การค้นหาขั้นสูง
ผู้เยี่ยมชม
9817
อัปเดตเกี่ยวกับ: 2555/05/17
คำถามอย่างย่อ
ความหมายของวิลายะฮฺของฮากิมบนสิ่งต้องห้ามคืออะไร?
คำถาม
ความหมายของวิลายะฮฺของฮากิมบนสิ่งต้องห้ามคืออะไร?
คำตอบโดยสังเขป

คำนิยามที่ชัดเจนและสั้นของกฎนี้คือ ผู้ปกครองบรรดามุสลิม มีสิทธิบังคับในบางเรื่องซึ่งบุคคลนั้นมีหน้าที่จ่ายสิทธิ์ (ในความหมายทั่วไป) แต่เขาได้ขัดขวาง ดังนั้น ผู้ปกครองมีสิทธิ์บังคับให้เขาจ่ายสิทธิที่เขารับผิดชอบอยู่

ในช่วงระยะเวลาที่ไม่ใกล้ไกลนี้ มรดกทางบทบัญญัติได้ให้บทสรุปแก่มนุษย์ในการยอมรับว่า วิลายะฮฺของฮากิมที่มีต่อสิ่งถูกห้าม ในฐานะที่เป็นแก่นหลักของประเด็น (โดยหลักการเป็นที่ยอมรับ) ณ บรรดานักปราชญ์ทั้งหมด โดยไม่ขัดแย้งกัน, แม้ว่าบางท่านจะกล่าวถึงองค์ประกอบที่แตกต่างกันก็ตาม

คำตอบเชิงรายละเอียด

วิลายะฮฺ ฮากิม มีรากที่มาเก่าแก่ที่สุด ซึ่งจะเห็นกระทบทางด้านบทบัญญัติได้เป็นอย่างดี, ธรรมชาติของบทบัญญัติอิสลาม และสาส์นอันยิ่งใหญ่ ที่อยู่เคียงข้างเหตุผลอื่นอีกจำนวนมากมาย อันเป็นสาเหตุทำให้ประเด็นดังกล่าวเป็นหลักสำคัญประการหนึ่งในบทบัญญัติที่มีการกล่าวอ้างถึง

ในช่วงระยะเวลาที่ไม่ใกล้ไกลนี้ มรดกทางบทบัญญัติได้ให้บทสรุปแก่มนุษย์ในการยอมรับว่า วิลายะฮฺของฮากิมที่มีต่อสิ่งถูกห้าม ในฐานะที่เป็นแก่นหลักของประเด็น (โดยหลักการเป็นที่ยอมรับ) ณ บรรดานักปราชญ์ทั้งหมด โดยไม่ขัดแย้งกัน, แม้ว่าบางท่านจะกล่าวถึงองค์ประกอบที่แตกต่างกันก็ตาม

คำนิยามที่ชัดเจนและสั้นของกฎนี้คือ ผู้ปกครองบรรดามุสลิม มีสิทธิบังคับในบางเรื่องซึ่งบุคคลนั้นมีหน้าที่จ่ายสิทธิ์ (ในความหมายทั่วไป) แต่เขาได้ขัดขวาง ดังนั้น ผู้ปกครองมีสิทธิ์บังคับให้เขาจ่ายสิทธิที่เขารับผิดชอบอยู่[1]

ฮากิมคือใคร?

ฮากิมทุกคนมีอำนาจนี้อยู่ในมือหรือไม่ ในฐานะที่เป็นมุสลิมและได้ปกครองเหนือบรรดามุสลิมทั้งหลาย, เขาสามารถมีอำนาจนี้ไว้ในครอบครองได้หรือไม่? หรือวัตถุประสงค์คือ บุคคลหนึ่งมีความรู้ความสามารถและเข้าใจบทบัญญัติอิสลาม ทั้งปัญหาด้านการอิบาดะฮฺ และการปฏิบัติในอิสลามเป็นอย่างดี และมีความสันทัดพิเศษบนพื้นฐานปัญหาเหล่านั้น?

ในหนังสือ “กฎเกณฑ์ทางบทบัญญัติ” หลังจากได้ค้นคว้าอย่างกว้างขวางเกี่ยวกับความหมายของ ฮากิม ทั้งในรายงาน และคำพูดของบรรดานักปราชญ์แล้ว ได้เขียนว่า เมื่อพิจารณาประเด็นข้างเคียงในการนำคำว่า ฮากิม ไปใช่ในบทบัญญัติ ทำให้เข้าใจว่าวัตถุประสงค์ของคำๆ นี้ในที่นี้หมายถึง “ฟะกีฮฺ ญามิอุล ชะรออิฏ” ซึ่งนอกจากจะมีหน้าที่พิพากษาตัดสินแล้ว ยังต้องเป็นทนาย และมีหน้าที่ตรวจสอบในความหมายทั่วไป และยังมีศักยภาพในการจัดการอย่างกว้างขวางอีกด้วย”[2]

เหตุผลด้านรายงาน

ก. เหตุผลทั่วไป (เหตุผลทางภูมิปัญญา) การรักษาความสงบเรียบร้อยของสังคม สถาปนาความยุติธรรม สร้างขวัญและกำลังใจแก่มนุษย์ทุกคน, ดังนั้น สติปัญญาจึงตัดสินว่าจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องสถาปนาความยุติธรรมทำนองนี้ อีกด้านหนึ่งสังคมซึ่งมีการปฏิบัติตามกฎหมายและมีหน้าที่ตามกฎหมาย ในฐานะที่ได้รับการยอมรับเป็นรากฐานของความสัมพันธ์ทางสังคมทั้งหมด,ย่อมจะต้องปฏิบัติตามความถูกต้องเหมาะสมกับผู้ที่ประพฤติผิด, เพื่อว่าการละเมิดของพวกเขาจะได้ไม่เกินขอบเขตที่วางไว้ โดยด้านหนึ่งจาก มัรญิอฺผู้มีอำนาจออกกฎหมายจะไม่ทำให้ความสงบเรียบร้อยของสังคมเกิดช่องว่างลง  เพื่อว่าจะเป็นการสนับสนุนให้คนอื่นกระทำความผิดต่อไป และด้วยข้อพิสูจน์ทางกฎหมายที่เรียบง่าย จึงก่อให้เกิดพื้นฐานที่สำคัญของกฎเกณฑ์ที่กำลังกล่าวถึง

ฉะนั้น นักปราชญ์ส่วนใหญ่, เมื่อเวลาอ้างถึงกฎดังกล่าวนี้ไม่จำเป็นต้องยกเหตุผล หรือนำเสนอข้อพิสูจน์ต่างๆ เนื่องจากกฎเกณฑ์ดังกล่าวเป็นที่ยอมรับโดยทั่วไป ไม่มีความขัดแย้ง หรือมีความเห็นตรงกันข้ามกันเป็นอย่างอื่นเกี่ยวกับ กฎการปกครองของฮากิมบนสิ่งต้องห้าม ความเร้นลับบนความเข้าใจนี้คือ ความชัดเจนของกฎและมีการสนับสนุนเหตุผลที่ชัดเจนของสติปัญญา หรืออาจเป็นเพราะว่าเหตุผลของ วิลายะตุลฟะกีฮฺ เพียงพอแล้วและไม่จำเป็นต้องอาศัยเหตุผลอื่นมาอธิบายประเด็นดังกล่าวอีก[3]

ข. เหตุผลอันเฉพาะ : กล่าวคือ อัลฮากิม วะลียุลมุมตะนิอฺ มิได้มีกล่าวไว้ในรายงาน, แต่ความรวมโดยทั่วไปมีปรากฏอยู่ในบางรายงาน ซึ่งสามารถค้นได้จากบางรายงาน เช่น

1.รายงานจาก ซัลละมะฮฺ บิน กุฮีล : ซัลละมะฮฺ บิน กุฮีล รายงานว่า ท่านอิมามอะลี (อ.) กล่าวกับชะรีฮฺว่า : เกี่ยวกับบุคคลที่ไม่ยอมจ่ายหนี้สินของเจ้าหนี้ ทั้งที่มีความสามารถและมีทรัพย์พอที่จะจ่าย แต่เขากับไม่สนใจ จงพิจารณาและเอาใจใส่ประเด็นนี้ให้ดี สิทธิของประชาชนจะต้องจ่ายคืนแม้ว่าจะต้องขายทรัพย์สินบางชนิดของพวกเขาไปก็ตาม, เนื่องจากฉันได้ยินจากท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) ว่า การวางเฉยไม่สนใจของบุคคลที่มีความสามารถ คือการอธรรมอย่างหนึ่งที่มีต่อบรรดามุสลิมที่เป็นเจ้าหนี้”[4]

แม้ว่าบางครั้งการไม่ใส่ใจจะดูว่าเป็นความอ่อนแอบางอย่างก็ตาม แต่เมื่อพิจารณาจากสาระของรายงานแล้ว เป็นที่ยอมรับโดยทั่วไป[5]

2.รายงานจากฮุซัยฟะฮฺ : รายงานจากท่านอิมามซอดิก (อ.) ว่า ในสมัยของท่านเราะซูล (ซ็อล ฯ) ได้ประสบภัยธรรมชาติทำให้สังคมขาดข้าวสาลี, บรรดามุสลิมได้มาหาท่าน และกล่าวว่า : โอ้ ท่านเราะซูลแห่งพระเจ้าตอนนี้สังคมปราศจากข้าวสาลี นอกเสียจากมีที่คนๆ หนึ่งเท่านั้น โปรดสั่งให้เขาขายข้าวสาลีด้วยเถิด ท่านเราะซูลได้กล่าวกับบุรุษผู้นั้นว่า : บรรดามุสลิมได้มารายงานว่าตอนนี้ข้าวสาลีขาดตลาด นอกเสียจากข้าวสาลีจำนวนหนึ่งที่มีอยู่ที่เจ้า, ดังนั้น จงนำออกมาขายในตลาดเถิดแม้ว่าเจ้าจะไม่พอใจเท่าใดนัก แต่ก็จงอย่าเก็บรักษาไว้เลย[6]

อย่างไรก็ตามเนื้อหาสาระของรายงานข้างต้น มิได้ระบุถึงขั้นตอนการขัดขวางแต่อย่างใด เพื่อว่าจะได้นำเอากฎของวิลายะฮฺมาปฏิบัติ กล่าวคือการขายข้าวสาลีโดยตรงโดยท่านเราะซูล (ซ็อล ฯ) แต่ลักษณะที่คล้ายคลึงกันสิ่งที่รายงานได้สาธยายไว้คือ, การขัดขวางไม่ขายอาหารโดยผู้มีอาหารอยู่ในครอบครอง ถือเป็นเรื่องธรรมชาติ ส่วนการร้องเรียนของบรรดามุสลิมต่อท่านศาสดา โดยขอให้ท่านออกคำสั่งให้เขาขายข้าวสาลี ก็ถือว่าอยู่ในเงื่อนไขที่เปิดเผยและสมควรได้รับการปฏิบัติ[7]

3. รายงานจากอบูบะซีร : ท่านอิมามบากิร (อ.) กล่าวว่า : บุคคลใดก็ตามที่หลีกเลี่ยงการจัดหาเสื้อผ้าและของใช้ส่วนตัวของภรรยา, ดังนั้น อิมาม (อ.) มีสิทธิ์ที่จะทำการหย่าร้างเขาทั้งสอง, รายงานดังกล่าวแม้ว่าจะเกี่ยวข้องกับความไร้สามารถในการจ่ายค่าเลี้ยงดู หรือการขัดขวางไม่ยอมจ่ายก็ตาม สิ่งที่ควรปฏิบัติก็คือ การหลีกเลี่ยงการหย่าร้างทั้งสอง[8]

4.การอิจญฺมาอ์ : จากคำพูดของนักปราชญ์ผู้อาวุโสบางท่านเกี่ยวกับกฎเกณฑ์ดังกล่าวคือ คำกล่าวอ้างด้านอิจญฺมาอ์[9] การอิจญฺมาอ์ดังกล่าวนี้ แม้ว่าจะไม่ได้ออกมาในฐานของกฎก็ตาม แต่อย่างน้อยก็เป็นการสำทับให้เห็นถึงตัวอย่างของคำกล่าวอ้างได้อย่างชัดเจน[10]

เมื่อพิจารณาสิ่งที่กล่าวผ่านมาจะเห็นว่า ทั้งความหมายของกฎและเหตุผลเป็นที่ชัดเจนมากยิ่งขึ้น, แต่ดังที่กล่าวไปแล้วว่ากฎเกณฑ์ดังกล่าวนั้น สามารถนำมาประยุกต์ใช้ในบทบัญญัติได้อย่างมากมาย ซึ่งแต่ละประเด็นเหล่านั้นได้ถูกนำมาใช้อย่างเป็นเอกเทศและมีการอธิบายรายละเอียดอย่างกว้างขวาง

 


[1]ชะฮีด ตับรีซียฺ, ฟะตาฮฺ, ฮิดายะตุลฏอลิบ อิลา อัสรอร อัลมะกาซิบ, เล่ม 3, หน้า 605, พิมพ์ อิฎลาอาต, ตับรีซ, ปี ฮ.ศ. 1375.

[2] มุฮักกิก ดามอด, ซัยยิดมุสตะฟา, กะวาอิด ฟิกฮฺ, เล่ม 3, หน้า 213, นัชร์ อุลูมอิสลามมี, เตหะราน, ปี ฮ.ศ. 1406.

[3] เอสฟาฮานนี, มุฮัมมัด ฮุเซน, คำอธิบายหนังสือมะกาซิบ, เล่ม 2, หน้า 399, อันวารุลฮุดา, กุม, พิมพ์ใหม่ ปี ฮ.ศ. 1418.

[4] กุลัยนียฺ, มุฮัมมัด บิน ยะอฺกูบ, อัลกาฟียฺ, เล่ม 7, หน้า 412, ดารุลกุตุบอิสลามียะฮฺ, เตหะราน ปี ฮ.ศ. 1407.

[5] กะวาอิดฟิกฮฺ, เล่ม 3, หน้า 205.

[6] อัลกาฟียฺ, เล่ม 5, หน้า 164.

[7] เกาะวาอิด ฟิกฮฺ, เล่ม 3, หน้า 206.

[8] ซะดูก,มุฮัมมัด บิน อะลี, มันลายะฮฺเฎาะเราะฮุลฟะกีฮฺ, เล่ม 3, หน้า 441, ตัฟตัรอินเตะชารอต อิสลามมี,กุม ปี ฮ.ศ. 1413

[9] นะญะฟี, มุฮัมมัดฮะซัน, ญะวาเฮรุลกะลาม, เล่ม 22, หน้า 485, ดาร อะฮฺยาอฺ อัตตุรอษ อัลอะเราะบียฺ, เบรูต, บีทอ

[10] มัรฮูม เชค มุฮัมมัดฮะเซน ฆัรวี เอซฟาฮานี เกี่ยวกับประเด็นนี้ท่านกล่าวว่า : วิลายัต ฮากิม เกี่ยวกับประเด็นข้างต้น มีการอิจญ์มาอ์ อย่างมากมาย ซึ่งคำพูดของอัซฮาบถือว่าเป็น แก่นที่ได้รับการยอมรับอย่างเป็นเอกฉันท์ โดยที่ไม่จำเป็นต้องอาศัยข้อพิสูจน์หรือหลักฐานอันใดอีก สามารถนำมาเป็นข้ออ้างอิงได้, ฮาชียะฮฺ กิตาบมะกาซิบ, เล่ม 2, หน้า 399 พิมพ์ใหม่

 

แปลคำถามภาษาต่างๆ
ความเห็น
จำนวนความเห็น 0
กรุณาป้อนค่า
ตัวอย่าง : Yourname@YourDomane.ext
กรุณาป้อนค่า
<< ลากฉัน
กรุณากรอกจำนวนที่ถูกต้องของ รหัสรักษาความปลอดภัย

หมวดหมู่

คำถามสุ่ม

  • มีวิธีใดบ้างที่จะทำให้สามีภรรยาเข้าใจกันและกัน
    9194 จริยธรรมทฤษฎี 2555/09/15
    ความซื่อสัตย์คือต้นทุนที่สำคัญที่สุดของชีวิตคู่ ในทางตรงกันข้าม ภัยคุกคามที่ร้ายแรงที่สุดที่ก่อให้เกิดความร้าวฉานระหว่างคู่รักก็คือความไม่ไว้วางใจและการหลอกลวงกัน จากที่คุณถามมา พอจะสรุปได้ว่าคุณสองคนขาดความไว้วางใจต่อกัน ขั้นแรกจึงต้องทำลายกำแพงดังกล่าวเสียก่อน วิธีก็คือ จะต้องหาต้นตอของความไม่ไว้วางใจให้ได้ แล้วจึงสะสางให้เป็นที่พึงพอใจทั้งสองฝ่าย ซึ่งหากเสริมสร้างความไว้วางใจได้สำเร็จ ไม่ว่าคุณไสยหรือเวทมนตร์คาถาใดๆก็ไม่อาจจะทำลายความสัมพันธ์ระหว่างคุณกับภรรยาได้อีก ...
  • ชีอะฮ์และมุอ์ตะซิละฮ์มีทัศนคติเกี่ยวกับความยุติธรรมแตกต่างกันอย่างไร?
    11821 เทววิทยาดั้งเดิม 2555/04/24
    ทั้งสองสำนักคิดนี้ต่างก็ถือว่าความยุติธรรมของอัลลอฮ์คือหนึ่งในหลักศรัทธาของตน ทั้งสองเชื่อว่าความดีและความชั่วพิสูจน์ได้ด้วยสติปัญญา กล่าวคือสติปัญญาสามารถจะพิสูจน์ความผิดชอบชั่วดีในหลายๆประเด็นได้แม้ไม่ได้รับแจ้งจากชะรีอัตศาสนา ความอยุติธรรมก็เป็นหัวข้อหนึ่งที่สติปัญญาของมนุษย์ทุกคนพิสูจน์ได้ว่าเป็นความชั่ว ด้วยเหตุนี้ อัลลอฮ์จึงไม่ทรงลดพระองค์มาแปดเปื้อนกับความชั่วดังกล่าว แต่ทรงเป็นผู้ไว้ซึ่งความเที่ยงธรรมอย่างไม่ต้องสงสัย ข้อแตกต่างระหว่างสองสำนักคิดข้างต้นก็คือ เมื่อเผชิญข้อโต้แย้งที่ว่า “หากทุกการกระทำของมนุษย์มาจากพระองค์จริง แสดงว่าการให้รางวัลและการลงโทษมนุษย์ย่อมไม่มีความหมาย” มุอ์ตะซิละฮ์ชี้แจงด้วยการปฏิเสธเตาฮี้ด อัฟอาลี (เอกานุภาพเชิงกรณียกิจ) แต่ชีอะฮ์ปฏิเสธทางออกดังกล่าวที่ถือว่ามนุษย์ไม่ต้องพึ่งพาอัลลอฮ์ในการกระทำ โดยเชื่อว่าการกระทำของมนุษย์เชื่อมต่อกับการกระทำของอัลลอฮ์ในเชิงลูกโซ่ มิได้อยู่ในระนาบเดียวกัน จึงทำให้ตอบข้อโต้แย้งข้างต้นได้โดยที่ยังเชื่อในความยุติธรรมของพระองค์ดังเดิม ...
  • ท่านอิมามฮุเซนเคยจำแนกระหว่างอรับและชนชาติอื่น หรือเคยกล่าวตำหนิชนชาติอื่นหรือไม่?
    6845 ดิรอยะตุลฮะดีซ 2554/10/11
    ฮะดีษที่อ้างอิงมานั้นเป็นฮะดีษจากอิมามศอดิก(อ.)มิไช่อิมามฮุเซน(อ.) ฮะดีษกล่าวว่า "เราสืบเชื้อสายกุเรชและเหล่าชีอะฮ์ของเราล้วนเป็นอรับแท้ส่วนผองศัตรูของเราล้วนเป็น"อะญัม"(ชนชาติอื่น) ไม่ว่าจะพิจารณาในแง่สายรายงานหรือเนื้อหาจะพบว่าฮะดีษนี้ปราศจากความน่าเชื่อถือใดๆทั้งสิ้นทั้งนี้เพราะสายรายงานของฮะดีษนี้มีนักรายงานฮะดีษที่ไม่น่าเชื่อถือ(เฎาะอี้ฟ)ปรากฏอยู่ส่วนเนื้อหาทั่วไปของฮะดีษนี้นอกจากขัดต่อสติปัญญาแล้วยังขัดต่อโองการกุรอานฮะดีษมากมายที่ถือว่าอีหม่านและตักวาเท่านั้นที่เป็นมาตรวัดคุณค่ามนุษย์หาไช่ชาติพันธุ์ไม่ทั้งนี้ท่านนบีได้ให้หลักเกณฑ์ไว้ว่า "หากฮะดีษที่รายงานจากเราขัดต่อประกาศิตของกุรอานก็จงขว้างใส่กำแพงเสีย(ไม่ต้องสนใจ)"อย่างไรก็ดีเราปฏิเสธที่จะรับฮะดีษดังกล่าวในกรณีที่ตีความตามความหมายทั่วไปเท่านั้นแต่น่าสังเกตุว่าคำว่า"อรับ"และ"อะญัม"หาได้หมายถึงชาติพันธุ์เท่านั้นแต่ในทางภาษาศาสตร์แล้วสองคำนี้สามารถสื่อถึงคุณลักษณะบางอย่างได้สองคำนี้สามารถใช้กับสมาชิกเผ่าพันธุ์เดียวกันก็ได้อาทิเช่นคำว่าอรับสามารถตีความได้ว่าหมายถึงการ"มีชาติตระกูล" และอะญัมอาจหมายถึง"คนไร้ชาติตระกูล" ในกรณีนี้สมมติว่าฮะดีษผ่านการตรวจสอบสายรายงานมาได้ก็ถือว่าไม่มีปัญหาในแง่เนื้อหาทั้งนี้ก็เพราะเรามีฮะดีษมากมายที่ยกย่องชาติพันธุ์ที่ไม่ไช่อรับเนื่องจากมีอีหม่านอะมั้ลที่ดีงามและความอดทน ...
  • ผมเป็นชาวฟิลิปินส์ ในสถานการณ์ที่ผมไม่สามารถไปหามุจตะฮิดคนใดคนหนึ่งได้ และในกรณีที่ผมไม่มั่นใจว่ามีผู้ที่เป็นซัยยิด (เป็นลูกหลานของท่านศาสดา (ซ.ล.) ที่เป็นผู้ยากไร้อาศัยอยู่ในประเทศของผมหรือไม่นั้น ผมจะต้องจ่ายคุมุสแก่ผู้ใด?
    7330 สิทธิและกฎหมาย 2555/02/05
    คำตอบที่ได้รับมาจากสำนักงานต่างๆของบรรดามัรยิอ์มีดังนี้สำนักงานท่านอายะตุลลอฮ์ซิซตานี–คุณสามารถที่จะแยกเงินคุมุสของท่านไว้และเก็บไว้ก่อนจนกว่าจะมีโอกาสที่จะนำเงินดังกล่าวไปมอบให้กับตัวแทนของท่านอายะตุลลอฮ์สำนักงานท่านอายะตุลลอฮ์มะการิมชีรอซี–สามารถจ่ายทางเว็บไซต์ของมัรญะอ์ดังกล่าวได้คำตอบของท่านอายะตุลลอฮ์ฮาดาวีย์เตหะรานีเกี่ยวกับประเด็นดังกล่าวคือคุณสามารถจ่ายทางอินเตอร์เน็ตได้โดยโอนเงินให้กับมุจตะฮิดหรือตัวแทนของท่านและทางที่ดีควรจ่ายให้กับผู้นำรัฐหรือตัวแทนของท่านในทุกกรณีไม่สามารถจ่ายเงินคุมุสให้กับผู้อื่นโดยไม่ได้รับอนุญาตจากท่านหรือตัวแทนของท่านเสียก่อน ...
  • อัลกุรอาน โองการสุดท้ายคืออะไร และเป็นไปได้ไหมที่จะเพิ่มเติมโองการอัลกุรอาน?
    21589 وحی 2555/09/29
    เกี่ยวกับอัลกุรอาน โองการสุดท้ายที่ประทานแก่ท่านศาสดา (ซ็อลฯ) มีรายงานจำนวนมากและแตกต่างกัน แต่รายงานโดยรวมเหล่านั้นสามารถกล่าวได้ว่า อัลกุรอาน ซูเราะฮฺสุดท้ายสมบูรณ์ที่ได้ประทานลงมาแก่ท่านศาสดา (ซ็อลฯ) คือ ซูเราะฮฺ “นัซรฺ” ซึ่งได้ถูกประทานลงมาก่อนที่จะพิชิตมักกะฮฺ หรือในปีที่พิชิตมักกะฮฺนั่นเอง ส่วนซูเราะฮฺสุดท้ายที่ประทานแก่ท่านศาสดา (ซ็อลฯ) แต่ถ้านับโองการถือเป็นโองการเริ่มต้น ของบทบะรออะฮฺ ซึ่งไประทานลงมาในปีที่ 9 ของการอพยพ หลังจากการพิชิตมักกะฮฺ หลังจากกลับจากสงครามตะบูก แต่ในแง่ของโองการ เมื่อถามถึงโองการสุดท้ายที่ประทานแก่ท่านศาสดา (ซ็อลฯ) ได้แก่โองการอิกมาลุดดีน (มาอิดะฮฺ, 3) เนื่องจากโองการดังกล่าวได้ประกาศถึงความสมบูรณ์ของศาสนา และเป็นการเตือนสำทับให้เห็นว่า การประทานวะฮฺยูได้สิ้นสุดลงแล้ว ซึ่งโองการนี้ได้ถูกประทานลงมาเมื่อวันที่ 18 ซุลฮิจญฺ ปี ฮ.ศ. ที่ 10 ขณะเดินทางกลับจากการประกอบพิธีฮัจญฺ อัลวะดา บางที่สามารถกล่าวได้ว่าโองการ อิกมาลุดดีน เป็นโองการสุดท้ายเกี่ยวกับ โองการอายะตุลอะฮฺกาม ส่วนโองการที่ 281 บทบะเกาะเราะฮฺ ...
  • มุคตารคือ ษะกะฟีย์ ซึ่งในหัวใจมีความรักให้ท่านอบูบักร์และอุมมัรเท่านั้น? แล้วทำไมเขาจึงไม่ปกป้องท่านอิมามฮุซัยนฺ (อ.) ในกัรบะลาอฺ?
    9842 تاريخ بزرگان 2554/12/21
    รายงานเกี่ยวกับมุคตารที่ปรากฏอยู่ในตำราฮะดีซนั้นแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มกล่าวคือรายงานบางกลุ่มกล่าวสรรเสริญเขา
  • การตัดขาดการใช้ชีวิตร่วมกับสังคม โดยปลีกวิเวกไปสู่ความสันโดษ มีกฎเกณฑ์เป็นเช่นไร
    13830 จริยธรรมปฏิบัติ 2554/10/22
    การถอนตัวหรือปลีกวิเวกโดยสมบูรณ์และถาวร บางครั้งไม่สมบูรณ์และเลยเถิดการถอนตัวหรือปลีกวิเวกโดยสมบูรณ์และถาวร วิธีการนี้มีปัญหาหลายประการด้วยกัน กล่าวคือ :1.ขัดแย้งกับซุนนะฮฺและการบริบาลของอัลลอฮฺ, เนื่องจากซุนนะฮฺและพระประสงค์ของอัลลอฮฺคือ ต้องการให้มนุษย์ไปถึงยังความสมบูรณ์ ด้วยเจตนารมณ์เสรี และด้วยเครื่องมือและสื่อที่มีอยู่ หมายถึงการผ่านทางหลงผิดและการชี้นำไปสู่ความสมบูรณ์แบบนั่นเอง2.ประเด็นที่ศาสนาของพระเจ้าได้ห้ามไว้ แต่ก็ยังพบความแปลกปลอมของคนอื่นเกิดขึ้นอีกมากมาย ซึ่งกรณีนี้ยังไม่เคยพบว่าบรรดาศาสดาแห่งพระเจ้า และตัวแทนของท่านเหล่านั้นได้ปลีกวิเวกและตัดขาดจากสังคมมนุษย์โดยสิ้นเชิง
  • อะไรคือสัญญาณของพระเจ้า ที่อยู่ในท้องฟ้าและแผ่นดิน?
    12555 آسمان و زمین 2555/08/22
    ท้องฟ้าและแผ่นดิน และทุกสรรพสิ่งที่อยู่ในนั้น ทว่าทุกสิ่งที่มีอยู่ในโลกทั้งหมดเป็นสัญญาณ ที่บ่งบอกให้เห็นพลานุภาพของพระเจ้า สัญญาณต่างๆ นั้นมีจำนวนมากมายมหาศาล ซึ่งไม่มีผู้ใดสามารถคำนวณนับได้หมดสิ้น อัลกุรอาน ได้เชิญชวนมนุษย์ไปสู่การเรียนรู้จักสัญญาณเหล่านั้น ทั้งความกว้างไพศาล จำนวนกาแลคซี่ต่างๆ ระบบพลังงานแสงอาทิตย์, หมู่ดวงดาวต่างๆ และสิ่งมหัศจรรย์อีกจำนวนมากในนั้น การประสานกันของมวลเมฆ การเกิดฟ้าร้อง ฟ้าผ่า และฟ้าแลบ พร้อมประโยชน์มหาศาลของมัน การสร้างมนุษย์ซึ่งถือว่าเป็นหนึ่งในสิ่งมหัศจรรย์ ที่สลับซับซ้อนที่สุด ในขบวนการสร้างของพระองค์ การดำรงชีพและวัฎจักรชีวิตของผึ้ง และอื่นๆ อีกมากมาย ซึ่งทั้งหมดเป็นเพียงส่วนหนึ่งแห่งสัญญาณของพระองค์ ที่บ่งบอกให้เห็นความรู้ วิทยญาณ และความปรีชาญาณของพระองค์ ...
  • ท่านอับบาสอ่านกลอนปลุกใจว่าอย่างไรขณะกำลังนำน้ำมา
    9809 ชีวประวัตินักปราชญ์ 2554/12/25
    คำถามนี้ไม่มีคำตอบแบบสั้น ปรดเลือกปุ่มคำตอบที่สมบูรณ์ ...
  • มีผู้ทำพินัยกรรมเกี่ยวกับ “ทรัพย์สินส่วนหนึ่ง” โดยมิได้ระบุจำนวน เราจะแบ่งอย่างไร?
    7178 สิทธิและกฎหมาย 2555/02/13
    จากการที่บรรดาอุละมาอ์ให้การยอมรับสายรายงานฮะดีษของทั้งสองกลุ่มความหมายจึงได้เสนอข้อยุติไว้แตกต่างกันดังต่อไปนี้1. ในอดีตเจ้าของทรัพย์สินมักจะแบ่งทรัพย์สินเป็นส่วนๆบ้างก็แบ่งเป็นสิบส่วนบ้างก็แบ่งเป็นเจ็ดส่วนฉะนั้นจะต้องพิจารณาว่าผู้ตายเคยแบ่งทรัพย์สินอย่างไรขณะมีชีวิตอยู่2.

เนื้อหาที่มีผู้อ่านมากที่สุด

  • อะไรคือหน้าที่ๆภรรยาพึงปฏิบัติต่อสามีบ้าง?
    61622 สิทธิและกฎหมาย 2554/07/07
    ความมั่นคงของชีวิตคู่ขึ้นอยู่กับความรักความผูกพัน ความเข้าใจ การให้เกียรติและเคารพสิทธิของกันและกัน และเพื่อที่สถาบันครอบครัวจะยังคงมั่นคงเป็นปึกแผ่น อิสลามจึงได้ระบุถึงสิทธิของทั้งภรรยาและสามี ขณะเดียวกันก็ได้กำหนดหน้าที่สำหรับทั้งสองฝ่ายไว้ด้วย เนื่องจากเมื่ออัลลอฮ์ประทานสิทธิ ก็มักจะกำหนดหน้าที่กำกับไว้ด้วยเสมอ ข้อเขียนนี้จะนำเสนอหน้าที่ทางศาสนาบางส่วนที่ภรรยาพึงปฏิบัติต่อสามีดังต่อไปนี้:1. ...
  • ดุอาใดบ้างที่ทำให้ได้รับพรเร็วที่สุด?
    59163 จริยธรรมปฏิบัติ 2554/07/03
    มีดุอาที่รายงานจากอิมาม(อ.)หลายบทที่กล่าวขานกันว่าเห็นผลตอบรับอย่างรวดเร็ว แต่เนื่องจากไม่สามารถนำเสนอเนื้อหาดุอาทั้งหมด ณ ที่นี้ได้ จึงขอกล่าวเพียงชื่อดุอาที่มีความสำคัญเป็นพิเศษดังต่อไปนี้1. ดุอาตะวัซซุ้ล2. ดุอาฟะร็อจ
  • กรุณานำเสนอบทดุอาเพื่อให้ได้พบคู่ครองที่เหมาะสมและเปี่ยมด้วยตักวา
    43592 จริยธรรมปฏิบัติ 2554/06/12
    ทุกสิ่งทุกอย่างย่อมมีปัจจัยและเงื่อนไขจำเพาะตามที่พระเจ้าทรงกำหนดหากเราประสงค์สิ่งใดย่อมต้องเริ่มจากการตระเตรียมปัจจัยและเงื่อนไขเสียก่อนปัจจัยของการแต่งงานคือการเสาะหาและศึกษาอย่างละเอียดทว่าเพื่อความสัมฤทธิ์ผลในการดังกล่าวจำเป็นต้องขอความช่วยเหลือจากอัลลอฮ์เพื่อทรงชี้นำการตัดสินใจและความพยายามของเราให้บรรลุดังใจหมาย.การอ่านบทดุอาต่างๆที่รายงานจากบรรดาอิมาม(อ)ต้องควบคู่กับความพยายามศึกษาและเสาะหาคู่ครองอย่างถี่ถ้วน. หนึ่งในดุอาที่เกี่ยวกับเรื่องนี้โดยเฉพาะก็คือรายงานที่ตกทอดมาจากท่านอลี(อ)ดังต่อไปนี้: “ผู้ใดประสงค์จะมีคู่ครอง
  • ด้วยเหตุผลอันใดที่ต้องกล่าว อะอูซุบิลลาฮิ มินัชชัยฏอน นิรเราะญีม ก่อน บิซมิลลาฮิรเราะฮฺมานนิรเราะฮีม?
    41831 วิทยาการกุรอาน 2555/08/22
    หนึ่งในมารยาทของการอ่านอัลกุรอาน ซึ่งมีกล่าวไว้ในอัลกุรอาน และรายงานฮะดีซคือ การกล่าว อะอูซุบิลลาฮิ มินัชชัยฏอน นิรเราะญีม ก่อนที่จะเริ่มอ่านอัลกุรอาน หรือแม้แต่ให้กล่าวก่อนที่จะกล่าว บิซมิลลาฮิรเราะฮฺมานนิรเราะฮีม เสียด้วยซ้ำไป ด้วยเหตุผลที่ว่า บิซมิลลาฮิรเราะฮฺมานนิรเราะฮีม นั้นเป็นส่วนหนึ่งของอัลกุรอาน อย่างไรก็ตามการขอความคุ้มครองจากอัลลอฮฺ มิใช่แค่เป็นเพียงคำพูดเท่านั้น ทว่าสิ่งนี้จะต้องฝังลึกอยู่ภายในจิตวิญญาณของเรา ซึ่งต้องสำนึกสิ่งนี้อยู่เสมอตลอดการอ่านอัลกุรอาน ...
  • ครูบาอาจารย์และลูกศิษย์(นักเรียนนักศึกษา)มีหน้าที่ต่อกันอย่างไร?
    40249 จริยธรรมปฏิบัติ 2554/11/14
    ผู้สอนและผู้เรียนมีหน้าที่ต่อกันหลายประการด้วยกันซึ่งสามารถจำแนกออกเป็นสองส่วนก. หน้าที่ที่ผู้สอนมีต่อผู้เรียนอันประกอบด้วยหน้าที่ทางจริยธรรมการอบรมและวิชาการ ข. หน้าที่ที่ผู้เรียนมีต่อผู้สอนอาทิเช่นการให้เกียรติครูบาอาจารย์ยกย่องวิทยฐานะของท่านนอบน้อมถ่อมตน ...ฯลฯ ...
  • ก่อนการสร้างนบีอาดัม(อ) เคยมีการแต่งตั้งญินให้เป็นศาสนทูตสำหรับฝ่ายญินหรือไม่?
    35373 เทววิทยาดั้งเดิม 2554/06/12
    อัลกุรอานยืนยันการมีอยู่ของเหล่าญินรวมทั้งได้อธิบายคุณลักษณะบางประการไว้ถึงแม้ว่าข้อมูลของเราเกี่ยวกับโลกของญินจะค่อนข้างจำกัดแต่เราสามารถพิสูจน์ว่าเหล่าญินเคยมีศาสนทูตที่เป็นญินก่อนการสร้างนบีอาดัมโดยอาศัยเหตุผลต่อไปนี้:1. เหล่าญินล้วนมีหน้าที่ทางศาสนาเฉกเช่นมนุษย์เราแน่นอนว่าหน้าที่ทางศาสนาย่อมเป็นผลต่อเนื่องจากการสั่งสอนศาสนาด้วยเหตุนี้จึงมั่นใจได้ว่าอัลลอฮ์ทรงเคยแต่งตั้งศาสนทูตสำหรับกลุ่มชนญินเพื่อการนี้2. เหล่าญินล้วนต้องเข้าสู่กระบวนการพิพากษาในวันกิยามะฮ์เฉกเช่นมนุษย์เราซึ่งโดยทั่วไปแล้วก่อนกระบวนการพิพากษาทุกกรณีจะต้องมีการชี้แจงข้อกฏหมายจนหมดข้อสงสัยเสียก่อนและการชี้แจงให้หมดข้อสงสัยคือหน้าที่ของบรรดาศาสนทูตนั่นเอง
  • ปีศาจ (ซาตาน) มาจากหมู่มะลาอิกะฮฺหรือญิน ?
    29574 การตีความ (ตัฟซีร) 2553/12/22
    เกี่ยวกับคำถามที่ว่าชัยฎอนเป็นมะลาอิกะฮฺหรือญินมีมุมมองและทัศนะแตกต่างกันแหล่งที่มาของความขัดแย้งนี้เกิดจากเรื่องราวการสร้างนบีอาดัม (อ.) เนื่องจากเป็นคำสั่งของพระเจ้ามวลมะลาอิกะฮ์ทั้งหลายจึงได้กราบสุญูดอาดัมแต่ซาตานไม่ได้ก้มกราบบางคนกล่าวว่าชัยฎอน (อิบลิส) เป็นมะลาอิกะฮฺ, โดยอ้างเหตุผลว่าเนื่องจากโองการอัลกุรอานกล่าวละเว้น, อิบลิสไว้ในหมู่ของมะลาอิกะฮฺ (มะลาอิกะฮ์ทั้งหมดลดลงกราบยกเว้นอิบลิส) ดังนั้นอิบลิส
  • เนื่องจากอัลลอฮฺทรงรอบรู้เหนือโลกและจักรวาล ฉะนั้น วัตถุประสงค์การทดสอบของอัลลอฮฺคืออะไร?
    29422 เทววิทยาดั้งเดิม 2554/03/08
    ดังที่ปรากฏในคำถามว่าการทดสอบของอัลลอฮฺไม่ได้เพื่อการค้นหาสิ่งที่ยังไม่รู้เนื่องจากอัลลอฮฺ (ซบ.) ทรงปรีชาญาณเหนือทุกสรรพสิ่งแต่อัลกุรอานหลายโองการและรายงานที่ตกมาถึงมือเรากล่าวว่าการทดสอบเป็นแบบฉบับหนึ่งและเป็นกฎเกณฑ์ของพระเจ้าที่วางอยู่บนแบบฉบับอื่นๆอันได้แก่การอบบรมสั่งสอนการชี้นำโดยรวมของพระเจ้าอัลลอฮฺ
  • อายะฮ์ إِذا مَا اتَّقَوْا وَ آمَنُوا وَ عَمِلُوا الصَّالِحاتِ ثُمَّ اتَّقَوْا وَ آمَنُوا ثُمَّ اتَّقَوْا وَ أَحْسَنُوا وَ اللَّهُ یُحِبُّ الْمُحْسِنین การกล่าวซ้ำดังกล่าวมีจุดประสงค์ใด?
    29255 การตีความ (ตัฟซีร) 2555/02/07
    ในแวดวงวิชาการมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องการย้ำคำว่าตักวาในโองการข้างต้นบ้างเชื่อว่ามีจุดประสงค์เพื่อให้เล็งเห็นความสำคัญของประเด็นเกี่ยวกับตักวาอีหม่านและอะมั้ลที่ศอลิห์
  • เมื่ออัลลอฮฺ มิทรงสร้างสรรพสิ่งทั้งหลายจากสิ่งใดทั้งหมด, หมายความว่าอำนาจของพระองค์ได้ถ่ายโอนไปสู่วัตถุปัจจัยกระนั้นหรือ?
    27074 รหัสยทฤษฎี 2555/05/17
    ใช่แล้ว การสร้างจากสิ่งไม่มีตัวตนมีความหมายตามกล่าวมา, เนื่องจากคำว่า ไม่มีตัวตน คือไม่มีอยู่ก่อนจนกระทั่งอัลลอฮฺ ทรงสร้างสิ่งนั้นขึ้นมา รายงานฮะดีซก็กล่าวถึงประเด็นนี้ไว้เช่นกันว่า อำนาจสัมบูรณ์ของพระเจ้า มีความเป็นหนึ่งเดียวกันกับคุณลักษณะอื่นของพระองค์ ซึ่งเกินเลยอำนาจความรอบรู้ของมนุษย์ เนื่องจากสรรพสิ่งถูกสร้างทั้งหลายได้ถูกสร้างขึ้นมา จากสิ่งไม่มี ซึ่งตามความเป็นจริงแล้วสรรพสิ่งถูกสร้างทั้งหลาย เปรียบเสมือนภาพที่ถ่ายโอนอำนาจสัมบูรณ์ของพระเจ้า เราเรียกนิยามนี้ว่า “การสะท้อนภาพ”[1]ซึ่งในรายงานฮะดีซได้ใช้คำว่า “การเกิดขึ้นของคุณลักษณะ” : อัลลอฮฺ (ซบ.) ทรงเป็นพระผู้อภิบาลของเราที่มีความเป็นนิรันดร์ ความรอบรู้คือ อาตมันของพระองค์ ขณะที่ไม่มีความรอบรู้อันใด การได้ยินคืออาตมันของพระองค์ ขณะที่ไม่มีการได้ยินใดๆ การมองเห็นคือ อาตมันของพระองค์ ขณะที่ไม่มีการมองเห็นอันใด อำนาจคืออาตมันของพระองค์ ขณะที่ไม่มีอำนาจอันใด และเนื่องจากพระองค์คือ ผู้ทรงสร้างสรรพสิ่งทั้งหลาย ทำให้สิ่งเหล่านั้นมีและเป็นไป ความรู้ของพระองค์ได้ปรากฏบนสิ่งถูกรู้จักทั้งหลาย การได้ยิน ได้ปรากฏบนสิ่งที่ได้ยินทั้งหลาย การมองเห็นได้ปรากฏบนสิ่งมองเห็น และอำนาจของพระองค์ ...