การค้นหาขั้นสูง
ผู้เยี่ยมชม
3868
อัปเดตเกี่ยวกับ: 2552/06/01
คำถามอย่างย่อ
เพราะสาเหตุใดอัลกุรอานอ่านจึงมิได้ถูกรวบรวมตามการถูกประทานลงมา
คำถาม
เพราะสาเหตุใดอัลกุรอานอ่านจึงมิได้ถูกรวบรวมตามการถูกประทานลงมา (เริ่มจากมักกะฮฺ และมะดีนะฮฺตามลำดับ)
คำตอบโดยสังเขป
ไม่มีคำสั่งหรือรายงานใดจากท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) เกี่ยวกับการรวบรวมอัลกุรอาน ตามการประทานลงมามาถึงพวกเรา การรวบรวมอัลกุรอานได้ถูกกระทำลงไปหลายขั้นตอนด้วยกัน ท่านอิมามอะลี (อ.) เป็นผู้รวบรวมอัลกุรอานตามการประทานลงมา แต่ในที่สุดอัลกุรอานที่ใช้อยู่ในปัจจุบันนี้ เป็นการรวบรวมโดยเหล่าบรรดาสากวก โดยได้รับความเห็นชอบจากบรรดาอะฮฺลุลบัยตฺ (อ.) ว่าสมบูรณ์
 
คำตอบเชิงรายละเอียด
เกี่ยวกับการรวบรวมอัลกุรอานมี 3 ทัศนะดังนี้
1. โองการต่าง ๆ ของอัลกุรอาน ขณะที่ประทานลงมา ได้ถูกประทานลงมาอย่างสมบูรณ์ และตราบที่อัลกุรอาบทดังกล่าว ยังไม่สมบูรณ์ อัลกุรอานบทอื่นจะไม่ถูกประทานลงมาอย่างเด็ดขาด
2. อัลกุรอานแต่ละบท เมื่อถูกประทานลงมาสักสองสามโองการ อัลกุรอานบทนั้นจะค่อย ๆ สมบูรณ์ไปที่ละน้อย ดังนั้น คำถามที่ถูกถามขึ้นตรงนี้ก็คือ การจัดวางโองการต่าง ๆ ในอัลกุรอาน เป็นไปตามความเห็นชอบของท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) กระนั้นหรือ หรือว่าการกระทำเช่นนั้นเกิดขึ้นในสมัยของบรรดาสาวก ?
3. หรือการวางซูเราะฮฺ และวางโองการดังที่เห็นอยู่ในปัจจุบัน เป็นฝีมือของบรรดาสาวกทั้งหลาย
วิเคราะห์ความคิดเห็นที่ 1 :
ท่าน ซุยูฏีย์ บันทึกรายงานบทหนึ่งไว้ในหนังสือ อัลอิตติกอน ซึ่งรายงานบทดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า ท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) และบรรดามุสลิมต่างทราบเป็นอย่างดีว่า อัลกุรอาน ซูเราะฮฺก่อนหน้กำหลังจะสิ้นสุดลง เพราะเมื่อ “บิซมิลลาฮิรเราะฮฺมานิรเราะฮีม” ถูกประทานลงมา นั่นแสดงว่าอัลกุรอานบทใหม่กำลังจะถูกประทานตามมา[1] คำกล่าวอ้างนี้บ่งชี้ให้เห็นว่า ในสมัยท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) อัลกุรอานแต่ละซูเราะฮฺ จะถูกประทานลงมาโดยสมบูรณ์ ซึ่งบรรดาผู้รู้ส่วนใหญ่ต่างมีความเห็นพร้องต้องกันว่า นับตั้งแต่ช่วงแรกที่ท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นศาสดา อัลกุรอาน สองสามโองการในซูเราะฮฺ อัลอะลัก ก็ถูกประทานลงมา[2] ซึ่งบางครั้งบางโองการถูกประทานลงมา และท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) นำเอาโองการนั้นไปวางในซูเราะฮฺตามความเหมาะสม[3] ดังนั้น สมมุติฐานนี้ถือว่า เชื่อถือไม่ได้
วิเคราะห์ความคิดเห็นที่ 2 :
ดังทัศนะแรกที่ผ่านมา  จะเห็นว่ามีโองการจำนวนมากที่กล่าวไว้ในประวัติศาสตร์ และท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) มีคำสั่งให้นำไปจัดวางไว้ในซูเราะฮฺต่าง ๆ ตามความเหมาะสม ซึ่งการรวบรวมครั้งแรกเกิดขึ้นโดยน้ำมือของ ท่านอบูบักร์เคาะลิฟะฮฺที่หนึ่ง การรวบรวมอัลกุรอานครั้งที่สองเกิดขึ้นในสมัยท่านอุสมาน เคาะลิฟะฮฺคนที่สาม แต่ทั้งสองครั้งก็ไม่ได้มีการสลับที่โองการแต่อย่างใด หรือหลักในการจัดเรียงโองการก็มิได้มีบทบาทแต่อย่างใด แม้ว่าอัลกุรอานบางบทเช่น “บทฟาติฮะฮฺ” จะลงมาในคราวเดียวจบ[4]
แต่สำหรับอัลกุรอานบางบท เช่น บทที่มีเนื้อความยาว ๆ โองการจะประทานลงมาสองสามโองการในตอนแรก (หมายถึงแต่ละบทจะมีโองการประทานลงมาบางส่วน และหลังจากนั้นจะทยอยลงจนจบบท)
ในกรณีนี้ท่านมัรฮูม เฏาะบัรซียฺ กล่าวว่า “จุดประสงค์ของการประทาน อัลกุรอานตามขั้นตอนคือ การรักษาระเบียบในช่วงต้นของการประทานลงมากสักสองสามโองการ และก่อนที่จะจบสมบูรณ์ บทอื่นอาจจะประทานลงมาโดยสมบูรณ์ก่อน หรืออาจจะมีสองสามโองการของบทนอื่นถูกประทานลงมา หลังจากนั้นอัลกุรอานบทดังกล่าวจะประทานลงมาให้สมบูรณ์ก็ได้ ในกรณีนี้ทุกสิ่งจะย้อนกลับไปสู่ความเป็นระเบียบในเรื่องที่ประทานลงมา ทั้งที่มักกะฮฺและมะดีนะฮฺ[5]
ฉะนั้น การคัดสรรโองการเพื่อนำไปวางในซูเราะฮฺต่าง ๆ เป็นคำสั่งของท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) เพียงในสมัยของท่านอุสมาน ได้รวบรวมอัลกุรอานฉบับต่าง ๆ ที่ถูกบันทึกไว้เข้าด้วยกัน และแต่ละคนที่นำเอาต้นฉบับที่ตนมีอยู่มาเสนอ ซึ่งไม่มีอยู่ในต้นฉบับอื่น จะต้องนำพยานสองคนมายืนยันว่าเขาได้ยินอัลกุรอานจากท่านเราะซูลจริง[6]
วิเคราะห์ทัศนะที่ 3 :
เกี่ยวกับการประทานอัลกุรอานลงมาตามขั้นตอนนั้น[7] ส่วนใหญ่มีความเห็นพร้องต้องกันว่า การจัดระเบียบโองการเป็นไปตามคำสั่งของท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) เป็นคำสั่งในลัษณะ เตาฟีกี[8] แต่ดังที่กล่าวไปแล้วว่า เครื่องหมายบางประการ กล่าวว่าอัลกุรอานบางส่วนประทานลงมาตามขั้นตอน ซึ่งเกิดขึ้นในสมัยเคาะลิฟะฮฺ[9] แม้ว่ารายงานบางบท จะบ่งชี้ว่ากุรอานถูกรวบรวมแล้วในสมัยท่านศาสดา (ซ็อล ฯ)[10] และสมมุติว่า การรวบรวมตามรายงานนี้จะเป็นทัศนะที่แข็งแรงก็ตาม แต่กระนั้นการรวบรวมอัลกุรอานก็ถูกแบ่งออกเป็น 3 ขั้นตอน กล่าวคือ ในสมัยท่านเราะซูล (ซ็อล ฯ) สมัยเคาะลิฟะฮฺที่ 1 และ 2 และสุดท้ายคือ การรวบรวมในสมัยเคาะลิฟะฮฺที 3[11]
การรวบรวมอัลกุรอาน
อัลกุรอานถูกรวบรวมในสมัยท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) ตามคำสั่งของท่านศาสดา โดยการบันทึกของเซาะฮาบะฮฺบางท่าน ซึ่งการรวบรวมนี้ก็คือ การรวบรวมวะฮฺยู ในสมัยท่านอบูบักร์ มีการรวบรวมโองการต่าง ๆ ที่กระจัดกระจายออกไป (เป้นเหมือนเล่มที่มีอยู่ในปัจจุบัน) ในยุคสุดท้ายคือยุคของท่านอุสมาน เคาะลิฟะฮฺที่สาม ได้รวบรวมต้นฉบับจากที่ต่าง ๆ จากพวกอาหรับ ที่มีต้นฉบับที่แตกต่างกัน โดยรวบรวมไว้ด้วยกัน[12]
มุซฮับของท่านอิมามอะลี (.)
ท่านอิมามอะลี (อ.) ได้เริ่มต้นรวบรวมอัลกุรอาน หลังจากท่านเราะซูล (ซ็อล ฯ) เป็นวะฟาตไปแล้ว ความพิเศษของต้นฉบับนี้คือ การรวมโองการ และซูเราะฮฺไปตามวาระของการประทานอัลกุรอานอย่างละเอียด[13] กล่าวคือ มักกียะฮฺ ถูกประทานมาก่อนมะดีนะฮฺ[14] แต่ว่าอัลกุรอานฉบับของท่านอิมามอะลี (อ.) มิได้ได้การยอมรับจากบรรดาเคาะลิฟะฮฺก่อนหน้านี้[15] ที่สุดแล้วอัลกุรอานที่มีอยู่ในปัจจุบันคือ ฉบับที่อุสมานเคาะลิฟะฮฺที่สาม เป็นผู้รวบรวมเอาไว้ และอิมามอะลี (อ.) ลงนามยอมรับด้วย[16]
คำพูดสุดท้ายและบทสรุป : เมือพิจารณาสิ่งที่กล่าวมา สามารถสรุปได้ดังนี้คอ
1.การประทานโองการอัลกุรอาน แบบทยอยลงมานั้น บางครั้งลงมาในคราวเดียวทั้งซูเราะฮฺ หรือบางครั้งก็ประทานลงมาสองสามโองการก่อน
2. การประทานโองการอัลกุรอาน มีการประทานสลับซูเราะฮฺลงมา
๓. ซอฮาบะฮฺบางคนได้รวบรวมอัลกุรอาน แบบเลือกสรรโองการ แล้วนำไปวางไว้ตามซูเราะฮฺต่าง ๆ ตามคำสั่งของท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) (มิได้บังคับให้ทำ)
๔. การเลือกสรรโองการกระทำลงไปตามคำสั่งของท่านศาสสดา
๕. การเลือกสรรซูเราะฮฺ ตามคำกล่าวอ้างนั้นได้ถูกกระทำในสมัยเซาะฮาบะฮฺ โดยเฉพาะในสมัยของท่านศาสดา (ซ็อล ฯ)
๖. การรวบรวมอัลกุรอาน ในสมัยท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) ก็คือการจดบันทึกวะฮฺยูตามคำบอกของท่านศาสดา ส่วนกุรอานในสมัยเคาะลิฟะฮฺที่หนึ่ง และสองคือ การรวบรวมเอาจากโองการที่กระจัดกระจายกันออกไป โดยการรวมเข้าไว้ด้วยกัน ส่วนการรมในสมัยของท่านอุสมานนั้น มีความแตกต่างกันบ้าง ซึ่งเป็นเช่นนั้นอยู่หลายปี แล้วได้ยติลง
๗.ท่านอิมามอะลี (อ.) เป็นผู้รวบรวมอลกุรอานไปตามการประทานลงมา ขณะที่อุสมานเองก็ได้รวมอัลกุรอานเสร็จสมบูรณ์แล้ว ท่านอิมามจึงยอมรับสิ่งทีอุสมานทำขึ้นมา เพื่อรักษาเอกภาพของสังคมมุสลิม และป้องการความแปลกแยก กับการฉวยโอกาสของศัตรู
 

[1] ท่านอิบนุอับบาส พูดว่า “ท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) ไม่ทราบดอกว่า อัลกุรอานบทนั้นจะสิ้นสุดลงเมื่อใด จนกระทั่งว่า “บิซมิลลาฮิรเราะฮฺมานิรเราะฮีมถูกประทานลงมา” มีคำกล่าวเสริมว่า “เมื่อบิซมิลลาฮฺ” ถูกประทานลงมา อัลกุรอานบทนั้นก็สิ้นสุดลง และอัลกุรอานบทใหม่กำลังจะเริ่มต้นขึ้น อัลมีซาน เล่ม 12, หน้า 186.
[2] มะอฺริฟัต มุฮัมมัด ฮาดี, อุลูมกุรอานนี, หน้า 76 สถาบั้น อัตตัมฮีม กุม 1378
[3] อ้างแล้ว เล่มเดิม หน้า 77, อิบนิอาชูร, อัตตะฮฺรีร วันตันวีร, เล่ม 1, หน้า 90, รายงานโดย ติรมีซี จากท่านอิบนุอับบาส จากท่านอุสมาน บิน อัฟฟาน กล่าวว่า ...
«كان رسول اللّه صلّى اللّه عليه و سلّم مما يأتي عليه الزمان و هو تنزل عليه السور ذوات العدد- أي في أوقات متقاربة- فكان إذا نزل عليه الشي‏ء دعا بعض من يكتب الوحي فيقول ضعوا هؤلاء الآيات في السورة كذا».
[4] อุลูมกุรอาน หน้า 76
[5] เฏาะบัรซีรฺ ฟัฏลฺ อิบนุฮะซัน,มัจญฺมะอุลบะยาน ฟี ตัฟซีรอัลกุรอาน, ฉบับแปลเล่มที่ 26 หน้า 147, สำนักพิมพ์ ฟะรอฮันนี, เตหะราน 1360, ด้วยการย่อและสรุป อุลูมกุรอาน หน้า 89
[6] อัลมีซานฉบับแปล เล่ม 12, หน้า 174
[7] ทัศนะดังกล่าวนี้ นักตัฟซีรฝ่ายชีอะฮฺบางท่าน เช่น มุฮัมมัด บิน ฮะบีบุลลอฮฺ ซับซะวารียฺ นะญะฟี  บันทึกอยู่ในหนังสือ อัลญะดีด ฟี ตัฟซีร อัลกุรอาน อัลมะญีด” เล่ม 2, หน้า 420, และนักตัฟซีรที่มิใช่ชีอะฮฺ เช่น ท่านเชากานียฺ บันทึกไว้ในหนังสือ ฟัตฮุลเกาะดีร เล่ม 1 หน้า 86 มีความเห็นที่แตกต่างออกไป
[8] ซุยูฎี “อัลอิตติกอน ฟี อุลูมิลกุรอาน” เล่ม 1, หน้า 71, อุลูมกุรอานนี หน้า 119,
[9] อัลอิตกอน เล่ม 1, หน้า 69, บุคอรียฺ มุฮัมมัด เล่ม 4, หน้า 1907, ดารุล อิบนุกะซีร เบรุต 1407
[10] อะลี บินสุลัยมาน อัลอะบีด ญัมอุลกุรอาน ฮิซซอน วะกิตาบะตัน, หน้า 70,
المطلب الأول : الأدلة على كتابة القرآن الكريم في عهده صلى الله عليه وسلم ، ما رواه البخاري ومسلم عن ابن عمر  « أن رسول الله صلى الله عليه وسلم نهى أن يُسَافر بالقرآن إلى أرض العدو »
وفي لفظ لمسلم أن رسول الله صلى الله عيه وسلم قال : « لا تسافروا بالقرآن ، فإني لا آمنُ أن يناله العدو »،بیجا،بیتا
[11] อะฮฺมัด บิน อะลี อิมตินาอฺ อัลอัสมาอฺ เล่ม 4 หน้า 239, ดารุลกุตุบ อัลอาละมียะฮฺ เบรุต 1420
[12] ญัมอุลกุรอาน ฮิซซอน วะกิตาบะตัน หน้า 70, (การรวมอัลกุรอานในสมัยท่านเราะซูล), อัลอิตติกอน เล่ม 1 หน้า 69, หน้ 67, (เกี่ยวกับการรวบรวมของท่านอบูบักร์ และอุสมาน)
[13] ดังที่กล่าวไปแล้วว่า บางโองการถูกนำไปวางไว้ในซูเราะฮฺต่าง ๆ อันเฉพาะเจาะจง ตามคำสั่งของท่านศาสดา (ซ็อล ฯ)
[14] อุลูมกุรอานนี หน้า 121, มุฮัมมัด บิน สะอีด, อัฏเฏาะบะกอต อัลกุบรอ, แปลโดย มะฮฺดี ดามะฆอนียฺ เล่ม 2, หน้า 324, พิมพ์ที่ ฟัรฮังวะอันดีเชะฮฺ เตหะราน ปี 1374
[15] อุลูมกุรอานนี หน้า 122
[16] เนื่องจากท่านอิมามอะลี (อ.) เมื่อเดินทางมาถึงกูฟะฮฺ (ขณะที่ท่านดำรงตำแหน่งเคาะลิฟะฮฺ) มีชายคนหนึ่งต้องการประณามท่านอุสลาม เนื่องจากท่านอุสมาน ปล่อยให้ประชาชนยุคนั้นมีอัลกุรอานเพียงฉบับเดียว ท่านอิมามอะลี (อ.) สั่งให้เขาหยุด และกล่าวต่อไปว่า ทุกสิ่งที่เขาได้กระทำลงไปอย่างน้อย เราเป้นผู้ให้คำปรึกษาแก่เขา และถ้าหากฉันอยู่ในสภาพเดียวกันกับเขา ฉันก็คงจะกระทำเช่นนั้นเหมือนกัน และคงดำเนินการไปตามนั้น “อะอฺซัม อิบนุ กูฟี” อัลฟุตูฮฺ แปลโดย มุสเตาฟี ฮะระวี หน้า 997, สำนักพิมพ์ อิงเตชารอต วะออมูเซซ อิงกะลอบอิสลามมี เหหะราน ปี 1372, อุลูมกุรอานนี หน้า 133-123
แปลคำถามภาษาต่างๆ
ความเห็น
จำนวนความเห็น 0
กรุณาป้อนค่า
ตัวอย่าง : Yourname@YourDomane.ext
กรุณาป้อนค่า
<< ลากฉัน
กรุณากรอกจำนวนที่ถูกต้องของ รหัสรักษาความปลอดภัย

หมวดหมู่

คำถามสุ่ม

  • กฎเกณฑ์ทางศาสนบัญญัติกล่าวว่าอย่างไร เกี่ยวกับการถอนคิ้วของสตรี?
    9179 ความสัมพันธ์ระหว่างชายหญิงและครอบครัว
    การถอนคิ้วของสตรีโดยหลักการแล้วไม่เป็นไร ตามหลักการอิสลามภรรยาจะเสริมสวยและแต่งตัวเพื่ออวดสามี ถือว่าเป็นมุสตะฮับ ในทางตรงกันข้ามภรรยาที่ปล่อยเนื้อปล่อยตัว ไม่เสริมสวยเพื่ออวดสามี ย่อมได้รับคำประณาม ด้วยเหตุนี้เอง บรรดานักปราชญ์ฝ่ายชีอะฮฺ ฟุเกาะฮา นอกจากจะแนะนำเหล่าสตรีในใส่ใจต่อปัญหาดังกล่าวแล้ว ยังเตือนสำทับด้วยว่าการโอ้อวดสิ่งนั้นแก่ชายอื่นถือว่าฮะรอม ไม่อนุญาตให้กระทำ สตรีต่างมีหน้าที่ปกปิดสิ่งประดับและเรือนร่างของเธอให้พ้นจากสายตาของชายอื่น ...
  • ได้ยินว่าระหว่างสงครามอิรักกับอิหร่านนั้น ร่างของบางคนที่ได้ชะฮีดแล้ว, แต่ไม่เน่าเปื่อยสลาย, รายงานเหล่านี้เชื่อถือได้หรือยอมรับได้หรือไม่?
    5635 เทววิทยาดั้งเดิม
    โดยปกติโครงสร้างของร่างกายมนุษย์, จะเป็นไปในลักษณะที่ว่า เมื่อจิตวิญญาณได้ถูกปลิดไปจากร่างกายแล้ว, ร่างกายของมนุษย์จะเผ่าเปื่อยและค่อยๆ สลายไป, ซึ่งมีโอกาสเป็นไปได้น้อยมาก ที่ร่างกายของบางคนหลังจากเสียชีวิตไปแล้วนานหลายปี จะไม่เน่าเปื่อยผุสลายและอยู่ในสภาพปกติ. แต่อีกด้านหนึ่ง อัลลอฮฺ ทรงพลานุภาพเหนือทุกสิ่งทุกอย่างและทุกการงาน[1] ซึ่งอย่าเพิ่งคิดว่าสิ่งนี้จะไม่มีความเป็นไปได้ หรือห่างไกลจากภูมิปัญญาแต่อย่างใด. เพราะว่านี่คือกฎเกณฑ์ทั่วไป ซึ่งได้รับการละเว้นไว้ในบางกรณี, เช่น กรณีที่ร่างของผู้ตายอาจจะไม่เน่าเปื่อย โดยอนุญาตของอัลลอฮฺ ดังเช่น มามมีย์ เป็นต้น จะเห็นว่าร่างกายของเขาไม่เน่าเปื่อย ซึ่งเรื่องนี้ได้ผ่านพ้นไปนานหลายพันปีแล้ว และประสบการณ์ก็ได้พิสูจน์ให้เห็นความจริงดังกล่าวแล้วด้วย ดังนั้น ถ้าหากพระประสงค์ของอัลลอฮฺ ครอบคลุมเหนือประเด็นดังกล่าวนี้ ก็เป็นไปได้ที่ว่าบางคนอาจเสียชีวิตไปแล้วหลายร้อยปี แต่ร่างกายของเขาไม่เน่าเปื่อยผุสลาย ยังคงสมบูรณ์เหมือนเดิม แล้วพระองค์ทรงเป่าดวงวิญญาณให้เขาอีกครั้ง ซึ่งเขาผู้นั้นได้กลับมีชีวิตขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง, อัลกุรอานบางโองการ ก็ได้เน้นย้ำถึงเรื่องราวของศาสดาบางท่านเอาไว้[2] เช่นนี้เองสิ่งที่กล่าวไว้ในรายงานว่า ถ้าหากบุคคลใดที่มีนิสัยชอบทำฆุซลฺ ญุมุอะฮฺ, ร่างกายของเขาในหลุมฝังศพจะไม่เน่นเปื่อย
  • ฮะดีษที่ว่า “ผู้ใดสิ้นลมโดยปราศจากสัตยาบัน ถือว่าเขาตายในสภาพญาฮิลียะฮ์” รวมถึงตัวท่านนบี(ซ.ล.)ด้วยหรือไม่?
    5366 เทววิทยาดั้งเดิม
    สัตยาบัน(บัยอัต)มีสองด้านด้านหนึ่งคือผู้นำ(นบี,อิมาม) อีกด้านหนึ่งคือผู้ตามในเมื่อท่านนบีเป็นผู้นำจึงถือเป็นฝ่ายได้รับสัตยาบันมิไช่ฝ่ายที่ต้องให้สัตยาบันแน่นอนว่าฮะดีษนี้ต้องการจะสื่อว่าลำพังการรู้จักอิมามยังไม่ถือว่าเพียงพอแต่จะต้องเจริญรอยตามด้วยอย่างไรก็ดีฮะดีษข้างต้นมิได้หมายรวมถึงท่านนบี(ซ.ล.)เนื่องจากเหตุผลที่กล่าวไปแล้วส่วนประเด็นการแต่งตั้งตัวแทนภายหลังจากท่านนบี(ซ.ล.)นั้นเรามีหลักฐานที่ชัดเจนระบุว่าท่านนบี(ซ.ล.)ได้แต่งตั้งท่านอิมามอลี(อ.)เป็นตัวแทนภายหลังจากท่านรายละเอียดโปรดคลิกอ่านจากคำตอบแบบสมบูรณ์ ...
  • ถ้าหากมุมหนึ่งของพรหมเปื้อนนะญิส, การนมาซบนพรหมนั้นจะมีปัญหาหรือไม่ หรือเฉพาะบริเวณที่เปื้อนนะญิสเท่านั้นมีปัญหา? เสื้อเปื้อนเลือดและหลังจากซักออกแล้ว,ยังมีคราบสีเลือดตกค้างอยู่, สามารถใส่นมาซได้หรือไม่?
    15186 เฏาะฮาเราะฮ์
    1. หนึ่งในเงื่อนไขของสถานที่นมาซคือ ถ้าหากสถานที่นมาซนะญิส ในลักษณะที่ว่าความเปียกชื้นนั้นไม่ซึมเปียกเสื้อผ้า หรือร่างกาย, แต่บริเวณที่เอาหน้าผากลงซัจญฺดะฮฺนั้น, ถ้าหากนะญิสและถึงแม้ว่าจะแห้ง นมาซบาฏิล และอิฮฺติยาฏมุสตะฮับ สถานที่นมาซจะต้องไม่เปรอะเปื้อนนะญิส[1] ด้วยเหตุนี้, การนมาซบนพรหมที่เปื้อนนะญิสด้วยเงื่อนไขตามกล่าวมา จึงถือว่า ไม่เป็นไร. 2.ทุกสิ่งที่เปื้อนนะญิส ตราบที่นะญิสยังไม่ได้ถูกขจัดออกไปถือว่าไม่สะอาด. แต่ถ้ายังมีกลิ่น หรือสีนะญิสตกค้างอยู่ ถือว่าไม่เป็นไร. ฉะนั้น ถ้าหากซักรอยเลือดออกจากเสื้อแล้ว ตามขบวนการกำจัดนะญิส แต่ยังมีคราบสีเลือดหลงเหลืออยู่, ถือว่าสะอาด[2] ฉะนั้น, ถ้าเสื้อนะญิสเนื่องจากเปื้อนเลือด, และได้ซักแล้วตามขั้นตอน, แต่ยังมีคราบสีเลือดค้างอยู่ ถือว่าไม่เป็นไร และสามารถใส่เสื้อนั้นนมาซได้
  • ประโยคที่ว่า لاتعادوا الایام فتعادیکم หมายความว่าอย่างไร?
    3505 ดิรอยะตุลฮะดีซ
    ประโยคดังกล่าวแปลว่า “จงอย่าเป็นศัตรูกับวันเวลาแล้ววันเวลาจะไม่เป็นศัตรูกับท่าน”ประโยคนี้ปรากฏอยู่ในฮะดีษของท่านนบี(ซ.ล.)บางบทอัยยามในที่นี้หมายถึงวันเวลาในรอบสัปดาห์สำนวนนี้ต้องการชี้ให้เห็นความสำคัญของวันเวลาและไม่ควรมองวันเวลาในแง่ลบเพราะอาจจะทำให้ประสบเคราะห์กรรมได้ควรคิดว่าวันเวลาเปี่ยมด้วยความเมตตาของพระองค์ที่เราจะต้องขวนขวายไว้อย่างไรก็ดีประโยคนี้ยังสามารถอธิบายได้อีกรูปแบบหนึ่งซึ่งจะนำเสนอในคำตอบแบบสมบูรณ์ ...
  • เพราะเหตุใดจึงต้องคลุมฮิญาบ และทำไมอิสลามจำกัดสิทธิสตรี?
    11012 ปรัชญาของศาสนา
    สุภาพบุรุษและสุภาพสตรีมีความคล้ายคลึงกันในแง่ของการที่มีต้นกำเนิดเดียวกันและการที่ควรได้รับความเสมอภาคทางสังคมอาทิเช่นการศึกษา, การแสดงความเห็น...ฯลฯอย่างไรก็ดีในแง่สรีระและอารมณ์กลับมีข้อแตกต่างหลายประการข้อแตกต่างเหล่านี้เองที่ส่งผลให้เกิดบทบัญญัติพิเศษอย่างเช่นการสวมฮิญาบในสังคมทั้งนี้ก็เนื่องจากสุภาพสตรีมีความโดดเด่นในแง่ความวิจิตรสวยงามแต่สุภาพบุรุษมีความโดดเด่นในแง่ผู้แสวงหาด้วยเหตุนี้จึงมีการเน้นย้ำให้สุภาพสตรีสงวนตนในที่สาธารณะมากกว่าสุภาพบุรุษทั้งนี้และทั้งนั้นหาได้หมายความว่าจะมีข้อจำกัดด้านการแต่งกายเพียงสุภาพสตรีโดยที่สุภาพบุรุษไม่ต้องระมัดระวังใดๆไม่. ...
  • ถ้าหากบนผิวหนังมีจุด่างดำ หรือสีน้ำตาล สามารถผ่าตัด หรือยิงเลเซอร์ได้ไหม ถ้าสามียินยอม?
    5047 สิทธิและกฎหมาย
    ทัศนะของมัรญิอฺตักลีดบางท่านเกี่ยวกับการผ่าตัดจุดด่างดำปานบนผิวหนังด้วยการยิงเลเซอร์เช่นสำนักฯพณฯ
  • หลังจากเสียชีวิต วิญญาณมนุษย์สามารถรับรู้เรื่องราวในโลกดุนยาหรือไม่?
    10092 เทววิทยาดั้งเดิม
    นัยยะที่ได้จากกุรอานและฮะดีษจากบรรดามะอ์ศูมีนบ่งชี้ว่าภายหลังจากเสียชีวิตวิญญาณผู้ตายสามารถแวะเวียนมายังโลกนี้เพื่อจะรับทราบสารทุข์สุขดิบของญาติมิตรได้และหลักฐานทางศาสนาก็มิได้ปฏิเสธบทบาทของมะลาอิกะฮ์เกี่ยวกับเรื่องนี้แถมยังระบุไว้ชัดเจนอีกด้วยดังฮะดีษต่อไปนี้“แน่นอนว่าวิญญาณผู้ศรัทธาจะกลับมาเยี่ยมครอบครัวเขาจะได้เห็นสิ่งที่ดีงามแต่จะไม่ได้เห็นเรื่องที่ไม่พึงประสงค์”“อัลลอฮ์จะส่งมะลาอิกะฮ์มาพร้อมกับวิญญาณผู้ศรัแธาเพื่อชี้ให้เขาเห็นเฉพาะสิ่งที่น่ายินดี” ...
  • จะมีวิธีการสนับสนุนอย่างไรบ้าง เพื่อให้บุตรหลานรักการอิบาดะฮฺ?
    3818 بندگی و تسبیح
    สำหรับการส่งเสริมและการสนับสนุนให้ปฏิบัติข้อบังคับของศาสนา เบื้องต้นสิ่งแรกที่จะต้องทำคือการวิเคราะห์ความคิดของเขา หลังจากนั้นจึงจะหาวิธีแก้ไขและส่งเสริมต่อไป, ทัศนะของบุคคลและความเชื่อที่มีต่ออัลลอฮฺ, โลกทัศน์ของพระเจ้า,มนุษย์, วันฟื้นคืนชีพ และ... เหล่านี้มีผลโดยตรงต่อความเชื่อ เพราะจะช่วยทำให้เขามั่นคงต่อการอิบาดะฮฺ และการปฏิบัติข้อบังคับต่างๆ และความประพฤติ การโน้มน้าวทางความเชื่อ การมีวิสัยทัศน์ที่ดี และการมีความคิดดีกับฝ่ายตรงข้าม (โดยเฉพาะอย่างยิ่งบุตรหลาน) ดังนั้น เพื่อก่อให้เกิดมรรคผลในทางที่ดี การอบรมสั่งสอนและการส่งเสริม จึงจำเป็นต้องเริ่มจากความคิดของเขาก่อน แน่นอน การที่บิดามารดาไม่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับบุตร โปรแกรมการอบรมสั่งสอนย่อมไม่ได้ผล หรือล้มเหลวแน่นอน โดยการใช้วิธีปฏิบัติที่เหมาะสมด้านการอบรม สามารถสร้างความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับบุตรหลานของตนได้ บางวิธีการเป็นวิธีที่มีความจำเป็นและเหมาะสม ดังเช่น : 1 ให้เกียรติบุตร: ท่านศาสดา (ซ็อลฯ) กล่าวว่า "จงให้เกียรติลูกๆ ของตนและจงอบรมสั่งสอนให้ดี" 2 รู้ถึงความต้องการของเด็กและเยาวชนในช่วงวัยรุ่น (เช่นความเป็นอิสระ, อารมณ์, ฯลฯ) เป็นการรู้จักทั่วไปถึงสภาพจิตใจอันเฉพาะของลูกแต่ละคน ...

เนื้อหาที่มีผู้อ่านมากที่สุด

  • ปีจันทรคติมีกี่วัน? จำนวนวันในหนึ่งปีจันทรคติ กับปีจันทรคติอื่นแตกต่างกันไหม? กรณีที่แตกต่างต้องทำอย่างไร?
    285 สิทธิและกฎหมาย
    จำนวนวันของปีจันทรคตินั้นเท่ากัน ซึ่งโดยละเอียดแล้วมีจำนวน 29 วัน 12 ชั่วโมง 44 นาที และ 3 วินาที หรือ 29/53059028 วัน ทำนองเดียวกันจำนวนวันของปี ฮิจญฺเราะฮฺ เท่ากัน ซึ่งจำนวน 12 เดือน เท่ากับ 354/3670834 วัน แต่บรรดานักดาราศาสตร์ จำเป็นต้องกล่าวถึงจำนวนวันที่ถูกต้องของแต่ละเดือน (มิใช่เหลือเศษจากการคำนวณ) ซึ่งสิ่งนี้มีผลต่อคำนวณและการกำหนดปฏิทิน เพราะการกำหนดวันที่นั้นนักดาราศาสตร์ไม่สามารถ นำเอาเศษครึ่งวัน ของวันที่ 30 ของเดือนที่แล้ว หรือเอาครึ่งวันของวันที่ 30 ของเดือนนี้ไปสมทบกับเดือนหน้า, ดังนั้น เมื่อไม่มีทางเลือกอื่นเดือนจันทรคติอย่างน้อยต้องมี 29 วัน และอย่างมากมี 30 วัน ด้วยเหตุนี้เองนักดาราศาสตร์ จึงยอมรับการคำนวณเดือนจันทรคติในสองลักษณะดังนี้ กล่าวคือ (เดือนที่คิดตามการคำนวณ และเดือนที่มองเห็นจันทร์เสี้ยว) ...
  • นมาซมีรหัสยะและปรัชญาอย่างไรในทัศนะของชีอะฮ์?
    2942 ปรัชญาของศาสนา
    ไม่เป็นที่สงสัยเลยว่าบทบัญญัติทุกข้อของพระองค์ย่อมมีปรัชญาและเหตุผลแฝงอยู่ แต่ก็ไม่มีความจำเป็นจะต้องเสาะหาเหตุผลของบทบัญญัติแต่ละข้อเสมอไป มุสลิมจะต้องสยบแด่สาส์นแห่งวิวรณ์โดยดุษณี จิตที่สยบเช่นนี้แหล่ะคือความสมบูรณ์ของมนุษย์ ซึ่งจริงๆแล้วบทบัญญัติบางข้อก็มีจุดประสงค์เพื่อทดสอบจิตประเภทดังกล่าว อย่างไรก็ดี กุรอานได้ระบุถึงเหตุผลของบทบัญญัติศาสนาในหลายวาระด้วยกัน บรรดาอิมามมะอ์ศูมก็เคยกล่าวถึงประเด็นเหล่านี้ไว้ นอกจากนี้ นักวิชาการมุสลิมก็ได้ประพันธ์หนังสือเกี่ยวกับรหัสยะและปรัชญาของบทบัญญัติศาสนา อาทิเช่นองค์ประกอบต่างๆของนมาซไม่ว่าจะเป็น การเหนียต ตะชะฮุด รุกู้อ์ สุญูด สลาม ฯลฯ ไว้หลายเล่มด้วยกัน ...
  • ริวายะฮ์(คำรายงาน)ที่มีความขัดแย้งกัน ยกตัวอย่างเช่น ริวายะฮ์ที่กล่าวถึงการจดบาปของมนุษย์ กับริวายะฮ์ทีกล่าวว่า การจดบาปจะไม่เกิดขึ้นจนกว่าครบ ๗ วัน เราสามารถจะแก้ไขริวายะฮ์ทั้งสองได้อย่างไร?
    721 استغفار و توبه
    สำหรับคำตอบของคำถามนี้ จะต้องตรวจสอบในหลายประเด็นดังต่อไปนี้ ๑.การจดบันทึกเนียต(เจตนา)ในการทำบาป กล่าวได้ว่า จากการตรวจสอบจากแหล่งอ้างอิงเกี่ยวกับการจดบันทึกเนียตในการทำบาปปรากฏว่าไม่มีริวายะฮ์รายงานเรื่องนี้แต่อย่างใด และโองการอัลกุรอานก็ไม่สามารถวินิจฉัยถึงเรื่องนี้ได้ เพราะว่า โองการอัลกุรอานกล่าวถึงความรอบรู้ของพระเจ้าในเนียตของมนุษย์ พระองค์อัลลอฮ์(ซ.บ)ทรงตรัสว่า เราได้สร้างมนุษย์ขึ้นมา และเรารู้ดียิ่งในสิ่งที่จิตใจของเขากระซิบกระซาบแก่เขา และเราอยู่ใกล้ชิดกับเขามากกว่าเส้นเลือดชีวิตของเขาเสียอีก ดังนั้น การที่พระองค์ทรงมีความรู้ในเจตนาทั้งหลาย มิได้หมายถึง การจดบันทึกว่าเป็นการทำบาปหรือเป็นบทเบื้องต้นในการทำบาป ๒.การจดบันทึกความบาปโดยทันทีทันใด ซึ่งเกี่ยวกับประเด็นนี้ก็ไม่ปรากฏริวายะฮ์ที่กล่าวถึง แต่ทว่า บางโองการอัลกุรอาน กล่าวถึง การจดบันทึกโดยทันทีทันใดในบาป ดั่งเช่น โองการที่กล่าวว่า (ในวันแห่งการตัดสิน บัญชีอะมั้ลการกระทำของมนุษย์)บันทึกจะถูกวางไว้ ดังนั้นเจ้าจะเห็นผู้กระทำความผิดบาปทั้งหลายหวั่นกลัวสิ่งที่มีอยู่ในบันทึก และพวกเขาจะกล่าวว่า โอ้ความวิบัติของเรา บันทึกอะไรกันนี่ มันมิได้ละเว้นสิ่งเล็กน้อย และสิ่งใหญ่โตเลย เว้นแต่ได้บันทึกไว้ครบถ้วน และพวกเขาได้พบสิ่งที่พวกเขาได้ปฏิบัติไว้ปรากฏอยู่ต่อหน้า และพระผู้เป็นเจ้าของเจ้ามิทรงอธรรมต่อผู้ใดเลย โองการนี้แสดงให้เห็นว่า ความผิดบาปทั้งหมดจะถูกจดบันทึกอย่างแน่นอนก ๓.การจดบันทึกความบาปจนกว่าจะครบ ๗ วัน มีรายงานต่างๆมากมายที่กล่าวถึง การไม่จดบาปในทันที แต่ทว่า มีรายงานหนึ่งกล่าวว่า ให้โอกาสจนกว่าจะครบ ๗ วัน ...
  • ในประโยคคำปฏิญาณ (อัชฮะดุ อันลา อิลาฮะ อิลลัลลอฮฺ) ได้นำเอาประโยคปฏิเสธขึ้นหน้าก่อนการปฏิญาณ (ในความเป็นเอกะของพระองค์) มีเหตุผลอันใดหรือ?
    17516 ادله نقلی
    คำว่า ชะฮาดะตัยนฺ คือการผนวกสองประโยคเข้าด้วยกันคือ คำปฏิญาณประโยคแรกคือ (อัชฮะดุ อันลา อิลาฮะ อิลลัลลอฮฺ) เพื่อพิสูจน์และสารภาพถึงความเป็นหนึ่งเดียวของพระเจ้า ซึ่งเฉพาะเจาะจงและคู่ควรยิ่งแก่การเคารพภักดี สำหรับองค์พระผู้อภิบาลแห่งสากลโลก ส่วนคำปฏิญาณที่สอง (อัชฮะดุ อันนะ มุฮัมมะดัน เราะซูลลุลอฮฺ) เพื่อพิสูจน์และปฏิญาณว่า ท่านนะบีมุฮัมมัดคือ ศาสนทูตแห่งอิสลาม มิได้พิสูจน์การเป็นศาสนทูตคู่ควรแก่ท่านนะบี ด้วยเหตุนี้ ชะฮาดัตแรก จึงเป็นเน้นอันเฉพาะเจาะจงสำหรับพระองค์ ประโยคจึงเริ่มต้นด้วย “การปฏิเสธ” ลานะฟีญินซฺ เพื่อเน้นให้เห็นความสำคัญของคำว่า “อิลาฮะ” ซึ่งถือว่าเป็นคำนามที่เป็นนักกิเราะฮฺ (มิได้ระบุเจาะจง) แน่นอน บริบทของการปฏิเสธนี้ ให้ประโยชน์ในแง่รวมทั้งหมด โดยปฏิเสธพระเจ้าที่มีทั้งหมดบนโลก และปฏิเสธการมีส่วนร่วมในความเป็นพระเจ้า ของพระเจ้าที่แท้จริง ดังนั้น การที่กล่าวว่าไม่มีพระเจ้าอื่นใด “นอกจาก” อิลลา นั่นเป็นจำกัดให้เห็นถึงความสำคัญอันเฉพาะสำหรับ อัลลอฮฺ เพื่อประกาศให้รู้ว่าไม่มีใคร หรือสิ่งใดมีส่วนร่วมในการเป็นพระผู้อภิบาลของพระองค์ ดังนั้น ในความเป็นจริงจึงพิสูจน์ด้วยประโยคที่กล่าวว่า “นอกจากอัลลอฮฺ” ...
  • ถ้าบุคคลหนึ่งใช้ความรุนแรง เพื่อกระทำผิดประเวณี จะมีบทลงโทษอย่างไร?
    3531 ฮุดู้ด,กิศ้อศ,ดิยะฮ์
    บุคคลที่ใช้ความรุนแรงในการข่มขืนกระทำชำเรา หรือบีบบังคับหญิงให้กระทำผิดประเวณี- ซินา –กับตน เขาจะถูกตัดสินลงโทษด้วยการ ประหารชีวิต[1] และถ้าหากหญิงต้องการหนึ่ เพื่อให้รอดพ้นจากน้ำมือของคนชั่วที่จะกระทำซินา โดยที่นางต้องต่อสู้กับเขา ซึ่งนางไม่มีทางเลือกอื่นใดอีก นอกจากต้องสังหารเขา ผู้ที่จะกระทำการข่มขืนกระทำชำเรา ดังนั้น การฆ่าเขา ถือว่าอนุญาต เลือดของเขาถือว่าไร้ค่า และนางไม่ต้องเสียค่าปรับ หรือค่าสินไหมชดเชยอันใดทั้งสิ้น[2] คำตอบของฯพณฯอายะตุลลอฮฺ ฮาดะวี เตหะรานนี สำหรับคำถามในท่อนแรก มีดังนี้ ถ้าวัตถุประสงค์ของ ซินา มิได้หมายถึงการทำชู้ (บุคคลที่ไม่มีภรรยาตามชัรอีย์ หรือมีแต่ไม่อาจมีเพศสัมพันธ์ด้วยได้) ให้ลงโทษด้วยการเฆี่ยนตี 100 ครั้ง แต่ถ้าเป็นการทำชู้ ให้ลงโทษด้วยการขว้างด้วยก้อนหิน แต่ถ้าจุดประสงค์หมายถึง การลิวาฏ (ร่วมเพศทางทวารหนัก) ต้องถูกตัดสินประหารชีวิต แน่นอนว่า ถ้าเขาได้ซินากับหญิง โดยการบีบบังคับ ขืนใจ ...
  • เราสามารถทำงานในร้านที่ผลิตหรือขายอาหารที่มีส่วนผสมเป็นเนื้อสุกรได้หรือไม่?
    3102 ข้อมูลน่ารู้
    บรรดามัรญะอ์ตักลี้ด (ผู้เชี่ยวชาญด้านนิติศาสตร์อิสลาม) ต่างก็ไม่อนุญาตให้ทำงานในสถานประกอบการที่จัดจำหน่ายสิ่งฮะรอม (ไม่อนุมัติตามหลักอิสลาม) ฉะนั้น หากหน้าที่ของท่านคือการจัดจำหน่ายเนื้อสุกรเป็นการเฉพาะ งานดังกล่าวจะถือเป็นสิ่งฮะรอม ส่วนกรณีอื่นที่นอกเหนือจากนี้ ถือว่าไม่มีข้อห้ามประการใด อย่างไรก็ดี สามารถสัมผัสอาหารฮะรอมตามที่ระบุในคำถามได้ (โดยไม่บาป) แต่หากสัมผัสขณะที่ร่างกายเปียกชื้น จะต้องชำระล้างนะญิส (มลทินภาวะทางศาสนา) ด้วยน้ำสะอาดตามที่ศาสนากำหนด ...
  • เมืองมะดีนะถูกสร้างขึ้นเมื่อใด?
    5973 ประวัติสถานที่
    นครมะดีนะฮ์ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของคาบสมุทรอรับ และตั้งอยู่ทางทิศเหนือของนครมักกะฮ์อันทรงเกียรติ โอบล้อมด้วยหินกรวดทางทิศตะวันออกและตะวันตก เมืองนี้มีภูเขาหลายลูก อาทิเช่น ภูเขาอุฮุดทางด้านเหนือ ภูเขาอัยร์ทางใต้ ภูเขาญะมะรอตทางทิศตะวันตก มะดีนะฮ์มีหุบเขาในเมืองสามแห่งด้วยกัน คือ 1. อะกี้ก 2. บัฏฮาต 3. เกาะน้าต[1] เกี่ยวกับการสถาปนานครมะดีนะฮ์นั้น สามาถวิเคราะห์ได้สองช่วง 1. ก่อนยุคอิสลาม 2. หลังยุคอิสลาม 1. ก่อนยุคอิสลาม กล่าวกันว่าภายหลังจากเหตุการณ์น้ำท่วมโลกในยุคของท่านนบีนู้ห์ (อ.) มีผู้อยู่อาศัยในนครยัษริบ (ชื่อเดิมของมะดีนะฮ์) สี่กลุ่มด้วยกัน 1.1. ลูกหลานของอะบีล ซึ่งเป็นผู้รอดชีวิตจากสำเภาของท่านนบีนูห์ที่เทียบจอด ณ ภูเขาอารารัต ได้ตั้งถิ่นฐาน ณ เมืองยัษริบ ซึ่งเมืองยัษริบเองก็มาจากชื่อของบรรพชนรุ่นแรกที่ตั้งรกราก นามว่า ยัษริบ บิน อะบีล บิน เอาศ์ ...
  • ได้ยินว่าผู้บริจาคเศาะดะเกาะฮ์จะพ้นจากภยันตรายต่างๆ ถามว่าผู้รับเศาะดะเกาะฮ์จะประสบกับภยันตรายเหล่านั้นแทนหรือไม่?
    6365 بیشتر بدانیم
    “เศาะดะเกาะฮ์” ในแง่ภาษาอรับแล้ว ถือเป็นอาการนาม ให้ความหมายว่า “การมอบให้เพื่อจะได้รับผลบุญ” และมีรากศัพท์จากคำว่า “ศิดกุน” พหูพจน์ของเศาะดะเกาะฮ์คือ “เศาะดะกอต” [1] นิยามของเศาะดะเกาะฮ์ เศาะดะเกาะฮ์หมายถึง สิ่งที่บุคคลมอบให้ผู้ขัดสน ผู้ยากไร้ เพื่ออัลลอฮ์ อันเป็นการพิสูจน์ความจริงใจในแนวทางของพระองค์[2] บทบัญญัติเกี่ยวกับเศาะดะเกาะฮ์ และผลบุญที่จะได้รับ อิสลามมีบทบัญญัติเกี่ยวกับเศาะดะเกาะฮ์สองประเภทด้วยกัน 1. เศาะดะเกาะฮ์ภาคบังคับ (วาญิบ) ซึ่งก็หมายถึง “ซะกาต” นั่นเอง ดังโองการที่กล่าวว่า خُذْ مِنْ أَمْوَالِهِمْ صَدَقَةً تُطَهِّرُهُمْ وَ تُزَکِّیهِمْ بِهَا وَ صَلِّ عَلَیْهِمْ إِنَّ صَلاَتَکَ سَکَنٌ ...
  • ผู้ที่เป็นวากิฟ (คนวะกัฟ) สามารถสั่งปลดอิมามญะมาอัตได้หรือไม่?
    4819 ข้อมูลน่ารู้
    ผู้วะกัฟหลังจากวะกัฟทรัพย์สินแล้ว เขาไม่มีสิทธิใด ๆ ในทรัพย์สินนั้นอีกต่อไป, เว้นเสียแต่ว่าผู้วะกัฟจะเป็นผู้ดูแลรับผิดชอบ ทรัพย์วะกัฟด้วยตัวเอง ส่วนกรณีเกี่ยวกับอำนาจของผู้ดูแลทรัพย์วะกัฟจะมีหรือไม่ มีทัศนะแตกต่างกัน บางคนกล่าวว่า ผู้ดูแลไม่มีสิทธิ์อันใดทั้งสิ้น บางกลุ่มเชื่อว่าผู้ดูแลนั้นสามารถกระทำการตามที่ถามมาได้ ถ้าใส่ใจเรื่องความเหมาะสม ...
  • เราสามารถปฏิบัติตามอัลกุรอานเฉพาะโองการที่เข้าใจได้หรือไม่?
    3797 فضایل اخلاقی
    มนุษย์เราจำเป็นจะต้องขวนขวายหาความรู้อยู่ตลอดเวลา แน่นอนว่าหากเลือกปฏิบัติตามที่ตนรู้ตามกระบวนการดังกล่าวอย่างบริสุทธิ์ใจ อัลลอฮ์จะทรงชี้นำเขาสู่ความถูกต้องอย่างแน่นอน กุรอานกล่าวถึงเรื่องนี้ไว้ว่า «وَ الَّذینَ جاهَدُوا فینا لَنَهْدِیَنَّهُمْ سُبُلَنا وَ إِنَّ اللَّهَ لَمَعَ الْمُحْسِنین»[1] “และเหล่าผู้ที่ต่อสู้ในแนวทางของเรา(อย่างบริสุทธิ์ใจ) แน่แท้ เราจะชี้นำพวกเขา และพระองค์ทรงอยู่เคียงข้างผู้บำเพ็ญความดี” ท่านนบีกล่าวว่า “مَنْ عَمِلَ بِمَا یَعْلَمُ وَرَّثَهُ اللَّهُ عِلْمَ مَا لَمْ یَعْلَمْ”[2] ผู้ที่ปฏิบัติตามสิ่งที่ตนรู้ พระองค์จะทรงสอนสั่งในสิ่งที่เขาไม่รู้” จำเป็นต้องทราบว่า กุรอานมีทั้งโองการที่มีสำนวนเข้าใจง่ายและมีความหมายไม่ซับซ้อน อย่างเช่นโองการที่บัญชาให้นมาซ ห้ามมิให้พูดปด ห้ามนินทา ฯลฯ ...