้ในความเป็นจริง ฮะดีษดังกล่าวจะมิได้ระบุเช่นนั้นก็ตาม"
บรรดาฟุก่อฮาอ์ได้พิสูจน์ความถูกต้องของฮะดีษกลุ่มนี้ และได้ยอมรับกุศโลบายดังกล่าวในตำราของตน[6]

ด้วยเหตุนี้ กลุ่มฮะดีษที่สอนว่าควรอ่านเช่นนั้นเช่นนี้ระหว่างทำน้ำนมาซ หรือกล่าวซิเกรบางบทก่อนเข้านอน หรืออ่านดุอาบางบทในคืนลัยละตุ้ลก็อดร์ หรือถ้าหากอ่านบทซิยารัตอิมามบางบทจะได้รับผลบุญเท่านั้นเท่านี้ ในกรณีเช่นนี้ไม่เพียงแต่เราจะสามารถปฏิบัติตามได้ แต่ปัญญาและฮะดีษเศาะฮี้ห์(ดังที่กล่าวไปแล้ว) ยังพิสูจน์แล้วว่าเราจะได้รับความเมตตาจากอัลลอฮ์อีกด้วย

จึงสามารถกล่าวได้ว่า แหล่งอ้างอิงของหนังสือมะซ้ารของอัลลามะฮ์มัจลิซีอย่างเช่น มิศบาฮุซซาอิร, มิศบาฮ์ กัฟอะมี, อัลมะซ้าร อัลกะบี้ร...ฯลฯ นอกจากจะได้รับการยอมรับจากเจ้าของตำรา รวมทั้งอัลลามะฮ์มัจลิซีแล้ว ตามบรรทัดฐานของกลุ่มฮะดีษ "มัน บะลัฆ" เรายังสามารถปฏิบัติตามตำราเหล่านี้เพื่อหวังจะได้รับมรรคผลจากอัลลอฮ์ได้อีกด้วย



[1] อะมะลุลอามิล,เล่ม 2,หน้า 252

[2] บิฮารุลอันว้าร,เล่ม 1,หน้า 18

[3] เพิ่งอ้าง,หน้า 35

[4] เพิ่งอ้าง,หน้า 35 - 26

[5] อัลกาฟีย์,เล่ม 2,หน้า 87

[6] มิศบาฮุ้ลอุศู้ล,เล่ม 2,หน้า 318 (เรียบเรียงบทเรียนวิชาอุศู้ลของอายะตุ้ลลอฮ์ คูอีย์)

แปลคำถามภาษาต่างๆ
ความเห็น
จำนวนความเห็น 0
กรุณาป้อนค่า
ตัวอย่าง : Yourname@YourDomane.ext
กรุณาป้อนค่า
<< ลากฉัน
กรุณากรอกจำนวนที่ถูกต้องของ รหัสรักษาความปลอดภัย

หมวดหมู่

คำถามสุ่ม

  • ผมทำงานอยู่ในร้านค้าแห่งหนึ่ง วันหนึ่งเจ้าของร้านตัดสินใจไล่ผมออกจากงาน แต่ไม่ได้จ่ายค่าจ้างที่เหลือให้ผม อนุญาตหรือไม่ที่จะหยิบฉวยของในร้านหรือทรัพย์สินของเขาทดแทนค่าจ้างที่เขายังไม่ได้จ่ายให้ผม ?
    2841 สิทธิและกฎหมาย
    คำถามของคุณได้ถูกส่งไปยังสำนักงานมัรญะอ์ตักลีดหลายท่านแล้วและได้คำตอบมาดังนี้ท่านอายาตุลลอฮ์อัลอุซมาคอเมเนอี“การกระทำในลักษณะตอบโต้ลูกหนี้จะเป็นที่อนุมัติก็ต่อเมื่อลูกหนี้อ้างโดยมิชอบว่าตนไม่ได้เป็นหนี้หรือขัดขืนไม่ยอมจ่ายหนี้โดยไม่มีทางอื่นที่จะทวงหนี้ได้นอกจากวิธีนี้แต่หากนอกเหนือจากนี้แล้วการที่จะยึดและใช้ประโยชน์ในทรัพย์สินของเขาโดยไม่ได้รับอนุญาตถือว่าไม่เป็นที่อนุมัติ”ท่านอายาตุลลอฮ์อัลอุซมาซีซตานี“หากเขาเป็นหนี้เราและไม่ยอมจ่ายหนี้ในกรณีที่เขายอมรับว่าเขาเป็นหนี้เราสามารถชดเชยสิ่งนี้ด้วยการริบทรัพย์สินของเขาที่พบเห็น”ท่านอายาตุลลอฮ์อัลอุซมามะการิมชีรอซี“เราไม่ทราบถึงเรื่องส่วนตัวดังกล่าวแต่โดยทั่วไปแล้วหากผู้ใดลิดรอนสิทธิผู้อื่น
  • บทบัญญัติเกี่ยวกับการให้อัลกุรอานเป็นของขวัญแก่ชาวฮินดู ขณะที่เขาต้องการที่จะศึกษาและรู้จักอัลกุรอาน และเขาต้องสัมผัสหน้าอัลกุรอานแน่นอน ?
    4353 สิทธิและกฎหมาย
    ก่อนที่จะอธิบายถึงทัศนะของมัรญิอฺตักลีดเกี่ยวกับประเด็นดังกล่าวนี้, จำเป็นต้องพิจารณาปัญหาเหล่านี้ก่อน1. ฮินดูในความเป็นจริงก็คือผู้ปฏิเสธศรัทธา2. ในกรณีที่มั่นใจ (มิใช่เดา) ว่าเขาจะทำให้กุรอานนะญิซโดยกาเฟร
  • ในเมื่อการกดขี่เป็นที่แพร่หลายไปทั่วโลกแล้ว เหตุใดอิมามมะฮ์ดี (อ.) จึงยังไม่ปรากฏกาย
    3675 เทววิทยาดั้งเดิม
    เมื่อคำนึงถึงประเด็นต่อไปนี้จะทำให้เราค้นหาคำตอบได้ง่ายยิ่งขึ้น1.     เราจะเห็นประโยคที่ว่าیملأ الارض قسطا و عدلا کما ملئت ظلما و جورا" ในหลายๆฮะดิษ[1] (ท่านจะเติมเต็มโลกทั้งผองด้วยความยุติธรรมแม้ในอดีตจะเคยคละคลุ้งไปด้วยความอยุติธรรม) สิ่งที่เราจะเข้าใจได้จากฮะดีษดังกล่าวก็คือ
  • อาริสโตเติลเป็นศาสดาแห่งพระเจ้าหรือไม่?
    6203 تاريخ بزرگان
    อาริสโตเติล, เป็นนักฟิสิกส์ปราชญ์และนักปรัชญากรีกโบราณเป็นลูกศิษย์ของเพลโตและเป็นอาจารย์ของอเล็กซานเดอร์มหาราชท่านและเพลโตได้รับยกย่องให้เป็นหนึ่งในนักปรัชญาที่มีอิทธิพลสูงที่สุดท่านหนึ่งในโลกตะวันตก
  • กรุณาอธิบายเกี่ยวกับมัสญิดญัมกะรอนและสาเหตุของการก่อตั้งมัสญิดแห่งนี้
    3867 ประวัติสถานที่
    มัสญิดญัมกะรอนหนึ่งคือในสถานที่ศักดิสิทธิและเป็นสถานที่ของท่านอิมามมะฮ์ดี (อ.) ตั้งอยู่ห่างจากเมืองกุมประมาณ๖กิโลเมตรมัสญิดแห่งนี้ได้ก่อสร้างเมื่อประมาณ๑๐๐๐ปีที่แล้วโดยคำสั่งของท่านอิมามมะฮ์ดี (อ.) ซึ่งผู้ริเริ่มก่อสร้างได้รับคำสั่งดังกล่าวในขณะตื่น (ไม่ใช่ในฝัน) ซึ่งความเมตตาและสิ่งมหัศจรรย์ต่างๆของอิมามมะฮ์ดี (อ.) ได้ปรากฎณสถานที่แห่งนี้อีกทั้งเป็นสถานที่นัดหมายสำหรับผู้ที่รอคอยการมาของท่านและมีความรักต่อท่านมัรฮูมมิรซาฮูเซนนูรีได้กล่าวเกี่ยวกับประวัติความเป็นมาของการก่อตั้งมัสญิดญัมกะรอนโดยอ้างอิงจากเชคฟาฏิลฮะซันบินฮะซันกุมี (อยู่ยุคสมัยเดียวกับเชคศอดูก) ในหนังสือ “ประวัติศาสตร์เมืองกุม”[1] จากหนังสือ “มูนิซุลฮะซีนฟีมะอ์ริฟะติลฮักวัลยะกีน”[2] ว่า:[3]เชคอะฟีฟศอและฮ์ฮะซันบินมุซลิฮ์ยัมกะรอนีได้กล่าวว่า: ในคือวันพุธที่๑๗เดือนรอมฏอนปี๓๙๓ฮ. ฉันได้นอนอยู่ในบ้านทันใดนั้นได้มีกลุ่มชนกลุ่มหนึ่งมาที่ประตูบ้านของฉันและได้ปลุกฉันและได้กล่าวกับฉันว่าจงลุกขึ้นและทำตามความต้องการของอิมามมะฮ์ดี (อ.) ซึ่งท่านได้เรียกหาท่านอยู่พวกเขาได้พาฉันมาสถานที่หนึ่งซึ่งในปัจจุบันสถานที่แห่งนั้นได้กลายมาเป็นมัสญิดญัมกะรอนแล้วท่านอิมามมะฮ์ดีได้เรียกชื่อของฉันและได้กล่าวว่า: “ไปบอกกับฮะซันบินมุสลิมว่า “สถานที่แห่งนี้เป็นสถานที่อันบริสุทธ์ที่อัลลอฮ์ทรงเลือกและให้สถานที่แห่งนี้มีความบริสุทธ์เจ้าได้ยึดครองสถานที่แห่งนี้...ดังนั้นท่านได้กล่าวว่า: จงบอกประชาชนว่าให้รักและหวงแหนสถานที่แห่งนี้”[4]อายาตุลลอฮ์อัลอุซมามัรอะชีนะญะฟีได้กล่าวยอมรับความศักดิ์สิทธิของมัสญิดญัมกะรอนว่า: ชีอะฮ์ทั่วไปให้ความสำคัญต่อมัสญิดอันศักดิ์สิทธ์แห่งนี้ตั้งแต่สมัยของการเร้นกายระยะแรกของท่านอิมามมะฮ์ดีจนถึงปัจจุบันซึ่งกินระยะเวลาถึงพันสองร้อยสองปีท่านเชคผู้สูงส่งมัรฮูมศอดูกได้กล่าวในหนังสือเล่มหนึ่งที่มีชื่อว่า “มูนิซุลฮะซีน” ซึ่งฉันยังไม่ได้อ่านเองทว่ามัรฮูมฮัจยีมิรซาฮุเซนนูรีซึ่งเป็นอาจารย์ของฉันได้เล่าจากหนังสือเล่มนั้นว่าอุลามาอ์และนักวิชาการชั้นนำของชีอะอ์ให้ความเคารพมัสญิดแห่งนี้กันถ้วนหน้าและสิ่งมหัศจรรย์มากมายได้ปรากฏในมัสญิดญัมกะรอนแห่งนี้
  • มีรายงานฮะดีซจากท่านศาสดามุฮัมมัด (ซ็อล ฯ) เกี่ยวกับการถือศีลอดในวันอาชูรอหรือไม่? และศีลอดนี้ถือเป็นศีลอดมุสตะฮับด้วยหรือไม่?
    4224 สิทธิและกฎหมาย
    ตาราฮะดีซที่เชื่อถือได้ของฝ่ายชีอะฮฺ, ไม่มีรายงานฮะดีซทำนองนี้ปรากฏให้เห็นทีว่าท่านศาสดามุฮัมมัด (ซ็อลฯ) กล่าวว่า, การถือศีลอดในวันอาชูรอเป็นมุสตะฮับ,
  • ความเชื่อคืออะไร
    14737 เทววิทยาใหม่
    ความเชื่อคือความผูกพันขั้นสูงสุดของมนุษย์เกี่ยวกับเรื่องจิตวิญญาณซึ่งถือว่าเป็นมงคลแก่ผู้คนและพร้อมที่จะแสดงความรักและความกล้าหาญของตนออกมาเพื่อสิ่งนั้นความเชื่อในกุรอานมี 2 ปีก : ศาสตร์และการปฏิบัติศาสตร์เพียงอย่างเดียวสามารถรวมเข้าด้วยกันกับการปฏิเสธศรัทธาได้ขณะเดียวกันการปฏิบัติเพียงอย่างเดียวสามารถเชื่อมโยงกับการกลับกลอกได้ในหมู่บรรดานักศาสนศาสตร์อิสลามได้แสดงทัศนะเกี่ยวกับความเชื่อไว้ ...
  • อะไรคือเหตุผลที่ต้องชำระคุมุสตามทัศนะชีอะฮ์ ต้องนำจ่ายแก่ผู้ใด และเหตุใดพี่น้องซุนหนี่จึงไม่ปฏิบัติ?
    4934 สิทธิและกฎหมาย
    1. โองการที่กล่าวถึงศาสนกิจโดยเฉพาะนั้นมีไม่มากเมื่อเทียบกับกุรอานทั้งเล่มเนื่องจากกุรอานจะกล่าวถึงหัวข้อศาสนกิจอย่างกว้างๆเช่นนมาซศีลอด ...ฯลฯและปล่อยให้เป็นหน้าที่ของท่านนบี(
  • ท่านนบีเคยกล่าวปฏิญาณถึงตำแหน่งศาสนทูตของตน และตำแหน่งผู้นำของอิมามอลีในอะซานหรือไม่?
    4360 ชีวประวัติมะอฺซูม (อ.)
    จากการที่คำถามข้างต้นมีคำถามปลีกย่อยอยู่สองประเด็นเราจึงขอแยกตอบเป็นสองส่วนดังนี้1. ท่านนบีกล่าวปฏิญาณถึงตำแหน่งของตนในอะซานหรือไม่?จากการศึกษาฮะดีษต่างๆพบว่าท่านนบีกล่าวยืนยันถึงสถานภาพความเป็นศาสนทูตของตนอย่างแน่นอนทั้งนี้ก็เพราะท่านนบีก็มีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามศาสนกิจเฉกเช่นคนอื่นๆนอกเสียจากว่าจะมีหลักฐานยืนยันชัดเจนว่าท่านนบีได้รับการอนุโลมให้สามารถงดปฏิบัติตามบทบัญญัติใดบ้าง อย่างไรก็ดีไม่มีหลักฐานยืนยันว่าท่านได้รับการอนุโลมไม่ต้องเปล่งคำปฏิญาณดังกล่าวในอะซานในทางตรงกันข้ามมีหลักฐานยืนยันมากมายว่าท่านเปล่งคำปฏิญาณถึงเอกานุภาพของอัลลอฮ์และความเป็นศาสนทูตของตัวท่านเองอย่างชัดเจนและแน่นอน.2. ท่านนบีกล่าวปฏิญาณถึงตำแหน่งผู้นำของอิมามอลีหรือไม่?ต้องยอมรับว่าเราไม่พบหลักฐานที่บ่งชี้ชัดเจนว่าท่านเคยกล่าวปฏิญาณดังกล่าวนอกจากนี้ในสำนวนฮะดีษต่างๆจากบรรดาอิมามที่ระบุเกี่ยวกับบทอะซานก็ไม่ปรากฏคำปฏิญาณที่สาม(เกี่ยวกับวิลายะฮ์ของอิมามอลี)แต่อย่างใดอย่างไรก็ดีเรามีฮะดีษมากมายที่ระบุถึงผลบุญอันมหาศาลของการเอ่ยนามท่านอิมามอลี(อ)ต่อจากนามของท่านนบี(ซ.ล)(โดยทั่วไปไม่เจาะจงเรื่องอะซาน) ด้วยเหตุนี้เองที่อุละมาอ์ชีอะฮ์ล้วนฟัตวาพ้องกันว่าสามารถกล่าวปฏิญาณดังกล่าวด้วยเหนียต(เจตนา)เพื่อหวังผลบุญมิไช่กล่าวโดยเหนียตว่าเป็นส่วนหนึ่งของอะซานทั้งนี้ก็เนื่องจากมีข้อสันนิษฐานว่าประโยคดังกล่าวมิได้เป็นส่วนหนึ่งของอะซานอันถือเป็นศาสนกิจประเภทหนึ่ง. ...
  • สตรีในทัศนะอิสลามมีสถานภาพสูงส่งเพียงใด ?พวกเธอมีสิทธิเท่าเทียมกับผู้ชายหรือ?
    9619 ปรัชญาของศาสนา
    ในทัศนะอิสลาม, สตรีและบุรุษนั้นมีเป้าหมายร่วมกันนั่นคือ – การพัฒนาตนไปให้ถึงยังสถานอันสูงสุดของความเป็นมนุษย์ – และการไปถึงเป้าหมายดังกล่าว ทั้งสองจึงมีมาตรฐานอันเดียวกัน ซึ่งความต่างเรื่องเพศอันเป็นความจำเป็นของการสร้าง แทบจะไม่มีบทบาทอันใดทั้งสิ้นในการสร้าง หรือเพิ่มเติมศักยภาพและความสามารถดังกล่าวนั้น หรือคุณค่าในทางศาสนาเองก็มิได้มีบทบาทอันใดเช่นกัน ดังนั้น ความสมบูรณ์ของสตรีจึงมิได้อยู่ในฐานะภาพเดียวกันกับความสมบูรณ์ของบุรุษ หรือใช่ว่าบุรุษจะใช้ความเป็นเพศชาย มาควบคุมความเป็นสตรีก็หาไม่ดังนั้น ในทัศนะของอิสลาม :1.สตรี, จึงเป็นสถานที่ปรากฏความสวยงาม ความประณีต และความเงียบสงบ2.สตรี, คือที่มาแห่งความสงบมั่นของบุรุษ, ส่วนบุรุษนั่นเป็นสถานพำนักพักพิง ให้ความรับผิดชอบ และการเป็นผู้นำของสตรี

เนื้อหาที่มีผู้อ่านมากที่สุด

  • อะไรคือหน้าที่ๆภรรยาพึงปฏิบัติต่อสามีบ้าง?
    51426 สิทธิและกฎหมาย
    ความมั่นคงของชีวิตคู่ขึ้นอยู่กับความรักความผูกพัน ความเข้าใจ การให้เกียรติและเคารพสิทธิของกันและกัน และเพื่อที่สถาบันครอบครัวจะยังคงมั่นคงเป็นปึกแผ่น อิสลามจึงได้ระบุถึงสิทธิของทั้งภรรยาและสามี ขณะเดียวกันก็ได้กำหนดหน้าที่สำหรับทั้งสองฝ่ายไว้ด้วย เนื่องจากเมื่ออัลลอฮ์ประทานสิทธิ ก็มักจะกำหนดหน้าที่กำกับไว้ด้วยเสมอ ข้อเขียนนี้จะนำเสนอหน้าที่ทางศาสนาบางส่วนที่ภรรยาพึงปฏิบัติต่อสามีดังต่อไปนี้:1. ...
  • ดุอาใดบ้างที่ทำให้ได้รับพรเร็วที่สุด?
    48986 จริยธรรมปฏิบัติ
    มีดุอาที่รายงานจากอิมาม(อ.)หลายบทที่กล่าวขานกันว่าเห็นผลตอบรับอย่างรวดเร็ว แต่เนื่องจากไม่สามารถนำเสนอเนื้อหาดุอาทั้งหมด ณ ที่นี้ได้ จึงขอกล่าวเพียงชื่อดุอาที่มีความสำคัญเป็นพิเศษดังต่อไปนี้1. ดุอาตะวัซซุ้ล2. ดุอาฟะร็อจ
  • กรุณานำเสนอบทดุอาเพื่อให้ได้พบคู่ครองที่เหมาะสมและเปี่ยมด้วยตักวา
    35951 จริยธรรมปฏิบัติ
    ทุกสิ่งทุกอย่างย่อมมีปัจจัยและเงื่อนไขจำเพาะตามที่พระเจ้าทรงกำหนดหากเราประสงค์สิ่งใดย่อมต้องเริ่มจากการตระเตรียมปัจจัยและเงื่อนไขเสียก่อนปัจจัยของการแต่งงานคือการเสาะหาและศึกษาอย่างละเอียดทว่าเพื่อความสัมฤทธิ์ผลในการดังกล่าวจำเป็นต้องขอความช่วยเหลือจากอัลลอฮ์เพื่อทรงชี้นำการตัดสินใจและความพยายามของเราให้บรรลุดังใจหมาย.การอ่านบทดุอาต่างๆที่รายงานจากบรรดาอิมาม(อ)ต้องควบคู่กับความพยายามศึกษาและเสาะหาคู่ครองอย่างถี่ถ้วน. หนึ่งในดุอาที่เกี่ยวกับเรื่องนี้โดยเฉพาะก็คือรายงานที่ตกทอดมาจากท่านอลี(อ)ดังต่อไปนี้: “ผู้ใดประสงค์จะมีคู่ครอง
  • ครูบาอาจารย์และลูกศิษย์(นักเรียนนักศึกษา)มีหน้าที่ต่อกันอย่างไร?
    33239 จริยธรรมปฏิบัติ
    ผู้สอนและผู้เรียนมีหน้าที่ต่อกันหลายประการด้วยกันซึ่งสามารถจำแนกออกเป็นสองส่วนก. หน้าที่ที่ผู้สอนมีต่อผู้เรียนอันประกอบด้วยหน้าที่ทางจริยธรรมการอบรมและวิชาการ ข. หน้าที่ที่ผู้เรียนมีต่อผู้สอนอาทิเช่นการให้เกียรติครูบาอาจารย์ยกย่องวิทยฐานะของท่านนอบน้อมถ่อมตน ...ฯลฯ ...
  • ด้วยเหตุผลอันใดที่ต้องกล่าว อะอูซุบิลลาฮิ มินัชชัยฏอน นิรเราะญีม ก่อน บิซมิลลาฮิรเราะฮฺมานนิรเราะฮีม?
    28849 วิทยาการกุรอาน
    หนึ่งในมารยาทของการอ่านอัลกุรอาน ซึ่งมีกล่าวไว้ในอัลกุรอาน และรายงานฮะดีซคือ การกล่าว อะอูซุบิลลาฮิ มินัชชัยฏอน นิรเราะญีม ก่อนที่จะเริ่มอ่านอัลกุรอาน หรือแม้แต่ให้กล่าวก่อนที่จะกล่าว บิซมิลลาฮิรเราะฮฺมานนิรเราะฮีม เสียด้วยซ้ำไป ด้วยเหตุผลที่ว่า บิซมิลลาฮิรเราะฮฺมานนิรเราะฮีม นั้นเป็นส่วนหนึ่งของอัลกุรอาน อย่างไรก็ตามการขอความคุ้มครองจากอัลลอฮฺ มิใช่แค่เป็นเพียงคำพูดเท่านั้น ทว่าสิ่งนี้จะต้องฝังลึกอยู่ภายในจิตวิญญาณของเรา ซึ่งต้องสำนึกสิ่งนี้อยู่เสมอตลอดการอ่านอัลกุรอาน ...
  • ก่อนการสร้างนบีอาดัม(อ) เคยมีการแต่งตั้งญินให้เป็นศาสนทูตสำหรับฝ่ายญินหรือไม่?
    27944 เทววิทยาดั้งเดิม
    อัลกุรอานยืนยันการมีอยู่ของเหล่าญินรวมทั้งได้อธิบายคุณลักษณะบางประการไว้ถึงแม้ว่าข้อมูลของเราเกี่ยวกับโลกของญินจะค่อนข้างจำกัดแต่เราสามารถพิสูจน์ว่าเหล่าญินเคยมีศาสนทูตที่เป็นญินก่อนการสร้างนบีอาดัมโดยอาศัยเหตุผลต่อไปนี้:1. เหล่าญินล้วนมีหน้าที่ทางศาสนาเฉกเช่นมนุษย์เราแน่นอนว่าหน้าที่ทางศาสนาย่อมเป็นผลต่อเนื่องจากการสั่งสอนศาสนาด้วยเหตุนี้จึงมั่นใจได้ว่าอัลลอฮ์ทรงเคยแต่งตั้งศาสนทูตสำหรับกลุ่มชนญินเพื่อการนี้2. เหล่าญินล้วนต้องเข้าสู่กระบวนการพิพากษาในวันกิยามะฮ์เฉกเช่นมนุษย์เราซึ่งโดยทั่วไปแล้วก่อนกระบวนการพิพากษาทุกกรณีจะต้องมีการชี้แจงข้อกฏหมายจนหมดข้อสงสัยเสียก่อนและการชี้แจงให้หมดข้อสงสัยคือหน้าที่ของบรรดาศาสนทูตนั่นเอง
  • เนื่องจากอัลลอฮฺทรงรอบรู้เหนือโลกและจักรวาล ฉะนั้น วัตถุประสงค์การทดสอบของอัลลอฮฺคืออะไร?
    23642 เทววิทยาดั้งเดิม
    ดังที่ปรากฏในคำถามว่าการทดสอบของอัลลอฮฺไม่ได้เพื่อการค้นหาสิ่งที่ยังไม่รู้เนื่องจากอัลลอฮฺ (ซบ.) ทรงปรีชาญาณเหนือทุกสรรพสิ่งแต่อัลกุรอานหลายโองการและรายงานที่ตกมาถึงมือเรากล่าวว่าการทดสอบเป็นแบบฉบับหนึ่งและเป็นกฎเกณฑ์ของพระเจ้าที่วางอยู่บนแบบฉบับอื่นๆอันได้แก่การอบบรมสั่งสอนการชี้นำโดยรวมของพระเจ้าอัลลอฮฺ
  • ปีศาจ (ซาตาน) มาจากหมู่มะลาอิกะฮฺหรือญิน ?
    22275 การตีความ (ตัฟซีร)
    เกี่ยวกับคำถามที่ว่าชัยฎอนเป็นมะลาอิกะฮฺหรือญินมีมุมมองและทัศนะแตกต่างกันแหล่งที่มาของความขัดแย้งนี้เกิดจากเรื่องราวการสร้างนบีอาดัม (อ.) เนื่องจากเป็นคำสั่งของพระเจ้ามวลมะลาอิกะฮ์ทั้งหลายจึงได้กราบสุญูดอาดัมแต่ซาตานไม่ได้ก้มกราบบางคนกล่าวว่าชัยฎอน (อิบลิส) เป็นมะลาอิกะฮฺ, โดยอ้างเหตุผลว่าเนื่องจากโองการอัลกุรอานกล่าวละเว้น, อิบลิสไว้ในหมู่ของมะลาอิกะฮฺ (มะลาอิกะฮ์ทั้งหมดลดลงกราบยกเว้นอิบลิส) ดังนั้นอิบลิส
  • อายะฮ์ إِذا مَا اتَّقَوْا وَ آمَنُوا وَ عَمِلُوا الصَّالِحاتِ ثُمَّ اتَّقَوْا وَ آمَنُوا ثُمَّ اتَّقَوْا وَ أَحْسَنُوا وَ اللَّهُ یُحِبُّ الْمُحْسِنین การกล่าวซ้ำดังกล่าวมีจุดประสงค์ใด?
    21705 การตีความ (ตัฟซีร)
    ในแวดวงวิชาการมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องการย้ำคำว่าตักวาในโองการข้างต้นบ้างเชื่อว่ามีจุดประสงค์เพื่อให้เล็งเห็นความสำคัญของประเด็นเกี่ยวกับตักวาอีหม่านและอะมั้ลที่ศอลิห์
  • เมื่ออัลลอฮฺ มิทรงสร้างสรรพสิ่งทั้งหลายจากสิ่งใดทั้งหมด, หมายความว่าอำนาจของพระองค์ได้ถ่ายโอนไปสู่วัตถุปัจจัยกระนั้นหรือ?
    20931 รหัสยทฤษฎี
    ใช่แล้ว การสร้างจากสิ่งไม่มีตัวตนมีความหมายตามกล่าวมา, เนื่องจากคำว่า ไม่มีตัวตน คือไม่มีอยู่ก่อนจนกระทั่งอัลลอฮฺ ทรงสร้างสิ่งนั้นขึ้นมา รายงานฮะดีซก็กล่าวถึงประเด็นนี้ไว้เช่นกันว่า อำนาจสัมบูรณ์ของพระเจ้า มีความเป็นหนึ่งเดียวกันกับคุณลักษณะอื่นของพระองค์ ซึ่งเกินเลยอำนาจความรอบรู้ของมนุษย์ เนื่องจากสรรพสิ่งถูกสร้างทั้งหลายได้ถูกสร้างขึ้นมา จากสิ่งไม่มี ซึ่งตามความเป็นจริงแล้วสรรพสิ่งถูกสร้างทั้งหลาย เปรียบเสมือนภาพที่ถ่ายโอนอำนาจสัมบูรณ์ของพระเจ้า เราเรียกนิยามนี้ว่า “การสะท้อนภาพ”[1]ซึ่งในรายงานฮะดีซได้ใช้คำว่า “การเกิดขึ้นของคุณลักษณะ” : อัลลอฮฺ (ซบ.) ทรงเป็นพระผู้อภิบาลของเราที่มีความเป็นนิรันดร์ ความรอบรู้คือ อาตมันของพระองค์ ขณะที่ไม่มีความรอบรู้อันใด การได้ยินคืออาตมันของพระองค์ ขณะที่ไม่มีการได้ยินใดๆ การมองเห็นคือ อาตมันของพระองค์ ขณะที่ไม่มีการมองเห็นอันใด อำนาจคืออาตมันของพระองค์ ขณะที่ไม่มีอำนาจอันใด และเนื่องจากพระองค์คือ ผู้ทรงสร้างสรรพสิ่งทั้งหลาย ทำให้สิ่งเหล่านั้นมีและเป็นไป ความรู้ของพระองค์ได้ปรากฏบนสิ่งถูกรู้จักทั้งหลาย การได้ยิน ได้ปรากฏบนสิ่งที่ได้ยินทั้งหลาย การมองเห็นได้ปรากฏบนสิ่งมองเห็น และอำนาจของพระองค์ ...